แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับบัณฑิตหญิงผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า•ตอนที่ 19

ความเจ็บปวดจากการเสียสละ

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
ปลายกระบี่ชุ่มโชกด้วยโลหิตสีชาดที่ยังคงหยดติ๋งลงบนพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นสนิมเหล็กและกลิ่นอายฝนที่ตั้งเค้าทะมึนอยู่เบื้องนอก หลี่จวินหรงยืนนิ่งสนิทดั่งรูปสลักหินผา ดวงเนตรคมกริบดุจพญาอินทรีมองตรงไปยังเบื้องหน้าอย่างไร้ความรู้สึก ทว่ากล้ามเนื้อสันกรามกลับขบเข้าหากันจนนูนเด่น บ่งบอกถึงคลื่นอารมณ์อันบ้าคลั่งที่กำลังซัดสาดอยู่ภายในอก ล้อมรอบกายเขาคือซากปรักหักพังของตำหนักบูรพา คราบเขม่าควันไฟยังคงลอยอวลอยู่ตามเสาไม้แกะสลักลวดลายมังกรทองที่บัดนี้ดำเกรียม แผนยุทธศาสตร์สามแคว้นที่ถูกซ่อนไว้ในกล่องไม้จันทน์หอมถูกกำไว้แน่นในมือของ "จ้าวเฟิง" ทหารคนสนิทผู้ร่วมเป็นร่วมตายเคียงบ่าเคียงไหล่มากับท่านอ๋องหนุ่มผ่านสนามรบมานับร้อยครา "ท่านอ๋อง..." เสียงของจ้าวเฟิงแหบพร่าและสั่นเครือ เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากมุมปากขององครักษ์หนุ่มย้อมอาภรณ์สีครามจนชุ่มโชก ลูกธนูอาบยาพิษปักลึกเข้าที่กลางแผ่นหลังทะลุถึงอก แรงพิษแผ่ซ่านจนริมฝีปากของเขาเริ่มกลายเป็นสีม่วงคล้ำ ทว่าสองมือยังคงประคองกล่องไม้จันทน์นั้นชูขึ้นสุดแขนราวกับมันคือกรรมชีพที่ต้องปกป้องยิ่งกว่าชีวิตของตนเอง หลี่จวินหรงก้าวเข้าไปรับร่างที่กำลังจะทรุดฮวบลงกับพื้น ท่อนแขนแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าโอบประคองร่างของสหายร่วมตายไว้มั่น ความเย็นชาที่เคยปกคลุมทั่วร่างราวกับน้ำแข็งนับพันปี บัดนี้กลับถูกรอยปริร้าวแห่งความสูญเสียกัดกินจนแทบทลายลง "เจ้าโง่... ใครสั่งให้เจ้าเอาชีวิตเข้าแลกกับแผนการกระดาษพวกนี้" น้ำเสียงของหลี่จวินหรงแหบพร่าและสั่นสะท้านอย่างที่ผู้ใดในแผ่นดินไม่เคยได้ยินมาก่อน มันคือเสียงที่กลั่นออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจที่ถูกกรีดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จ้าวเฟิงแย้มยิ้มทั้งเลือด ยิ้มที่เต็มไปด้วยความภักดีอันบริสุทธิ์ "กองทัพเหนือ... ขาดแผนยุทธศาสตร์นี้ไม่ได้... แต่ชีวิตของกระหม่อม... เป็นของท่านอ๋องตั้งแต่วันที่ท่านฉุดกระหม่อมขึ้นมาจากกองโคลนแล้วพะย่ะค่ะ... ขอเพียงแผนการนี้ถึงมือคุณหนูซู... แผ่นดินเหนือย่อมรอดพ้น... ฮ่องเต้... จักไม่มีวันได้ทำลายตระกูลหลี่..." สิ้นคำพูด ลมหายใจเฮือกสุดท้ายก็หลุดลอย ดวงตาที่เคยดุดันขององครักษ์ผู้จงรักภักดีค่อยๆ ปิดลงอย่างช้าๆ ร่างในอ้อมแขนหนักอึ้งขึ้นในทันตา หลี่จวินหรงนิ่งงันไปชั่วขณะ โลกทั้งใบคล้ายหยุดหมุน เสียงลมพายุภายนอกเงียบงันลงเหลือเพียงเสียงก้องกังวานของความสูญเสียที่ส,ท้อนอยู่ในโสตประสาท ความเจ็บปวดจากการเสียสละครั้งนี้ช่างหนักหนาสสาหัสเกินกว่าที่บุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าแม่ทัพไร้พ่ายจะแบกรับไว้ไหว ในยามนั้นเอง เงาร่างโปร่งบางในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับบรรยากาศอันหม่นหมองก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า ซูเหม่ยหลิน สตรีผู้กุมชะตาฟ้าและมันสมองอันล้ำเลิศแห่งตระกูลซู ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววตระหนกและวูบไหวเพียงชั่วพริบ ก่อนที่สติอันเฉียบคมจะดึงเธอกลับคืนสู่ความเป็นจริง นางมองภาพตรงหน้าด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด ความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวเข้าปกคลุมพื้นที่ ซูเหม่ยหลินค่อยๆ ย่อกายลงคุกเข่าลงบนพื้นหินที่เปรอะเปื้อนคราบเลือด ปลายนิ้วเรียวงามเอื้อมไปแตะกล่องไม้จันทน์หอมที่ยังถูกกำไว้ในมือของจ้าวเฟิงอย่างทะนุถนอม นางสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบของความตายที่เกาะกุมอยู่ และสัมผัสได้ถึงแรงบีบอันสั่นเทาจากมือของหลี่จวินหรง "ท่านอ๋อง..." ซูเหม่ยหลินเงยหน้าขึ้นสบตาบุรุษผู้เยือกเย็น แววตาของเธอนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ทว่าเต็มไปด้วยพลังแห่งความเด็ดเดี่ยวที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับพายุร้าย "วิญญาณของจ้าวเฟิงหาได้สูญเปล่าไม่ แผนยุทธศาสตร์นี้คือลมหายใจสุดท้ายที่เขามอบให้แผ่นดินเหนือ และมอบให้ท่าน" หลี่จวินหรงหลับตาลงช้าๆ เพื่อสะกดกั้นหยาดน้ำตาแห่งลูกผู้ชายที่ปริ่มอยู่ริมขอบตา เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ความอ่อนแอทั้งหมดถูกเก็บกดลงไปในห้วงลึก เหลือเพียงประกายตาดุจคมกระบี่ที่อาบด้วยจิตสังหารอันรุนแรง "ฮ่องเต้ห่าวเทียน... ทรงใช้เล่ห์เพทุบายหวังตัดแขนขาเราในราชสำนัก ทรงคิดว่าการกำจัดคนของเราจะทำให้เรากลายเป็นเสือสิ้นลายกระนั้นหรือ" น้ำเสียงของหลี่จวินหรงเยียบเย็นเสียจนซูเหม่ยหลินยังต้องรู้สึกหนสันหลังวาบ "ในเมื่อพระองค์ทรงเลือกทางนองเลือดนี้เอง เราก็จะจัดพิธีส่งเสด็จอำนาจของพระองค์ด้วยกองเลือดของคนสนิทพระองค์เช่นกัน!" ซูเหม่ยหลินดึงกล่องไม้จันทน์ออกมาจากมือขององครักษ์ผู้ล่วงลับอย่างแผ่วเบา นางเปิดฝากล่องออกเพียงนิดเพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ของแผนยุทธศาสตร์ภายใน แสงประกายจากกระดาษโบราณสะท้อนเข้ากับดวงตาคู่คมที่เต็มไปด้วยการคำนวณ "แผนการนี้สมบูรณ์แบบ ทว่า... ฮ่องเต้หาได้ลงมือด้วยพระองค์เองไม่" ซูเหม่ยหลินกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง ขยับกายเข้าไปใกล้หลี่จวินหรงมากยิ่งขึ้นเพื่อกระซิบให้ได้ยินกันเพียงสองคน "เบื้องหลังเพลิงไหม้ตำหนักบูรพาและการลอบสังหารในครั้งนี้ คือเงาอำนาจจากตำหนักใน... พระสนมเอกหลิว ผู้เป็นมารดาขององค์ชายรอง กำลังเดินหมากร่วมกับเสนาบดีคลัง เพื่อบีบให้ท่านอ๋องต้องนำกำลังทหารกลับเมืองหลวงอย่างไร้ข้ออ้าง หากท่านนำกองทัพเคลื่อนพลเข้าเมืองหลวงตอนนี้ ท่านจะตกหลุมพรางกลายเป็นกบฏทันทีตามพระราชโองการที่เตรียมไว้" หลี่จวินหรงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน มีเพียงความเหี้ยมเกรียมดุจปีศาจร้ายจากขุมนรก "พวกมันคิดว่าเราเป็นหมากบนกระดานที่ยอมให้เขี่ยเล่นตามอำเภอใจเช่นนั้นหรือ? เหม่ยหลิน... เจ้ามองเห็นอะไรจากดวงดาราในคืนนี้? ชะตาของราชสำนักกำลังจะพลิกผันไปในทิศทางใด?" ซูเหม่ยหลินเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามค่ำคืนที่บัดนี้กลุ่มเมฆฝนสีดำเริ่มเคลื่อนตัวเข้าปกคลุมดวงดาวประจำเมือง นางสูดลมหายใจเข้าลึก and กวาดสายตาคำนวณวิถีโคจรของกลุ่มดาวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันกลับมาสบตาเขาด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยวราวกับเหล็กกล้า "ดาวประธานเมืองกำลังถูกกลุ่มดาวมารรุกราน เป็นสัญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลงบัลลังก์... ทว่า การจะพลิกเกมนี้ เราไม่อาจใช้กำลังทหารเข้าหักหาญได้" ซูเหม่ยหลินเอื้อมมือเรียวไปวางทับบนหลังมือใหญ่ที่กำกระบี่แน่นของหลี่จวินหรง ความอบอุ่นจากมือนางราวกับสายน้ำทิพย์ที่ช่วยบรรเทาไฟแค้นในอกเขาลงได้บ้าง "เราต้องใช้แผน 'ยืมดาบฆ่าคน' และ 'ซ่อนมีดไว้ในรอยยิ้ม' ให้พระสนมเอกหลิวและเสนาบดีคลังห้ำหั่นกันเองในราชสำนัก ส่วนพวกเรา... จะคอยตลบหลังในยามที่พวกมันตายใจที่สุด" หลี่จวินหรงจ้องมองใบหน้างามสง่าที่เปี่ยมด้วยสติปัญญาและความกล้าหาญ สตรีผู้นี้ไม่เคยเกรงกลัวต่ออำนาจใด นางยืนเคียงบ่าเคียงข้างเขาเสมอ แม้ในยามที่ความตายอยู่ห่างเพียงคืบ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีและความรักอันลึกซึ้งที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางกองเพลิงแห่งสงคราม ทำให้เขารู้สึกว่าหัวใจที่ด้านชาดวงนี้ยังคงมีชีวิตอยู่ "ถ้าเช่นนั้น... ข้าจะมอบทุกอย่างให้เจ้าเป็นผู้บัญชาการ" หลี่จวินหรงกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เต็มไปด้วยความไว้วางใจอย่างที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่ฮ่องเต้ไม่มีวันได้รับจากเขา "ไม่ว่าเจ้าจะต้องการให้ข้าเดินหมากตาใด ข้าจะทำตามทุกประการ... เพื่อจ้าวเฟิง... และเพื่ออนาคตของเรา" ซูเหม่ยหลินยิ้มรับด้วยความซาบซึ้ง ทว่ารอยยิ้มนั้นยังไม่ทันจางหาย เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังขึ้นก้องกังวานจากเบื้องล่างของซากตำหนักบูรพา แสงคบเพลิงสว่างจ้าสาดส่องเข้ามาจนแสบตา พร้อมกับเสียงตะโกนก้องกังวานของขันทีคนสนิทแห่งท้องพระโรง "ราชVราชโองการด่วนที่สุดจากฮ่องเต้! สั่งให้ท่านอ๋องหลี่จวินหรงปลดอาวุธและคุมตัวกลับเข้าคุกหลวงทันที ฐานสมรู้ร่วมคิดกับกบฏเผาตำหนักบูรพา!" ขันทีเฒ่าก้าวเข้ามาพร้อมกับองครักษ์เสื้อแพรนับสิบชีวิตที่ชักดาบออกมารายล้อมทั้งสองคนไว้ในวงล้อม ทว่าในวินาทีที่ขันทีเฒ่ากำลังจะก้าวเข้าไปยื่นราชโองการสีเหลืองทองให้แก่ท่านอ๋อง หลี่จวินหรงกลับมิได้แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขากำลังจะชักกระบี่ออกจากฝักเพื่อสะบั้นหัวขันทีผู้บังอาจผู้นั้น ทว่า... ซูเหม่ยหลินกลับยกมือขึ้นแตะแขนห้ามไว้เสียก่อน นางส่งยิ้มลึกลับให้แก่ขันทีเฒ่า ราวกับนางล่วงรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าบุคคลนี้จะมาเยือนในยามวิกาลเช่นนี้ พร้อมกันนั้น เสียงฝีเท้าอีกกลุ่มหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นจากด้านหลังของกองกำลังองครักษ์เสื้อแพร เป็นเสียงฝีเท้าของทหารนับพันนายที่สวมชุดเกราะโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว ก่อนที่ขันทีเฒ่าจะได้ทันตั้งตัว ทหารกองทัพเหนือในบังคับบัญชาของหลี่จวินหรงนับพันนายก็พากันกรูเข้ามาล้อมรอบกองกำลังองครักษ์เสื้อแพรไว้อีกชั้นหนึ่งอย่างสมบูรณ์แบบ! และท่ามกลางความตื่นตระหนกของขันทีเฒ่า ร่างของบุรุษผู้หนึ่งในชุดขุนนางชั้นผู้ใหญ่ก็ก้าวออกมาจากแถวทหารด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น เป็นเสนาบดีคลังผู้ซึ่งควรจะนอนหลับอยู่ในจวนของตนเอง ทว่าบัดนี้เขากลับถือตราประทับลับของฮ่องเต้มาปรากฏตัว ณ ที่เกิดเหตุด้วยตนเอง พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกคนต้องหยุดหายใจ "ใต้เท้าขันที... ท่านถือราชโองการฉบับใดยังไม่แน่ชัด แต่ตราประทับลับนี้... ยืนยันว่าผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในเมืองหลวงยามนี้ หาใช่ฮ่องเต้ไม่..." — ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปด้วยกันนะครับ — พงศาวดารมีชีวิต
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับบัณฑิตหญิงผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%