กลิ่นอับชื้นของซากอิฐปูนโบราณผสมผสานกับควันธูปกำยานราคาถูก แผ่ซ่านเสียดแทงโพรงจมูกจนรณกรต้องยกหลังมือขึ้นขยี้หว่างคิ้วเบาๆ เพื่อขับไล่อาการปวดมึนที่เริ่มลามเลียขึ้นมาถึงขมับ
หน้าจอโฮโลแกรมสีฟ้าอมเขียวที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ยังคงกะพริบถี่เป็นจังหวะเตือนภัยระดับ SSS ข้อความเตือนเรื่องการเชื่อมต่อมิติวิญญาณระดับสูงในย่านเมืองเก่าโซน B ส่องแสงสะท้อนกับแว่นตาเลนส์กรองแสงของเขาเป็นระยะ บ่งบอกว่าเวลาที่เขามีอยู่เหลือน้อยเต็มทีแล้ว
“อย่าขยับตัวออกนอกวงสายสิญจน์เด็ดขาดครับรณกร”
เสียงทุ้มต่ำแต่มั่นคงของเพลิงกัลป์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องใต้ดินร้าง ชายหนุ่มในชุดเสื้อคลุมสีเข้มกำลังนั่งคุกเข่าอยู่หน้าแท่นพิธีหินศิลาโบราณ สองมือของเขาประคองกะโหลกมนุษย์เก่าคร่ำคร่าที่มีรอยจารอักขระขอมโบราณสีชาดสลักไว้รอบวง เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้าคมคายของหมอผีหนุ่ม สะท้อนความกดดันมหาศาลที่กำลังแบกรับอยู่เบื้องหน้า
รณกรกวาดสายตามองรอบห้องด้วยสัญชาตญาณของอดีตวิศวกรโครงสร้าง แม้ระบบฟิสิกส์และกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์จะบอกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงสนามแม่เหล็กไฟฟ้าตกค้างหรือภาพหลอนทางประสาทสัมผัส แต่รอยร้าวบนผนังปูนที่กำลังฉีกตัวออกเป็นแนวโค้งประหลาด พร้อมกับเศษฝุ่นละอองที่ลอยเคว้งคว้างต้านแรงโน้มถ่วง ก็เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า สิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่นั้น vượtพ้นขอบเขตของตรรกะมนุษย์ไปไกลโขแล้ว
“เรากำลังเสียเวลา” รณกรเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงความร้อนรนไว้ภายใน “คลื่นความถี่พลังงานต่ำเบื้องล่างกำลังสั่นพ้องกับชีพจรของผม... รวินดาเคยอยู่ที่นี่ เธอทิ้งร่องร่อยบางอย่างไว้ และผมรู้ว่ามันไม่ได้จบแค่การปลุกวิญญาณธรรมดา”
เพลิงกัลป์ปรายตาขึ้นมองสหายร่วมทางชั่วขณะ แววตาของจอมขมังเวทไหววูบเล็กน้อยก่อนจะกลับมานิ่งสนิทดังเดิม “คุณคิดว่าคนร้ายต้องการแค่ปลุกผีมาใช้งานอย่างนั้นหรือครับ... ผิดถนัดแล้วรณกร สิ่งที่มันกำลังทำอยู่ ไม่ใช่การอัญเชิญวิญญาณเร่ร่อน แต่เป็นการ ‘เปิดประตู’ เพื่อแลกเปลี่ยน”
สิ้นคำพูดของเพลิงกัลป์ พื้นห้องใต้ดินก็สั่นสะเทือนกrẹmครืนราวกับแผ่นดินไหว แรงสั่นสะเทือนนั้นรุนแรงจนรณกรต้องก้าวเท้าถอยหลังไปชนกับเสาปูนเพื่อพยุงทรงตัว ทว่าสายสิญจน์สีขาวที่ขึงล้อมรอบตัวเขาไว้กลับเปล่งแสงสีทองเรืองรองขึ้นมาวูบหนึ่ง ช่วยต้านทานแรงกดดันมหาศาลที่พยายามซัดสาดเข้ามาจากความมืดมิดเบื้องล่าง
*โครม!*
ใจกลางแท่นพิธีศิลา แผ่นหินหนาเตอะแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ เผยให้เห็นหลุมลึกสีดำสนิทที่ปราศจากก้นบึ้ง ไอเย็นยะเยือกพวยพุ่งขึ้นมาพร้อมกับเสียงคำรามต่ำๆ ที่สะท้อนก้องมาจากห้วงลึก ราวกับเสียงของสัตว์ประหลาดดึกดำบรรพ์ที่เพิ่งตื่นจากการจำศีลมานับพันปี
“มันมาแล้ว...” เพลิงกัลป์พึมพำ มือขวาคว้ากำไลกระดูกสัตว์ขึ้นมาสวมข้อมืออย่างรวดเร็ว ท่องคาถาบทสั้นๆ ที่รวดเร็วและดุดันจนฟังแทบไม่ทัน เสียงสวดภาษาขอมโบราณดังประสานกับเสียงลมพายุที่หมุนวนอยู่ภายในห้องแคบๆ นี้
รณกรสูดหายใจเข้าลึกระงับความตื่นตระหนก เขายกอุปกรณ์สแกนสนามพลังงานวิญญาณรุ่นล่าสุดที่ดัดแปลงขึ้นเองขึ้นมา หน้าจอแสดงกราฟิกพุ่งชนเพดานสีแดงก่ำ เสียงสัญญาณเตือนดัง *ตี๊ดๆๆ* ถี่กระชั้นจนน่าหนวกหู แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของเขาไม่ใช่ตัวเลขพลังงานเหล่านั้น
มันคือเงาดำทมิฬรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่กลับมีแขนยาวระพื้นและดวงตาสีแดงฉานนับสิบคู่ที่กำลังค่อยๆ ไต่ขึ้นมาจากปากหลุมมรณะ!
“เพลิงกัลป์ ระวังด้านซ้าย!” รณกรตะโกนลั่น พร้อมกับขว้างแผ่นโลหะประจุไฟฟ้าแรงดันสูงที่ตนพกติดตัวออกไปปะทะกับกลุ่มก้อนพลังงานชั่วร้ายที่พุ่งเข้าใส่สหาย
*เปรี๊ยะ! บูม!*
ประกายไฟสีฟ้าสว่างวาบขึ้นพร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนของวิญญาณร้ายที่ถูกกระแสไฟฟ้าช็อตจนร่างโปร่งแสงบิดเบี้ยว แต่นั่นเป็นเพียงการซื้อเวลาชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น เพราะแรงระเบิดกลับทำให้ไอหมอกสีดำทมิฬทะลักล้นออกมาหนาแน่นยิ่งขึ้น จนแทบจะกลืนกินร่างของพวกเขาทั้งสองคนเข้าไปในความมืดมิด
“มันไม่ได้ทำเพื่อเงิน หรือแม้แต่เพื่ออำนาจในโลกนี้ครับรณกร” เพลิงกัลป์ตวาดก้องท่ามกลางเสียงลมพายุวิญญาณ มือซ้ายสะบัดซัดยันต์กระดาษสีเหลืองออกไปกลางอากาศ ยันต์นับสิบใบแปรสภาพเป็นเปลวไฟสีครามลุกท่วมเพื่อสกัดกั้นฝูงสัมภเวสีที่แห่แหนกันขึ้นมา
“แล้วเป้าหมายที่แท้จริงของมันคืออะไร!” รณกรถามกลับ เสียงตะโกนแข่งกับเสียงคำรามของบอสลับเบื้องล่าง ขณะที่มือขวากดแป้นพิมพ์บนอุปกรณ์ควบคุมเพื่อเปิดใช้งานระบบป้องกันฉุกเฉินขั้นสุดท้าย
เพลิงกัลป์หันมาสบตากับอดีตวิศวกรหนุ่ม นัยน์ตาของจอมขมังเวทฉายแววเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน “เป้าหมายของมันคือ ‘ร่างภาชนะ’... และถ้าผมเดาไม่ผิด คนที่มันใช้เป็นสะพานเชื่อมมิติในครั้งนี้ ก็คือรวินทาน้องสาวของคุณเอง!”
ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจ รณกรชะงักง้างไปชั่วขณะ ภาพความทรงจำเกี่ยวกับน้องสาวผู้เป็นที่รักผุดขึ้นมาในหัว รอยยิ้มครั้งสุดท้ายก่อนที่เธอจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในย่านเมืองเก่าแห่งนี้ มันไม่ใช่การลักพาตัวธรรมดา แต่มันคือการ ‘เตรียมการ’ มาเนิ่นนานเพื่อใช้สายเลือดสายตรงเปิดประตูบานนี้
ในวินาทีที่สติของรณกรกำลังจะหลุดลอยไปกับความตกตะลึง เสียงแจ้งเตือนจากระบบที่เงียบไปชั่วขณะ ก็กลับดังขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม
[ แจ้งเตือนระบบภารกิจระดับ SSS: ตรวจพบการซิงโครไนซ์จิตวิญญาณของเป้าหมาย (รวินดา) กับ "ผู้เฝ้าประตูมรณะ" สำเร็จ 85% ]
[ คำเตือน: หากกระบวนการสมบูรณ์ครบ 100% ร่างกายของน้องสาวคุณจะถูกครอบงำอย่างถาวร และประตูมรณะจะเปิดออกสู่โลกมนุษย์อย่างเต็มรูปแบบ ]
[ ตัวเลือกฉุกเฉิน: ยอมรับการทำพันธะสัญญากับบอสลับเพื่อแลกกับการยื้อเวลา หรือ ทำลายจุดเชื่อมต่อด้วยตัวคุณเองโดยเสี่ยงต่อการสูญเสียความทรงจำทั้งหมด ]
รณกรก้มมองมือสั่นเทาของตนเอง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหลุมมรณะเบื้องหน้าที่กำลังขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางเงาร่างสูงใหญ่ของปีศาจโบราณที่ก้าวเท้าเหยียบขึ้นมาบนพื้นห้องใต้ดิน พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่กรีดลึกถึงขั้วหัวใจ และรอยยิ้มมุมปากของใครบางคนที่ยืนรออยู่หลังม่านความมืด...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนานี้ไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
ร่างทรงสายวิทย์กับคดีอาถรรพ์ที่ไร้คำตอบ•ตอนที่ 17
พิธีกรรมต้องห้าม
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ร่างทรงสายวิทย์กับคดีอาถรรพ์ที่ไร้คำตอบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!