"หากพวกท่านยังมัวแต่ห่วงผลประโยชน์และชื่อเสียงของสำนักตัวเอง ยุทธภพนี้ก็คงเหลือไว้เพียงแค่ซากศพและกองเถ้าถ่าน... รวมถึงพวกท่านด้วย!"
เสียงตบโต๊ะดังสนั่นหวั่นไหวจนจอกชาสั่นสะเทือน น้ำชาสีอำพันกระเซ็นเปรอะเปื้อนกระดาษสาสัญญาระหว่างสำนัก เป็นสิงห์เองที่ลุกขึ้นยืนค้ำโต๊ะไม้จันทน์หอม ดวงตาคมกริบดั่งพยัคฆ์หนุ่มจ้องมองเจ้าสำนักและผู้อาวุโสจากเจ็ดสำนักใหญ่ทั่วหล้าอย่างไม่เกรงกลัว รอยแผลเป็นพาดผ่านใบหน้าของเขาใต้แสงตะเกียงที่วับแวม ยิ่งขับเน้นให้บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่ของอารามร้างแห่งนี้ตึงเครียดจนแทบจะใช้มีดกรีดออกได้
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ไม่มีใครกล้าสบตาเด็กหนุ่มผู้มีวิชาหมัดเหล็กสะท้านปฐพีผู้นี้ แม้ว่าอายุอานามของเขาจะยังน้อยนักเมื่อเทียบกับเหล่าผู้อาวุโสที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ ทว่าผลงานในศึกเลือดที่หุบเขาอสูรทมิฬเมื่อสามวันก่อน กลับเป็นเครื่องยืนยันว่า สิงห์คือผู้เดียวที่กล้าเผชิญหน้ากับพญาอัคคีและรอดชีวิตมาได้ พร้อมทั้งเปิดโปงแผนการชั่วช้าที่พรรคพวกของมันแทรกซึมไปทั่วทุกสารทิศ
จอมยุทธ์เมฆาซึ่งนั่งไขว่ห้างอยู่มุมห้อง ยกจอกชาขึ้นจิบช้าๆ พลางทอดถอนใจเบาๆ เขารู้ดีว่าความอดทนของสหายสนทรผู้นี้ใกล้หมดลงเต็มทีแล้ว การโน้มน้าวใจคนที่มีทิฐิสูงย่อมยากเย็นยิ่งกว่าการต่อสู้กับยอดฝีมือสิบคนเสียอีก
"ท่านสิงห์พูดมีเหตุผล..." เจ้าสำนักกระบี่ไร้ลักษณ์ เจ้าของเครายาวสีดอกเลาและใบหน้าเคร่งขรึม เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เขาประสานมือคารวะด้วยความระมัดระวัง "สำนักของเราสูญเสียศิษย์เอกไปครึ่งค่อนสำนักในศึกครั้งก่อน ข้าพเจ้าตระหนักดีว่าลำพังกำลังของสำนักกระบี่ไร้ลักษณ์ไม่อาจต้านทานพญาอัคคีได้อีกต่อไปแล้ว... เพียงแต่... การจะรวมเป็นหนึ่งภายใต้ธงเดียวกัน ใครจะเป็นผู้บัญชาการ? นี่คือปัญหาใหญ่ที่เรายังตกลงกันไม่ได้"
เสียงพึมพำเห็นด้วยดังขึ้นจากมุมหนึ่งของห้อง เหล่าผู้อำนาจจากสำนักต่างๆ ต่างเกี่ยงกันด้วยเรื่องศักดิ์ศรีและลำดับอาวุโส ไม่มีใครยอมก้มหัวให้อีกฝ่าย ท่ามกลางวิกฤตเป็นตาย พวกเขายังคงห่วงแต่เรื่องหน้าตาและอำนาจในยุทธภพ
สิงห์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเย็นเยียบจนคนฟังต้องขนลุกซู่ "ผู้อาวุโส... ท่านยังคิดเรื่องตำแหน่งผู้นำอยู่อีกหรือ? พญาอัคคีไม่ได้ต้องการแค่เป็นเจ้าสำนักมารโลหิต แต่มันต้องการล้างบางทุกสำนักให้สูญสิ้นเผ่าพันธุ์ เมื่อถึงเวลานั้น ศักดิ์ศรีที่พวกท่านหวงแหนนักหนา จะมีค่าอะไรบนหลุมศพของศิษย์ในสำนักของพวกท่านเอง?"
คำพูดที่ตรงไปตรงมาราวกับคมหอกแทงทะลุหัวใจ ทำให้เจ้าสำนักหลายคนหน้าถอดสี บางคนก้มหน้าลงด้วยความละอายแก่ใจ ภาพเหตุการณ์ที่ศิษย์รักถูกเผาไหม้ด้วยเปลวเพลิงมารโลหิตยังคงติดตา บาดแผลทางใจยังไม่ทันหายดี ความหวาดกลัวก็เข้ามาคุกคามซ้ำเติม
จอมยุทธ์เมฆาวางจอกชาลง เสียงกระทบโต๊ะดัง "กริ๊ก" เบาๆ แต่กลับดึงดูดสายตาของทุกคนให้หันมามอง เขาปัดชายเสื้อเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง รัศมีที่แผ่ออกมาจากตัวของเขาสงบนิ่งแต่มั่นคง ดุจขุนเขาที่ไม่มีวันสั่นคลอน
"ข้ามีข้อเสนอ..." จอมยุทธ์เมฆากวาดสายตามองทุกคนด้วยรอยยิ้มบางเบา "เราไม่ต้องมี 'ผู้นำสูงสุด' ที่มีอำนาจสั่งการเบ็ดเด็ดขาด แต่เราจะจัดตั้ง 'สภาพันธมิตรคุณธรรม' ขึ้น โดยประกอบด้วยตัวแทนจากเจ็ดสำนักใหญ่ ร่วมกันตัดสินใจทุกเรื่องผ่านมติเอกฉันท์ ส่วนผู้ที่จะนำทัพหน้าเข้าห้ำหั่นกับพญาอัคคี... ข้าขอเสนอสหายของข้า สิงห์ เป็นแม่ทัพกองหน้า"
"อะไรนะ! ให้เด็กหนุ่มคุมกองกำลังหน้าอย่างนั้นหรือ?" ผู้อาวุโสสำนักทวนทองท้วงขึ้นทันควันด้วยความไม่พอใจ "แม้ฝีมือเขาจะร้ายกาจ แต่ประสบการณ์ในยุทธภพยังน้อยนิด ข้าเกรงว่าจะ..."
"ถ้าท่านคิดว่าประสบการณ์ของท่านมีค่ามากกว่าหยาดเลือดและชีวิตของคนนับพันที่กำลังจะตายในกำมือของพญาอัคคี ทำไมท่านไม่ลองออกไปรับมือกับมันด้วยตัวเองล่ะครับ?" สิงห์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยจิตสังหารที่เข้มข้นจนผู้อาวุโสสำนักทวนทองถึงกับกลืนน้ำลายลงคอ ไม่กล้าเอ่ยคำใดออกมาอีก
ความเงียบงันกลับมาเยือนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ความลังเล หากเป็นการชั่งน้ำหนักในใจของแต่ละคน ทุกสายตาจับจ้องมาที่สิงห์ เด็กหนุ่มผู้มีรอยแผลเป็นและความแค้นฝังลึกในดวงตา แววตาของเขาไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงความเด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่นที่จะกวาดล้างความชั่วร้ายให้สิ้นซาก
เจ้าสำนักกระบี่ไร้ลักษณ์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นยืน เขาหยิบมีดสั้นเล่มเล็กขึ้นมา ปาดลงบนฝ่ามือของตนเองจนเลือดสีแดงสดไหลซึมลงบนกระดาษสาสัญญาระหว่างสำนัก
"สำนักกระบี่ไร้ลักษณ์... ขอเข้าร่วมพันธมิตรคุณธรรม ไม่ขอแยกตัว ไม่ขอทรยศ หากผู้ใดผิดคำสาบานนี้ ขอให้กระบี่แทงทะลุหัวใจตายตกตามกัน!"
เสียงประกาศก้องกังวานสร้างแรงกระตุ้นให้คนอื่นๆ ทันที เจ้าสำนักเส้าหลินที่นั่งสงบจิตสงบใจมานาน ลุกขึ้นประสานมือคำนับพร้อมกับหยดเลือดลงบนกระดาษเช่นกัน ตามด้วยสำนักง่อไบ๊ สำนักบู๊ตึ๊ง และสำนักอื่นๆ จนครบทุกฝ่าย
สิงห์มองดูรอยเลือดที่ประทับอยู่บนแผ่นกระดาษสาสัญญา หัวใจที่เคยด้านชาและโดดเดี่ยวมาตลอดนับตั้งแต่สำนักถูกทำลาย กลับมีความรู้สึกอุ่นวาบขึ้นมาเล็กน้อย นี่ไม่ใช่การต่อสู้เพียงลำพังอีกต่อไปแล้ว แต่นี่คือพันธะสัญญาแห่งเลือดของชาวยุทธภพ
"ดีมาก..." สิงห์พยักหน้ารับช้าๆ "ในเมื่อเราตกลงกันได้แล้ว ขั้นต่อไปคือการเตรียมรับมือกับการบุกของพญาอัคคี ข่าวกรองของข้าบอกว่า มันกำลังรวบรวมกำลังพลครั้งใหญ่ที่หุบเขาอัสนีบาต เพื่อใช้คัมภีร์โลหิตหลอมรวมพลังมารให้สมบูรณ์ หากเราช้าไปแม้แต่วันเดียว ยุทธภพนี้จะไม่มีวันหวนคืน"
ทันใดนั้นเอง...
*ตูมมมม!*
เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่าดังขึ้นจากด้านนอกอารามร้าง แรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนฝุ่นละอองร่วงกราวลงมาจากเพดาน โคมไฟแกว่งไกวไปมาอย่างบ้าคลั่ง ก่อนที่ประตูไม้บานใหญ่หนาจะถูกซัดจนแหลละเอียดเป็นเสี่ยงๆ ด้วยพลังฝ่ามืออันมหาศาล
ควันสีดำทึบพวยพุ่งเข้ามาพร้อมกับกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ทุกคนต่างชักอาวุธออกมาตั้งรับด้วยความตื่นตระหนก
ท่ามกลางกลุ่มควันและเปลวเพลิงสีชาดที่ลุกโชน ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวเท้าเดินเข้ามาอย่างช้าๆ เสียงรองเท้าบูทกระทบพื้นศิลาทุกก้าวเปรียบเสมือนเสียงเคาะระฆังแห่งความตาย ใบหน้าภายใต้เงาหมวกคลุมเผยให้เห็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมและดวงตาสีแดงฉานดั่งสัตว์ป่ากระหายเลือด
"ไม่ต้องเสียเวลาตามหาข้าหรอ... เจ้าพวกหนูสกปรก"
เสียงทุ้มต่ำดังก้องกังวานราวกับมาจากขุมนรก พญาอัคคีปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าทุกคนเร็วกว่าที่คาดคิดไว้หลายเท่า และในมือหนาของมัน กำลังบีบคอศิษย์เอกของสำนักกระบี่ไร้ลักษณ์ที่สภาพสะินลมหายใจรอมร่อเอาไว้ ก่อนจะเหวี่ยงร่างไร้เรี่ยวแรงนั้นมากระแทกแทบเท้าของสิงห์อย่างไม่ใยดี!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสู้เคียงบ่าเคียงไหล่มาด้วยกันจนถึงตอนนี้ครับ พยัคฆ์ขาวคำราม
พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี•ตอนที่ 24
การก่อตั้งพันธมิตรคุณธรรม
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!