"ยินดีต้อนรับสู่บททดสอบสุดท้ายครับ, วอห์น... ลูกชายของคุณปลอดภัยดี แต่คนที่จะต้องตายในอีกสิบนาทีข้างหน้า... คือผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างคุณต่างหาก"
เสียงสังเคราะห์ที่ถูกบิดเบือนด้วยอัลกอριθึมระดับทหารยังคงก้องกังวานอยู่ในหูฟังไร้สายของเอเลียส วอห์น ราวกับเสียงกระซิบจากยมบาลที่ยืนรออยู่หลังม่านความมืด หน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้ากะพริบเป็นสีแดงฉาน แจ้งเตือนสภาวะวิกฤตของห้องควบคุมหลักย่อย เซกเตอร์ 4 ที่ตอนนี้ถูกตัดขาดจากระบบระบายอากาศส่วนกลาง ออกซิเจนกำลังลดระดับลงอย่างรวดเร็วในอัตรา 3.5 เปอร์เซ็นต์ต่อนาที
เอเลียสไม่ได้หันไปมองหน้าจอตัวเลขเหล่านั้น ดวงตาสสีนิลของเขาจ้องมองเพียงเงาสะท้อนของตัวเองบนกระจกนิรภัยหนาเตอะที่กั้นระหว่างเขากับความว่างเปล่าของห้วงอวกาศนอกสถานี และในเงาสะท้อนนั้น... มีร่างของพลเรือตรีเซราฟิน่า คอร์ท ยืนนิ่งสนิทอยู่เบื้องหลัง
ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีแม้แต่ร่องรอยความตื่นตระหนก ผู้บัญชาการหญิงแห่งสถานีวงโคจรไคโรยังคงรักษาท่าทีเยือกเย็นราวกับรูปปั้นหินอ่อน ปืนพลาสม่าประจำกายถูกปลดล็อกออกจากซองพร้อมใช้งาน แววตาคมกริบของเธอกวาดมองไปรอบห้องเพื่อประเมินมุมอับสายตาและจุดซุ่มยิง
"พวกเขาไม่ได้ต้องการฆ่าคุณเพื่อแก้แค้น, วอห์น" เซราฟิน่าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท แต่มันกลับทรงพลังพอที่จะดึงสติของวิศวกรหนุ่มให้กลับมาสู่ความเป็นจริง "พวกเขาต้องการให้มือของคุณเป็นคนทำลายระบบรักษาความปลอดภัย เพื่อเปิดประตูต้อนรับกองกำลังสลัดอวกาศเข้าสู่แกนกลางของสถานีต่างหาก"
"คุณยังจะมีอารมณ์มาวิเคราะห์จิตวิทยาของฆาตกรในสถานการณ์ที่อากาศกำลังจะหมดไปอีกหรือครับ, ผู้การ" เอเลียสแค่นหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงของเขาเจือความขมขื่นแต่สมองกลับทำงานด้วยความเร็วสูงยิ่งกว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัม "ลูกชายของผมอยู่ในมือพวกมัน... และพวกมันรู้ทุกการเคลื่อนไหวของเราผ่านทางรหัสประจำตัววิศวกรที่ผมถืออยู่"
"ถ้าอย่างนั้นก็ถอดมันออกสิครับ" เซราฟิน่าก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอในระยะที่สัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกาย กลิ่นอายของโอโซนและดินปืนผสมผสานกันอย่างลงตัวในบรรยากาศที่ตึงเครียด "ถอดชิประระบุตัวตนแล้วโยนมันทิ้งไปซะ... เราจะสู้ในแบบของเรา"
เอเลียสเหลือบมองใบหน้าด้านข้างของเธอ หญิงสาวผู้ซึ่งอุดมการณ์ทางการเมืองเคยขัดแย้งกับเขาจนแทบจะเอาชีวิตกันให้ตายไปข้างหนึ่ง แต่วินาทีนี้ เธอกลับยืนหยัดอยู่เคียงข้างเขาโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ความรู้สึกบางอย่างที่ซับซ้อนเกินกว่าคำว่า 'เพื่อนร่วมชะตากรรม' แผ่ซ่านอยู่ในอก แต่นี่ไม่ใช่เวลามาพะเน้าพะนอความรู้สึก
"การโยนชิปทิ้งไม่ได้ทำให้พวกมันหยุดครับ" เอเลียสปฏิเสธเสียงเรียบ นิ้วมือเรียวยาวของเขาเริ่มปลดหัวเข็มขัดเครื่องมือช่างอเนกประสงค์ออก "ระบบล็อกประตูนิรภัยถูกควบคุมด้วยวงจรไฟฟ้ากระแสตรงแรงดันสูง ถ้าเราอยากรอด เราไม่ได้ต้องการปืนพลาสม่าของคุณ... แต่เราต้องการ 'ประแจทอร์ค' และ 'ตัวเก็บประจุ' สามตัวจากแผงควบคุมระบบทำความเย็นตรงนั้นต่างหาก"
เซราฟิน่าเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ แต่ด้วยสัญชาตญาณของทหารอาชีพ เธอไม่ถามให้มากความ มือเรียวภายใต้ถุงมือหนังตวัดปืนพลาสม่ายิงทำลายแผงกระจกของตู้เก็บอุปกรณ์ฉุกเฉินทันที เสียงกระจกแตกกระจายดังสนั่นก้องห้องควบคุม
"เอาไปสิครับ, วิศวกร" เธอยื่นกล่องเครื่องมือให้ "พิสูจน์ให้ผมเห็นทีว่า ช่างซ่อมบำรุงอย่างคุณจะเปลี่ยนเศษเหล็กพวกนี้ให้กลายเป็นอาวุธสังหารได้อย่างไรในเวลาแปดนาที"
เอเลียสรับกล่องเครื่องมือมาด้วยมือที่มั่นคง ความหวาดกลัวก่อนหน้านี้มลายหายไป ถูกแทนที่ด้วยสมาธิระดับสูงสุดที่เกิดจากการฝึกฝนในสนามจริงตลอดหลายปีบนสถานีอวกาศที่เต็มไปด้วยความตาย สำหรับคนอื่น... มันคือห้องควบคุมที่กำลังจะกลายเป็นโลงศพ แต่วันนี้... สำหรับเอเลียส วอห์น มันคือ 'สนามรบ' ที่เขารู้จักทุกซอกทุกมุมดีกว่าใคร
สมองของเขาประมวลผลโครงสร้างทางวิศวกรรมของสถานีไคโร ผังวงจรไฟฟ้าที่เขาเคยซ่อมแซมมานับร้อยครั้งถูกฉายภาพซ้ำในหัวราวกับแผนที่สามมิติ พวกมันต้องการให้ประตูห้องเปิดออกเพื่อส่งมือสังหารเข้ามาใช่ไหม? งั้นเขาก จะจัดชุดต้อนรับที่ไม่มีวันลืมให้พวกมันเอง
"ช่วยถอดฝาครอบท่อระบายอากาศด้านบนออกให้หน่อยครับ, ผู้การ" เอเลียสสั่งการด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจขึ้นโดยไม่รู้ตัว ดวงตาเป็นประกายด้วยความมุ่งมั่น "เราจะดึงกระแสไฟฟ้าแรงดันสูงจากแบตเตอรี่สำรองของระบบหล่อเย็น มาเชื่อมต่อเข้ากับโครงสร้างโลหะของพื้นห้องทั้งหมด"
"คุณกำลังจะช็อตทุกคนที่ก้าวเข้ามาในห้องนี้... รวมถึงเราด้วยหรือเปล่า?" เซราฟิน่าย้อนถาม รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของเธอ เป็นรอยยิ้มที่หา 1 ดูได้ยากยิ่ง และมันช่างทรงเสน่ห์ในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้
"เราจะใช้ฉนวนกันความร้อนเคลือบนาโนคาร์บอนที่เหลืออยู่ในกล่องเครื่องมือนี้ครับ" เอเลียสตอบโดยไม่ละสายตาจากงานตรงหน้า มือของเขากำลังบรรจงถอดแผงวงจรของคอมพิวเตอร์อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ปลายหัวแร้งไฟฟ้าถูกเร่งความร้อนจนเป็นสีแดงส้ม "ผมจะสร้าง 'สวิตช์ความดัน' ไว้ใต้แผ่นโลหะทางเข้า เมื่อมีน้ำหนักกดทับเกินแปดสิบกิโลกรัม... วงจรจะปิด และกระแสไฟหนึ่งแสนโวลต์จะวิ่งผ่านโครงสร้างเหล็กทันที"
"ความคิดที่ไม่เลวเลยสำหรับวิศวกรขบถ" เซราฟิน่าเอ่ยพรางกระโดดขึ้นไปเกาะขอบช่องระบายอากาศ เธอดึงน็อตยึดตัวสุดท้ายออกด้วยมือเปล่าอย่างแข็ง 1 แกร่งจนฝาโลหะหนักอึ้งหลุดร่วงลงมา "แต่ปัญหาคือ... พวกมันไม่ได้มาแค่คนเดียว และพวกมันรู้ว่าคุณไม่ใช่คนที่จะยอมจำนนโดยง่าย"
จริงอย่างที่เธอว่า เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ดังขึ้นที่อีกด้านหนึ่งของประตูนิรภัย เสียงโลหะกระทบกันบ่งบอกถึงการมาถึงของชุดปฏิบัติการพิเศษติดอาวุธหนัก รหัสผ่านถูกกดลงบนแป้นพิมพ์หน้าประตู เสียงปลดล็อกกลอนดัง *คลิก* เบาๆ แต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
เวลาในนาฬิกาดิจิทัลบนข้อมือของเอเลียสเหลืออีกเพียงสามนาทีสิบวินาที เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามไรผมของเขา แต่ปลายนิ้วยังคงบรรจงเชื่อมสายไฟเส้นสุดท้ายเข้ากับตัวเก็บประจุอย่างประณีตราวกับศิลปินกำลังวาดภาพชิ้นเอก
"เสร็จทันเวลาพอดีครับ..." เอเลียสพึมพำเบาๆ เขาถอยหลังหนึ่งก้าวมาประชิดตัวกับเซราฟิน่าที่ห้อยโหนอยู่ตรงปากท่อระบายอากาศด้านบน มือแกร่งข้างหนึ่งคว้าเอวบางของเธอไว้เพื่อช่วยพยุงน้ำหนัก ขณะที่มืออีกข้างถือรีโมตคอนโทรลชั่วคราวที่สร้างขึ้นจากแผงวงจรวิทยุ
ประตูนิรภัยเลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ กลุ่มควันสีขาวพวยพุ่งออกมาจากช่องว่างพร้อมกับเงาร่างของทหารรับจ้างในชุดเกราะรบเต็ม 1 ยศ สาม... สี่... ห้าคน ก้าวเข้ามาในห้องด้วยความระแวดระวัง ปืนพลาสม่าในมือเล็งตรงมายังจุดที่พวกเขาควรจะยืนอยู่
เซราฟิน่ามองภาพเบื้องล่างด้วยสายตานิ่งสนิท เธอเหลือบมองเอเลียสที่กำลังใช้นิ้วโป้งจ่ออยู่เหนือปุ่มกดสีแดงบนแผงวงจรชั่วคราว
"ต้อนรับพวกเขาสิครับ, วอห์น" เธอกระซิบชิดริมหูของเขา ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับต้นคอท่ามกลางความหนาวยะเยือกของสถานี
เอเลียสยิ้มรับ... และกดปุ่ม
*เปรี๊ยะ!*
แสงสว่างวาบสีฟ้าอมม่วงสว่างจ้าจนแสบตาดังสนั่นหวั่นไหว แรงระเบิดจากกระแสไฟฟ้ามหาศาลพุ่งทะยานผ่านแผ่นโลหะพื้นห้อง ร่างของทหารรับจ้างทั้งห้าคนชักกระตุกอย่างรุนแรงก่อนจะล้มฟุบลงไปกองกับพื้น ควันดำพวยพุ่งขึ้นจากชุดเกราะที่ไหม้เกรียม กลิ่นเนื้อไหม้และโอโซนคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
ทว่า... ในวินาทีที่ความเงียบสงบกลับคืนมาหลังเสียงกรีดร้องครั้งสุดท้าย เสียงสัญญาณเตือนภัยรูปแบบใหม่ก็ดังขึ้นแทนที่ มันไม่ใช่เสียงเตือนเรื่องออกซิเจนหมด... แต่เป็นเสียงแจ้งเตือนจากระบบควบคุมการบินหลัก
หน้าจอโฮโลแกรมหลักที่เสียหายไปครึ่งหนึ่ง กลับติดสว่างขึ้นมาอีกครั้งโดยอัตโนมัติ พร้อมกับข้อความตัวอักษรสีเลือดที่วิ่งพล่านอยู่บนจอ...
*“ยินดีด้วยที่ผ่านรอบแรก, เอเลียส วอห์น แต่คุณลืมดูไปอย่างหนึ่ง... ว่าสถานีไม่ได้กำลังโคจรอยู่รอบโลกอีกต่อไปแล้ว”*
เซราฟิน่าขมวดคิ้วแน่น เธอกระโดดลงมาจากท่อระบายอากาศอย่างรวดเร็ว ก้าวเข้าไปดูหน้าจอโฮโลแกรมนั้น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกเป็นครั้งแรก
พิกัดดาวเทียมแสดงให้เห็นว่า สถานีอวกาศไคโรหลุดออกจากวงโคจรเดิม และกำลังพุ่งดิ่งลงสู่ชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์เบื้องล่างด้วยความเร็วสูงโดยไม่มีใครควบคุม... และที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือรหัสผ่านที่ใช้สั่งการระบบปลดปล่อยวงโคจรนั้น... เป็นรหัสส่วนตัวของบิดาผู้ล่วงลับของเอเลียสเอง
---
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันยาวนานและเต็มไปด้วยความระทึกนี้ด้วยกันเสมอนะครับ
วิศวกรวงโคจรกับผู้บัญชาการไร้เงา•ตอนที่ 15
วิศวกรในสนามรบ
ผลงานโดย ไฮเปอร์ไดรฟ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฮเปอร์ไดรฟ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรวงโคจรกับผู้บัญชาการไร้เงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!