กลิ่นอับชื้นของกระดาษสาโบราณและควันธูปไม้จันทน์ลอยอวลอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่แสงไฟจากหลอดนีออนกะพริบถี่ราวกับมันกำลังจะหมดอายุขัย รณกรขยับแว่นสายตา เลนส์ใสสะท้อนภาพตารางคำนวณและสมการเวกเตอร์ที่เขาเขียนด้วยลายมือยุ่งเหยิงเต็มกระดานไวท์บอร์ด แต่สิ่งที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเขากลับไม่มีสูตรฟิสิกส์ใดในโลกอธิบายได้
มันคือกระจกเงาโบราณบานหนึ่ง กรอบไม้สักแกะสลักลวดลายกินรีร่ายรำ ผิวหน้ากระจกไม่ได้สะท้อนเงาของห้องสี่เหลี่ยมนี้ แต่มันกลับฉายภาพทางเดินมืดทึบในตึกร้างที่เขากับเพลิงกัลป์เพิ่งไปสำรวจมาเมื่อคืน ทั้งที่ความจริงแล้ว กระจกบานนี้เป็นเพียงวัตถุพยานชิ้นสำคัญจากคดีคนหายที่ยังไม่มีคำตอบ
"คุณกำลังใช้สายตาของวิศวกรพยายามวัดความหนาของภาพลวงตา รณกร"
เสียงทุ้มต่ำและเรียบเฉยดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง เพลิงกัลป์นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่าๆ ในมือถือม้วนสายสิญจน์ที่ถักทอด้วยด้ายดิบสีขาวสะอาด รอบกายของชายหนุ่มผู้นี้มีกลิ่นอายความนิ่งสงบที่ชวนให้รู้สึกปลอดภัย แต่ในขณะเดียวกันก็กดดันจนลมหายใจสะดุด
"ผมแค่พยายามหาตัวแปรที่ผิดเพี้ยนไปจากระบบ" รณกรตอบเสียงเรียบ พยายามควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจที่เริ่มรัวเร็วกว่าปกติ "ถ้าภาพในกระจกนี้คือการหักเหของแสงผ่านตัวกลางที่มีความหนาแน่นสูง มันก็ต้องมีแหล่งกำเนิดแสงต้นทาง แต่นี่... ในห้องที่ปิดทึบ ไม่มีแม้แต่รูระบายอากาศ แล้วภาพพวกนั้นเคลื่อนไหวได้อย่างไร"
เพลิงกัลป์ลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาสาวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานที่มีชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ตรวจวัดสนามแม่เหล็กวางเกลื่อนกลาด ดวงตาคมกริบภายใต้เงาแสงไฟก้มลงมองหน้าจอมอนิเตอร์ที่แสดงกราฟคลื่นสมองของรณกร ซึ่งกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ
"เพราะคุณใช้ 'ตาเนื้อ' มองหาสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อหลอกตาเนื้อ" เพลิงกัลป์เอ่ยพร้อมกับวางม้วนสายสิญจน์ลงบนโต๊ะ "วิทยาศาสตร์สอนให้คุณเชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ได้ด้วยเครื่องมือ แต่ไสยเวทสอนให้เรายอมรับว่า ประสาทสัมผัสของมนุษย์นั้นจำกัดเสียยิ่งกว่ากะลาครอบ ถ้าคุณยังมองโลกด้วยตรรกะแบบเดิม ต่อให้ตามหาน้องสาวของคุณจนพลิกแผ่นดิน คุณก็จะเจอแค่ความว่างเปล่า... เพราะเธอไม่ได้หายไปจากโลกกายภาพ แต่เธอติดอยู่ในรอยต่อระหว่างมิติที่ตรรกะของคุณเอื้อมไม่ถึง"
คำพูดนั้นราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบเค้นหัวใจของรณกร ภาพของน้องสาวที่ยิ้มให้เขาก่อนวันหายตัวไปแวบเข้ามาในหัว ความรู้สึกผิดและอารมณ์ดิบเถื่อนที่เขาพยายามกดทับไว้ด้วยตัวเลขและสมการมาตลอดระเบิดออกมาอย่างเงียบงัน
รณกรเม้มปากแน่น สูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ก่อนจะเงยหน้าสบตากับอีกฝ่ายตรงๆ "ถ้าอย่างนั้น... สอนผมสิครับ"
เพลิงกัลป์นิ่งไปชั่วขณะ มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ราวกับรอคอยคำนี้มานานแล้ว ชายหนุ่มหยิบผ้ายันต์สีแดงชาดผืนเล็กที่จารอักขระโบราณด้วยหมึกผสมน้ำมนต์ ออกมาจากย่ามหนังสีเข้ม
"แบมือของคุณออกมา" เพลิงกัลป์สั่งเสียงเข้ม
รณกรลังเลเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะแบมือขวาออกตามคำสั่ง ผิวสัมผัสเย็นเฉียบของผ้ายันต์แตะลงบนกลางฝ่ามือทันทีที่เพลิงกัลป์วางลงไป ความรู้สึกแรกมันเหมือนกับจับแผ่นโลหะที่ถูกแช่แข็งในน้ำแข็งแห้ง แต่เพียงชั่วพริบตาเดียว ความเย็นนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความร้อนรุ่มราวกับมีถ่านไฟฉ่ำน้ำมันวางอยู่
"หลับตาลง" เสียงของเพลิงกัลป์นุ่มนวลขึ้น แต่เต็มไปด้วยอำนาจบางอย่างที่บังคับให้รณกรต้องทำตาม "อย่าใช้ตาข้างซ้ายหรือข้างขวา... จงใช้จุดศูนย์กลางระหว่างคิ้วของคุณ เป็นคนมอง"
รณกรหลับตาลง ความมืดมิดเข้ามาแทนที่ แต่ทันทีที่ผ้ายันต์บนฝ่ามือเริ่มส่งความร้อนแผ่ซ่านไปตามเส้นประสาท เขากลับรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนเบาๆ ที่กะโหลกศีรษะ ราวกับมีกระแสไฟฟ้าแรงดันต่ำวิ่งพล่านผ่านขั้วแบตเตอรี่ในสมอง
"หายใจเข้าลึก... ผ่อนออกช้าๆ ปล่อยวางสมการ ปล่อยวางตัวเลข และปล่อยวางความจริงที่คุณรู้จักทิ้งไปให้หมด" เพลิงกัลป์กระซิิบบอกข้างหู เสียงนั้นดังก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายยืนอยู่ห่างออกไปเกือบสองเมตร
รณกรทำตามอย่างไร้ข้อกงขา ในหัวของเขาลบภาพกราฟฟิก ตารางเอ็กเซล และทฤษฎีควอนตัมออกทีละบรรทัด จนกระทั่งพื้นที่ในความคิดว่างเปล่าสนิท
*แปะ!*
เสียงดีดนิ้วดังขึ้นเบาๆ แต่ในความเงียบงัน มันกลับดังสนั่นราวกับเสียงฟ้าผ่า
"ลืมตาขึ้น"
รณกรลืมตาขึ้นทันที และภาพตรงหน้าก็ทำให้เขาต้องผงะถอยหลังด้วยความตกใจ
ห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่เต็มไปด้วยกองเอกสารและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยังคงอยู่ แต่มันไม่ได้ดูเหมือนเดิมอีกต่อไป ผนังปูนสีขาวหม่นบัดนี้โปร่งใสราวกับกระจกฝ้า เผยให้เห็นเส้นสายพลังงานสีเทาหม่นระโยงระยางนับร้อยเส้น พาดผ่านห้องนี้ไปจนถึงตัวอาคารด้านนอก เส้นสายเหล่านั้นไหลเวียน ชักนำ และส่งเสียงหึ่งๆ ต่ำๆ อยู่ในคลื่นความถี่ที่หูมนุษย์ปกติไม่มีวันได้ยิน
ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ บนไหล่ทั้งสองข้างของเพลิงกัลป์ มีเงาสีดำทึบรูปร่างคล้ายเส้นผมมนุษย์พันธนาการอยู่ แต่มันกลับขยับไหวได้เองราวกับมีชีวิต และที่หน้าประตูห้อง มีร่างโปร่งแสงของใครบางคนยืนหันหลังให้อยู่ ร่างนั้นสวมเสื้อผ้าชุดเดียวกับน้องสาวของเขาในวันที่เธอหายตัวไป!
รณกรอ้าปากค้าง หัวใจเต้นรัวจนแทบกระเด็นหลุดออกมานอกอก มือที่กำผ้ายันต์สั่นเทาเล็กน้อย ความรู้ทางวิทยาศาสตร์นับสิบปีที่เขาสั่งสมมาพังทลายลงในพริบตา เมื่อประจักษ์ว่าความจริงของโลกใบนี้กว้างใหญ่และน่าสะพรึงกลัวกว่าที่สมองอันน้อยนิดของมนุษย์จะจินตนาการถึง
"เห็นแล้วใช่ไหมครับ... สิ่งที่ซ่อนอยู่หลังภาพลวงตา" เพลิงกัลป์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ขณะที่ดวงตาคู่คมไม่ได้มองที่รณกร แต่กลับหันไปมองร่างโปร่งแสงที่ยืนอยู่หน้าประตูห้อง
ร่างนั้นค่อยๆ หันกลับมา ช้าๆ... เผยให้เห็นใบหน้าที่ซีดเผือด ดวงตากลวงโบ๋ และริมฝีปากที่ฉีกยิ้มกว้างจนถึงใบหู พร้อมกับส่งเสียงกระซิบแหบพร่าที่ดังเข้ามาในหัวของรณกรโดยตรง
*"พี่... ช่วยฉันด้วย..."*
ก่อนที่รณกรจะได้ก้าวขาเข้าไปหาเงานั้น เสียงแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนบนโต๊ะทำงานก็ดังขึ้นตัดบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัว หน้าจอโทรศัพท์สว่างวาบขึ้นมาในความมืด พร้อมกับข้อความตัวอักษรสีแดงฉานที่ปรากฏขึ้นโดยไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต:
*[ระบบตรวจพบ: พลังงานระดับ SSS กำลังเชื่อมต่อเข้าสู่พิกัดปัจจุบัน...]*
*[คำเตือน: ผู้บุกรุกไม่ได้มีแค่หนึ่ง... และพวกมันกำลังเปิดประตูห้องแล้ว]*
เพลิงกัลป์หวาดระแวงเป็นครั้งแรก ชายหนุ่มสะบัดมือซ้ายคว้ากริชโบราณออกจากเอวทันที ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่ลูกบิดประตูห้องที่กำลังหมุนช้าๆ จากด้านนอก ทั้งที่ประตูล็อกตายสนิท!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านมิติอันลี้ลับนี้ไปด้วยกันนะครับ
**- เข็มทิศมองวิญญาณ -**
ร่างทรงสายวิทย์กับคดีอาถรรพ์ที่ไร้คำตอบ•ตอนที่ 5
เครื่องรางนำทาง
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ร่างทรงสายวิทย์กับคดีอาถรรพ์ที่ไร้คำตอบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!