พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี•ตอนที่ 36

พักทัพและสมานแผล

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
กลิ่นคาวเลือดจางลงแล้ว แต่กลิ่นอายแห่งความตายยังคงลอยวนอยู่ในหุบเขาผาเงาจันทร์ เสียงครางด้วยความเจ็บปวดจากศิษย์ร่วมสำนักดังระงมลอดออกมาจากเพิงพักชั่วคราวที่สร้างขึ้นจากกิ่งไม้และใบตองตึง บนเตียงสนามไม้ไผ่หยาบๆ สิงห์กำลังกัดฟันแน่น ปล่อยให้จอมยุทธ์เมฆาใช้เข็มเงินหลอมพิเศษฝังลงตามจุดชีพจรเพื่อขับพิษโลหิตที่ยังคงตกค้างอยู่ เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มใบหน้าคมคายที่ซีดเผือด กล้ามเนื้อใต้ร่มผ้าไหวระริกทุกครั้งที่พลังปราณถูกโคจรผ่านจุดที่บอบช้ำ "อดทนหน่อยสิงห์... พิษของพญาอัคคีมันร้ายกาจนัก หากเจ้าไม่ขับมันออกมาให้หมดภายในคืนนี้ เส้นลมปราณหัวใจของเจ้าจะเสียหายถาวร" จอมยุทธ์เมฆากล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ใบหน้ามักจะแย้มยิ้มอยู่เสมอนั้นบัดนี้ปราศจากรอยยิ้มสิ้นเชิง มือข้างที่ถือเข็มเงินสั่นระริกเล็กน้อยจากความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดการรบพุ่ง สิงห์ไม่ตอบคำ เขาทำเพียงแค่พยักหน้ารับช้าๆ ดวงตาคู่คมดุจพยัคฆ์คู่นั้นปิดสนิท ขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นนูน ภาพเหตุการณ์เมื่อวานยังคงวนเวียนอยู่ในหัว ภาพที่กองทัพสำนักมารโลหิตบุกถล่มแนวป้องกันสุดท้าย ภาพที่สหายร่วมรบหลายคนต้องล้มตายไปต่อหน้าต่อตาโดยที่เขายังแข็งแกร่งไม่พอที่จะปกป้องพวกเขาไว้ได้ ความเจ็บปวดทางกายที่กำลังแผดเผาอยู่ภายในยังไม่เท่ากับความเจ็บปวดในใจที่ถูกกัดเซาะด้วยความแค้น *ข้าต้องแข็งแกร่งกว่านี้... หากยังช้าอยู่เช่นนี้ เมื่อไหร่จึงจะไปถึงตัวพญาอัคคีเพื่อทวงความยุติธรรมให้สำนักได้?* เสียงถอนหายใจยาวนานดังขึ้นจากมุมมืดของเพิงพัก พญาอินทรีย์แห่งค่ายกลทัพหน้าก้าวเท้าเข้ามา สีหน้าของชายชราผู้ผ่านโลกมามากเต็มไปด้วยรอยย่นแห่งความกังวล เขาวางแผนที่ม้วนทำด้วยหนังวัวลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "สายสืบมารายงานมาแล้ว... พญาอัคคีถอยร่นกำลังพลไปตั้งหลักอยู่ที่หุบเขาอัคคีผลาญ พวกมันเองก็บาดเจ็บล้มตายไม่น้อยไปกว่าเรา การปะทะกันเมื่อวานทำให้พวกมันสูญเสียกำลังหลักไปเกือบครึ่ง แต่กระนั้น ยอดฝีมือระดับแกนนำของพวกมันยังอยู่ครบ" จอมยุทธ์เมฆาดึงเข็มเงินเล่มสุดท้ายออกจากอกของสิงห์ ส่งผลให้ร่างของชายหนุ่มสะดุ้งเฮือกกระอักลิ่มเลือดสีดำออกมาคำโต บรรยากาศรอบข้างพลันปลอดโปร่งขึ้นเมื่อพิษร้ายถูกขับออกไปบางส่วน สิงห์ลืมตาขึ้น หอบหายใจถี่กระชั้น ก่อนจะใช้มือยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก สายตากวาดมองแผนที่บนโต๊ะด้วยความนิ่งสงบ "พวกมันพักผ่อนเท่าไหร่ เราพักผ่อนเท่านั้น" สิงห์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง ทว่าเด็ดเดี่ยวและทรงพลัง "สหายของเราล้มตายไปมาก เราไม่มีเวลามาโศกเศร้าฟูมฟาย แต่เราก็บุ่มบ่ามบุกเข้าไปในถ้ำเสือตอนนี้ไม่ได้เช่นกัน" "ถูกต้องแล้วท่านสิงห์" จอมยุทธ์เมฆายื่นถ้วยยาต้มส่งให้สิงห์รับไปดื่ม "การพักทัพและสมานแผลในครั้งนี้ไม่ใช่ความขลาดเขลา แต่เป็นการสะสมคมเขี้ยวให้พยัคฆ์ การศึกระยะยาวเช่นนี้ ใครใจร้อนกว่า ผู้นั้นคือผู้พ่ายแพ้ ข้าได้ให้คนไปรวบรวมสมุนไพรวิเศษจากป่าชั้นในมาแล้ว อีกสามวัน อาการบาดเจ็บของพวกเราจะฟื้นฟูจนถึงขีดสุด" บรรยากาศในกองทัพช่วงพักรบเต็มไปด้วยความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีเสียงพูดคุยสนุกสนาน มีเพียงเสียงลับคมดาบ เสียงตอกไม้ทำค่าย และเสียงครางเบาๆ ของผู้บาดเจ็บ ทุกคนรู้ดีว่าความสงบนี้เป็นเพียงแค่ฉากหน้า ก่อนที่พายุลูกใหญ่จะโหมกระหน่ำอีกครั้งในไม่ช้า สิงห์เดินออกมาจากเพิงพักภายใต้แสงจันทร์สลัว ลมยามค่ำคืนพัดพาเอาความหนาวเหน็บเข้ามาปะทะผิวกาย แต่เขากลับไม่รู้สึกสะท้านแม้แต่น้อย เขายืนมองดูเหล่าศิษย์น้องที่กำลังช่วยกันพันแผลให้กันและกัน แววตาของเด็กหนุ่มบางคนมีความหวาดกลัว แต่เมื่อหันมาสบตากับสิงห์ ความหวาดกลัวนั้นกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเชื่อมั่นอย่างประหลาด *พวกเขากำลังฝากอนาคตไว้ที่เรา... ข้าจะพลาดไม่ได้เป็นอันขาด* ทันใดนั้นเอง ประสาทสัมผัสอันเฉียบคมของสิงห์ก็กระตุกวูบ เสียงฝีเท้าที่เบาหวิวดุจขนนกดังขึ้นเหนือยอดไม้ด้านหลังค่ายพัก แม้จะเป็นยามวิกาลและไม่มีใครทันสังเกต แต่สัญชาตญาณนักสู้ของเขากลับร้องเตือนภัยอย่างรุนแรง "ใครนั่น!" สิงห์คำรามเสียงต่ำ พร้อมกับซัดฝ่ามือออกไปเบื้องหน้าด้วยพลังปราณเก้าสวรรค์ ลมหมุนพายุหมัดพุ่งแหวกอากาศออกไปเกิดเป็นเสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหว ต้นไม้ใหญ่หักโค่นลงทันที ทว่าร่างเงานั้นกลับพลิ้วไหวหลบหลบหลีกได้อย่างง่ายดาย ราวกับภูตผีที่ไร้ตัวตน ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทร่อนลงยืนสงบนิ่งอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่เบื้องบน แสงจันทร์ส่องกระทบใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้หมวกปีกกว้างเผยให้เห็นรอยยิ้มเยือกเย็นที่ชวนให้สันหลังวาบหวิว ไม่ใช่คนของสำนักมารโลหิต... แต่เป็นสตรีผู้หนึ่งที่สิงห์ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้พบเจอในสถานที่แห่งนี้ "ฝีมือรุดหน้าขึ้นไม่น้อยเลยนี่ เจ้าหนู... สมกับที่เป็นผู้สืบทอดหมัดพยัคฆ์แท้จริง" น้ำเสียงหวานใสแต่แฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันเข้มข้นเอ่ยขึ้น พร้อมกับโยนป้ายหยกสีเลือดชิ้นหนึ่งตกลงมาแทบเท้าของสิงห์ ป้ายหยกที่มีตราสัญลักษณ์ของ 'สำนักเงาโลหิต' ที่ควรจะสูญพันธุ์ไปตั้งแต่ยี่สิบปีก่อน! สิงห์ก้มลงมองป้ายหยกนั้น หัวใจกระตุกวูบ ความลับที่ถูกฝังกลบไว้ในอดีตกำลังจะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอีกครั้ง และคำเตือนจากสตรีปริศนาก็ก้องสะท้อนอยู่ในความเงียบงัน "เจ้านายของเจ้า... รอพบเจ้าอยู่ที่แดนรกร้างแห่งความตาย... จงไปเสียก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป" ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง เคียงบ่าเคียงไหล่ และส่งกำลังใจให้พยัคฆ์หนุ่มผู้นี้มาโดยตลอดนะครับ
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%