กลิ่นอายของสนิมเหล็กและคาวเลือดคละคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียน ทว่าสิ่งนั้นกลับมิได้ทำให้บุรุษผู้ยืนตระหง่านอยู่บนหอคอยบัญชาการย่นหัวคิ้วแม้แต่น้อย หลี่จวินหรงทอดสายตาฝ่าความมืดสลัวของยามวิกาลออกไปเบื้องหน้า ท้องนภาราตรีไร้ซึ่งหมู่ดาวพร่างพราว มีเพียงเมฆฝนสีทะมึนที่แผ่ขยายปกคลุมราวกับผืนผ้าดิบไว้ทุกข์ กองทัพของศัตรูตั้งค่ายประชิดชายแดนทิศประจิม ส่งเสียงโห่ร้องก้องกัมปนาทท้าทายขวัญกำลังใจของทหารฝ่ายเหนืออย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์ในยามนี้เปรียบเสมือนปลาที่ติดอยู่ในอวนใหญ่ แม่ทัพหนุ่มรู้ดีว่าเสบียงในคลังหลวงที่ถูกส่งมาจากเมืองหลวงนั้นเหลือเพียงน้อยนิด ซ้ำร้าย ฮ่องเต้ห่าวเทียนยังจงใจตัดกำลังพลโดยการสั่งห้ามส่งกำลังเสริมมาสนับสนุน ด้วยหมายจะให้กองทัพตระกูลหลี่มอดไหม้ไปกับกองเพลิงแห่งสงครามครั้งนี้อย่างไร้ร่องรอย
"ท่านอ๋อง... กองทหารของข้าศึกเริ่มเคลื่อนพลเข้าประชิดแนวคูเมืองด้านทิศเหนือแล้วพ่ะย่ะค่ะ แสงคบเพลิงของพวกมันสว่างไสวเสียจนราตรีนี้แทบไม่ต่างจากยามทิวา" รองแม่ทัพผู้หนึ่งก้าวเข้ามาคุกเข่ารายงานด้วยน้ำเสียงร้อนรน
หลี่จวินหรงยังคงนิ่งเงียบ ดวงเนตรคมกริบดั่งใบมีดน้ำแข็งทอดมองการเคลื่อนไหวของข้าศึกเบื้องล่าง มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยียบเย็นไร้ความปรานี นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนด้ามกระบี่ประจำกายเป็นจังหวะช้าๆ ทว่ามั่นคง ในยามที่ทุกคนต่างคิดว่าหนทางข้างหน้าคือความตายไร้ทางออก สตรีผู้หนึ่งก็ก้าวเข้ามาในห้องบัญชาการอย่างเงียบเชียบ ท่วงท่าของนางสง่างามดั่งหงส์เหิน แม้ในยามที่อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลายดาราจักรจะเปื้อนฝุ่นควันจากสนามรบเล็กน้อย
ซูเหม่ยหลินกวาดสายตามองแผนที่ยุทธศาสตร์ที่กางอยู่บนโต๊ะไม้กฤษณา นางมิได้เอ่ยคำปลอบโยนใดๆ ออกมาให้เสียเวลา เพราะรู้ดีว่าบุรุษเบื้องหน้านั้นมิได้ต้องการคำหวานหูเพื่อบำรุงขวัญ สิ่งที่หลี่จวินหรงต้องการในยามนี้คือ "ปัญญา" ที่จะพลิกกระดานศึก
"ท่านแม่ทัพกำลังกังวลเรื่องค่ายกลกลศึกของแม่ทัพฝ่ายตรงข้าม ที่จัดวางกำลังตามตำแหน่งดาวลูกไก่เพื่อเสริมความแข็งแกร่งใช่หรือไม่ครับ" น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าเฉียบคมดังขึ้นทำลายความเงียบ
หลี่จวินหรงหันกลับมามองสตรีผู้เป็นดั่งดวงใจ สายตาที่เคยเย็นชาและดุร้ายอ่อนลงวูบหนึ่งเมื่อสบเข้ากับดวงตากลมโตที่ฉายแววปราชญ์เปรื่องคู่นั้น "เจ้ามองเห็นอันใดจากฟ้าคืนนี้ เหม่ยหลิน... ฟ้าไร้ดาว เมฆฝนหนาทึบเช่นนี้ ค่ายกลของพวกมันย่อมไร้เทียมทาน เพราะเรามองไม่เห็นการเคลื่อนไหว"
เหม่ยหลินแย้มรอยยิ้มบางๆ นางเดินเข้าไปใกล้แผนที่ ก่อนจะหยิบหินหยกสีดำเม็ดหนึ่งวางลงบนจุดอับของค่ายกลข้าศึก "นั่นคือสิ่งที่พวกมันคิด... และนั่นคือความเย่อหยิ่งที่กำลังจะฆ่าพวกมันเอง"
นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาดุจดั่งประกายดาราในคืนมืดมิดทอแสงเจิดจ้า "ตามตำราพิชัยสงครามดาราศาสตร์ฉบับโบราณที่ตกทอดมาในตระกูลของหม่อมฉัน ตำแหน่งของกลุ่มดาวอัคคีในคืนนี้ แม้จะถูกเมฆฝนบังตา แต่กระแสลมบนยอดเขาประจิมจะเปลี่ยนทิศในยามสาม... และนั่นคือช่วงเวลาที่ความชื้นในอากาศจะสูงสุด"
หลี่จวินหรงขมวดคิ้วเล็กน้อย สมองอันปราดเปรื่องของแม่ทัพผู้ผ่านศึกมาโชกโชนเริ่มประมวลผลตามคำกล่าวของนางอย่างรวดเร็ว "เจ้าหมายความว่า..."
"หม่อมฉันได้คำนวณการโคจรของหมู่ดาวและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศไว้แล้ว" เหม่ยหลินกล่าวต่อ น้ำเสียงราบเรียบแต่มั่นคงยิ่ง "ค่ายกลของพวกมันที่ใช้กำลังพลนับหมื่นนายตรึงกำลังไว้ริมหุบเขานั้น แท้จริงแล้วมีจุดอ่อนอยู่ที่ร่องน้ำใต้ดินตามแนวหินอัคนี หากเราใช้กองกำลังหน่วยย่อย ลอบยิงธนูเพลิงผสมน้ำมันยางสนที่สกัดจากสนเขาเหนือลม ในจังหวะที่กระแสลมเปลี่ยนทิศทางตามที่ดาราจักรบ่งชี้..."
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่ขับเน้นความน่าสะพรึงกลัวของแผนการ
"...ไอน้ำและกระแสลมจะพัดพาเปลวเพลิงย้อนกลับเข้าเผาผลาญค่ายใหญ่ของพวกมันเองโดยที่เราไม่ต้องใช้ทหารแม้แต่คนเดียวเข้าประจันหน้า"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องบัญชาการอีกครั้ง รองแม่ทัพและนายกองต่างอ้าปากค้างด้วยความตะลึงงัน การใช้หลักดาราศาสตร์และสภาพอากาศมาเป็นอาวุธเช่นนี้... ช่างเป็นแผนการที่เหนือความคาดหมายและไร้ซึ่งความปรานีอย่างแท้จริง
หลี่จวินหรงจ้องมองสตรีตรงหน้านิ่งนาน หัวใจที่ด้านชามานานนับปีกลับรู้สึกถึงไออุ่นระลอกคลื่นที่ซัดสาดเข้ามาอย่างรุนแรง นางไม่เพียงแต่เป็นกุนซือที่ฉลาดล้ำเลิศ หากแต่ยังเป็นแสงสว่างเดียวในความมืดมิดของเขา มือหนายื่นออกไปกุมมือเรียวบางของนางไว้แน่น สัมผัสอุ่นซ่านส่งผ่านถึงกันท่ามกลางบรรยากาศที่หนาวเหน็บ
"คำสั่งของข้า..." หลี่จวินหรงหันไปออกคำสั่งกับนายกองด้วยน้ำเสียงกังวานดุจสายฟ้าฟาด สีหน้าแววตากลับคืนสู่ความเยือกเย็นดุจพญายมราช "กระจายกำลังพลตามที่กุนซือซูชี้แนะ รอสัญญาณยามสาม... เผาผลาญพวกมันให้สิ้นซาก!"
เสียงขานรับดังกึกก้องไปทั่วค่ายทหาร บรรยากาศความพ่ายแพ้ที่เคยปกคลุมถูกแทนที่ด้วยความฮึกเหิมอย่างรวดเร็ว
ทว่า... ในขณะที่ทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามแผนการอัน Yแยบคาย ณ ใจกลางวังหลวงอันไกลโพ้น ฮ่องเต้ห่าวเทียนกำลังทอดพระเนตรม้วนราชโองการลับฉบับใหม่ที่เพิ่งถูกส่งมาถึงด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม บนโต๊ะทรงงานมีจอกสุชาที่ผสมยาพิษไร้สีไร้กลิ่นวางอยู่ พร้อมกับจดหมายจากไสยศิษย์ในกองทัพเหนือที่รายงานความเคลื่อนไหวทั้งหมดของหลี่จวินหรง
"ฮึ่ม... คิดจะใช้ดาราศาสตร์พลิกสถานการณ์งั้นรึ หลี่จวินหรง... ต่อให้เจ้าฉลาดล้ำฟ้าเพียงใด แต่หากเสบียงล็อตสุดท้ายถูกเผาทำลายโดยคำสั่งของเราเอง... เจ้าก็เป็นเพียงแค่ผีเฝ้าชายแดนเท่านั้น" ฮ่องเต้ห่าวเทียนทรงแย้มพระ o5รสารสรวลก้องห้องพระบรรทม ก่อนจะทรงโบกพระหัตถ์ให้ขันทีคนสนิทนำราชโองการฉบับมรณะออกเดินทางทันที โดยไม่ทรงล่วงรู้เลยว่า... หมากกระดานนี้ ผู้ที่ถือชัยชนะที่แท้จริงหาใช่พระองค์ไม่
— ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปด้วยกันนะครับ — พงศาวดารมีชีวิต
แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับบัณฑิตหญิงผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า•ตอนที่ 18
ปัญญาชนะกำลัง
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับบัณฑิตหญิงผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!