คราบหมึกสีชาดบนแผ่นแพรต่วนชั้นดีไม่ได้ถูกจรดด้วยความเร่งรีบ ทว่าทุกรอยตวัดกลับคมกริบราวกับใบมีดที่อาบยาพิษ หลี่จวินหรงนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดง กลิ่นหอมจางๆ ของกำยานอัปสรไม่อาจกลบกลิ่นคาวเลือดที่ติดตรึงอยู่ในห้วงสำนึกของแม่ทัพผู้ผ่านศึกมานับร้อยราตรี ในมือหนากำอักษรลับแผ่นหนึ่งไว้แน่น จนกระดาษเนื้อดีเริ่มยับยู่ยี่ด้วยแรงอารมณ์ที่ถูกกดขี่ไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยดุจแผ่นน้ำแข็งในฤดูเหมันต์
"ท่านอ๋อง... สายจากค่ายกลทางเหนือรายงานมาว่า กองทัพพยัคฆ์ทมิฬของข้าศึกรู้จุดเปลี่ยนของค่ายกลเราอย่างแม่นยำ ราวกับ... มีผู้กางแผนที่ภูมิประเทศทั้งหมดให้พวกมันล่วงหน้าแล้วครับ"
เสียงรายงานจากองครักษ์เงาแผ่วเบาราวเสียงกระซิบของภูตผี ทว่ากลับหนักอึ้งดั่งขุนเขาที่ถล่มทลายลงมาทับทรวงอก หลี่จวินหรงไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกราบดั่งเหยี่ยวทมิฬมองจ้องรอยหมึกบนโต๊ะนิ่งนาน ความเงียบงันภายในห้องทรงอักษรแห่งนี้เยือกเย็นเสียยิ่งกว่าลมหนาวนอกหน้าต่าง
นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดของกลยุทธ์ นี่ไม่ใช่ความบังเอิญของการศึก
หากเป็นความจงใจ... ที่จะส่งทหารนับหมื่นนายไปสู่ปากเหวแห่งความตาย
ในขณะเดียวกัน ที่เรือนรับรองชั้นใน ซูเหม่ยหลินกำลังยืนทอดสายตามองกลุ่มดาวเหนือที่เริ่มเคลื่อนคล้อยผ่านช่องหน้าต่างแกะสลักลวดลายมงคล ปิ่นหยกขาวบนมวยผมสั่นไหวตามจังหวะลมหายใจที่ผ่อนเข้าออกอย่างช้าๆ นางกำลังคำนวณตำแหน่งของดาวเคราะห์และกระแสลมในอีกสามวันข้างหน้า ทว่าสิ่งรบกวนสมาธิหาใช่ดาราศาสตร์ หากแต่เป็นแผ่นกระดาษยับยู่ยี่ที่นางเพิ่งเผาทำลายไปครึ่งหนึ่งในเตาผิง
เศษอักษรที่หลงเหลืออยู่ปรากฏรอยตราประทับมังกรห้าเล็บ... ตราประทับของโอรสสวรรค์
"เหม่ยหลิน"
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นที่หน้าประตู หลี่จวินหรงก้าวเข้ามาในห้องโดยไร้ซุ่มเสียง ชุดคลุมผ้าไหมสีนิลของเขายังคงมีกลิ่นอายความหนาวเหน็บยามค่ำคืนติดมาด้วย ดวงตาคู่นั้นกวาดมองแผ่นหลังบางเบาของสตรีตรงหน้า ก่อนจะหยุดลงที่เศษกระดาษสีดำสนิทในเตาผิงที่ยังคุกรุ่นด้วยประกายไฟสีแดงก่ำ
"ท่านอ๋องดูเคร่งเครียดนักนะฃับคืนนี้" นางหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนริมฝีปากได้รูป ทว่าดวงตากลับพวกลึกซึ้งด้วยความกังวลที่ซ่อนเร้น "หรือว่าข่าวจากค่ายเหนือ... จะเลวร้ายกว่าที่คาดการณ์ไว้"
หลี่จวินหรงก้าวเข้าไปใกล้ทีละน้อย จนกระทั่งกลิ่นกายเย็นยะเยือกของเขาล้อมรอบตัวนางไว้ทั้งหมด ฝ่ามือใหญ่เอื้อมไปสัมผัสปอยผมที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้มเนียนอย่างแผ่วเบາ สัมผัสที่โดยปกติจะแข็งกระด้าง บัดนี้กลับเจือความสั่นเทาเล็กน้อยที่แม้แต่เจ้าตัวก็ไม่อาจซ่อนเร้น
"พวกมันรู้รหัสลับสำนักค่ายกล... และรู้เส้นทางเดินทัพลับที่ข้าใช้เวลาวางแผนมาสามปี" หลี่จวินหรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงความดุร้ายราวสัตว์ป่าที่บาดเจ็บ "มีเพียงคนเดียวในแผ่นดินนี้ ที่มีสิทธิ์เข้าถึงหอตำราหลวงและเก็บรักษาแผนที่ยุทธศาสตร์ฉบับสมบูรณ์"
ซูเหม่ยหลินนิ่งงั้น ลมหายใจของนางสะดุดไปชั่วขณะ นางรู้ดีว่าคำตอบนั้นคืออะไร และมันช่างน่าสะพรึงกลัวเกินกว่าที่สามัญชนจะจินตนาการได้
"ฝ่าบาท..." นางพึมพำออกมาแผ่วเบาราวกับกลัวว่ากำแพงจะมีหู
"ใช่... ฮ่องเต้ผู้พี่ที่ข้าเคยเอาชีวิตเข้าแลกปกป้องบัลลังก์มาด้วยกัน" หลี่จวินหรงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน มีเพียงความเยือกเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านจนบรรยากาศรอบตัวแทบแข็งตัว "ทรงเกรงกลัวอำนาจในมือข้า มากกว่าความปลอดภัยของราษฎรนับล้าน ทรงยอมขายแผ่นดิน ยอมให้ข้าศึกเหยียบย่ำแผ่นดินเกิด เพียงเพื่อแลกกับการตัดมือตัดเท้าของแม่ทัพผู้ภักดี"
ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงันอันหนักอึ้งอีกครา มีเพียงเสียงถ่านในเตาผิงที่ปะทุเบาๆ ซูเหม่ยหลินขยับเข้าใกล้เขา เอื้อมมือเรียวบางไปกุมมือหนาที่กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน นางสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดล้ำลึกที่ถูกกักเก็บไว้ภายใต้เกราะเหล็กแห่งอำนาจ
"ท่านอ๋อง... ชะตาฟ้ามิเคยทอดทิ้งผู้ใด แม้เบื้องบนจะลิขิตให้เกิดสงครามและความอยุติธรรม แต่มือคู่นี้... และปัญญาของหม่อมฉัน จะไม่ยอมให้ผู้ใดเหยียบย่ำหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อของท่านเด็ดขาด" น้ำเสียงของนางหนักแน่นและมั่นคงดั่งหินผา
หลี่จวินหรงก้มลงมองสตรีในอ้อมกอด สายตาที่เคยแข็งกร้าวและเย็นชาต่อโลกหล้า บัดนี้ทอประกายความอ่อนโยนล้ำลึกที่มอบให้แก่นางเพียงผู้เดียว เขาดึงร่างบางเข้ามาแนบอก สัมผัสถึงไออุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจที่ด้านชามาเนิ่นนาน
ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบสงบอันเปราะบางกำลังโอบกอดคนทั้งสองไว้...
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบสายก็ดังขึ้นกะทันหันที่ด้านนอกเรือนรับรอง ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูแรงๆ และเสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกขององครักษ์หน้าประตู
"ท่านอ๋อง! ด่วนครับ! มีพระราชโองการด่วนที่สุดจากในวังหลวง... ประทับตราหยกทองคำแท้!"
หลี่จวินหรงผละออกจากอ้อมกอดช้าๆ ดวงตากลับคืนสู่ความเยือกเย็นและเฉียบคมดังเดิม เขาสบตากับซูเหม่ยหลินแวบหนึ่ง ก่อนจะก้าวย่างไปเปิดประตูด้วยตนเอง
มหาดเล็กหลวงในชุดขันทีหน้าตาซีดเผือดคุกเข่าลงทันทีที่ประตูเปิดออก ในมือประคองราชโองการสีทองอร่ามที่สั่นเทาเล็กน้อย
"พระราชโองการ... ให้ท่านอ๋องหลี่จวินหรง ถอนกำลังทหารทั้งหมดกลับเมืองหลวงโดยทันที โดยปราศจากอาวุธ และ... ให้มอบตราแม่ทัพพยัคฆ์คืนแก่ราชสำนักภายในสามวัน มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นกบฏ!"
ซูเหม่ยหลินที่ยืนอยู่เบื้องหลังเงยหน้าขึ้นสบตากับท่านอ๋องทันที รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากของหลี่จวินหรง พร้อมกับประกายสังหารที่วาบผ่านนัยน์ตาคู่นั้นอย่างน่ากลัว
— ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปด้วยกันนะครับ — พงศาวดารมีชีวิต
แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับบัณฑิตหญิงผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า•ตอนที่ 20
ความจริงหลังม่านควัน
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับบัณฑิตหญิงผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!