"หากฮ่องเต้ห่าวเทียนทรงประสงค์ให้หัวของข้าไปประดับอยู่บนกำแพงเมืองหลวงจริง พระองค์ก็คงต้องทรงส่งมือสังหารที่ฝีมือดีกว่าเงาพยัคฆ์เหล่านี้มาเสียหน่อยแล้วกระมัง"
น้ำเสียงของท่านอ๋องหลี่จวินหรงราบเรียบเยือกเย็น ไร้ซึ่งร่องรอยความหวาดหวั่น แม้รอบกายในยามวิกาลนี้จะรายล้อมไปด้วยศัตรูในชุดดำนับสิบชีวิตที่ถือกระบี่อาบยาพิษประกายสีเขียวเรืองรองในความมืด
ซูเหม่ยหลิน ในชุดบัณฑิตหญิงสีหมอกปักลายเมฆาด้วยดิ้นเงิน ไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังแผ่นหลังกว้างที่แผ่ไอสังหารอันหนาแน่นของท่านอ๋อง มือเรียวบางสอดเข้าไปในแขนเสื้อเพื่อกุมแผ่นยันต์ดาราศาสตร์โบราณที่บรรพบุรุษมอบไว้ ดวงตาคู่คมกวาดมองค่ายกลดาวเหนือที่ศัตรูเหยียบย่างเข้ามาอย่างรู้เท่าทัน ท่วงท่าของนางสง่างามราวกับเซียนสตรีที่ลอยตัวอยู่เหนือความตาย
"ท่านอ๋องระวังเบื้องซ้าย สามคนนั้นใช้ค่ายกลเงาดารา องคาพยพการเคลื่อนไหวของพวกมันสะท้อนความแปรปรวนของดาวลูกไก่ การโจมตีระลอกนี้มุ่งหวังจุดตายที่เส้นชีพจรหยิน" ซูเหม่ยหลินเอמהกระซิบแผ่วเบา แต่ชัดเจนก้องกังวานในความเงียบงันของเรือนรับรองบูรพา
หลี่จวินหรงไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง นางไว้ใจเขา และเขาก็เชื่อมั่นในดวงตาคู่นั้นของนางยิ่งกว่าชีวิต
พริบตานั้น ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทก็พุ่งทะยานออกไปดุจพญาอินทรีขยับปีก กระบี่ประจำกาย 'จันทราโลหิต' เปล่งประกายรัศมีสีเงินยวงวาดผ่านอากาศ เสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวคมกริบบาดลึกความมืดมิด เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นลงบนพื้นหินปูพื้นสนามหญ้าตัดกับแสงจันทร์สีนวลที่ทอดยาวลงมา การเคลื่อนไหวของหลี่จวินหรงรวดเร็ว ดุดัน และไร้ความปรานี ราวกับมัจจุราชที่ก้าวออกมาจากขุมนรกเพื่อทวงหนี้เลือด ทุกกระบวนท่ามีความเด็ดขาดและแม่นยำ ไม่เสียเปล่าแม้แต่กระบวนท่าเดียว
ซูเหม่ยหลินยืนมองบุรุษผู้กุมชะตากรรมของกองทัพเหนืออยู่เบื้องหน้า หัวใจของนางไหววูบด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ นางกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด นางรู้ดีว่าการตัดสินใจก้าวเข้ามาพัวพันในวังวนการแย่งชิงบัลลังก์ครั้งนี้ เท่ากับการเอาชีวิตทั้งชีวิตมาแขวนไว้บนเส้นด้าย หากฮ่องเต้ทรงระแวง และหากกองทัพเหนือพ่ายแพ้ ทั้งนางและเขาคงไม่แคล้วต้องกลายเป็นผุยผงภายใต้ราชโองการโลหิต
แต่ทว่า... นางไม่เคยเสียใจเลยแม้แต่น้อย
เมื่อคมกระบี่สุดท้ายปลิดชีพหัวหน้านักฆ่าลงได้ ความเงียบสงัดก็กลับคืนมาอีกครา หลี่จวินหรงสะบัดกระบี่ในมือจนหยดเลือดหยาดสุดท้ายร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน เขากลัดกระบี่เข้าฝักด้วยเสียงกังวาน ก่อนจะหันกลับมามองสตรีที่ยืนอยู่เบื้องหลัง
ดวงตาคมกริบที่เคยเยชาดุจน้ำแข็งในสนามรบ บัดนี้ทอประกายความอ่อนโยนล้ำลึกยามที่มองสอดประสานกับดวงตาคู่สวยของซูเหม่ยหลิน เขาก้าวเข้าไปใกล้ทีละน้อย จนกลิ่นอายบุรุษและกลิ่นจางๆ ของเลือดฝาดเจือด้วยกลิ่นหอมของสมุนไพรประจำตัวนางลอยอบอวลอยู่รอบกาย
"เจ้ากลัวหรือไม่... เหม่ยหลิน" สสุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถาม แววตาไหววูบชั่วขณะด้วยความรู้สึกผิดที่ลากนางเข้ามาเสี่ยงภัยด้วย
ซูเหม่ยหลินส่ายศีรษะช้าๆ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนเรียวปากอิ่มเอิบ นางยกมือขึ้นแตะเบาๆ ที่รอยเปื้อนฝุ่นบนดั้งจันทร์ของชายหนุ่มด้วยความทะนุถนอม "ความตายเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เพคะท่านอ๋อง แต่การต้องมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความลวงและอำนาจอันจอมปลอมโดยไร้ซึ่งผู้รู้ใจ... นั่นต่างหากคือความตายที่แท้จริงที่หม่อมฉันหวาดกลัว"
คำพูดนั้นหนักแน่นดั่งหินผา สะท้อนลึกลงไปในก้นบึ้งหัวใจของหลี่จวินหรง บุรุษผู้ผ่านศึกมาโชกโชน ไม่เคยคิดเลยว่าสตรีตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะมีความกล้าหาญและจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ปานนี้ มือหนาหยาบกร้านจากการจับอาวุธมาทั้งชีวิต เอื้อมไปกุมมือเรียวนุ่มของนางไว้แน่น ราวกับต้องการถ่ายทอดความอบอุ่นและคำมั่นสัญญาที่ไม่อาจเอ่ยเป็นคำพูดได้ทั้งหมด
ภายใต้แสงจันทร์สีนวลที่สาดส่องลงมาอาบไล้เรือนร่างทั้งสอง ท่ามกลางซากศพของมือสังหารและกลิ่นอายความตายที่ยังหลงเหลือ หลี่จวินหรงดึงร่างบางเข้ามาสวมกอดไว้แนบอก อ้อมแขนที่เคยใช้โอบอุ้มแผ่นดินและบัญชาการกองทัพนับแสน บัดนี้โอบกอดปกป้องดวงใจดวงเดียวของเขาไว้อย่างแน่นหนา
"หากฟ้าดินพลิกผัน ราชบัลลังก์ลุกเป็นไฟ หรือแม้แต่ความตายรออยู่เบื้องหน้า... หลี่จวินหรงผู้นี้ขอให้คำสัตย์สาบาน ณ เบื้องหน้าดวงจันทร์นี้ ว่าข้าจะเคียงข้าง ร่วมเป็นร่วมตาย และไม่มีวันปล่อยมือจากเจ้า ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะนำพาเราไปสู่จุดจบเช่นไรก็ตาม"
ซูเหม่ยหลินซบใบหน้าลงกับแผ่นอกกว้างที่สะท้อนจังหวะการเต้นของหัวใจอันหนักแน่น น้ำใสๆ เอ่อคลอเบ้าตางามด้วยความซาบซึ้ง นางหลับตาลงรับคำมั่นนั้นด้วยหัวใจทั้งหมดที่มี "หม่อมฉันขอรับคำสัตย์นั้นเพคะ... ไม่ว่าชะตาฟ้าจะกำหนดให้เราต้องเผชิญกับพายุโลหิตสักเพียงใด หม่อมฉันจะร่วมเดินเคียงข้างท่านอ๋องไปจนถึงที่สุดแห่งกาลเวลา"
ทั้งสองยืนนิ่งแนบชิดกันเนิ่นนาน ราวกับต้องการหยุดเวลาทั้งจักรวาลให้หยุดหมุนไว้ ณ ห้วงเวลานี้ ห้วงเวลาที่หัวใจสองดวงหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวท่ามกลางความมืดมิดของแผ่นดิน
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศแห่งความรักอันลึกซึ้งกำลังแผ่ซ่านปกคลุมทั่วเรือนรับรอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูรั้วด้านนอกอย่างรุนแรงก็ดังขึ้นทำลายความเงียบงัน
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! มีราชโองการด่วนจากในวังหลวง!" เสียงขององครักษ์เอกดังลอดเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก
หลี่จวินหรงคลายอ้อมกอดช้าๆ ดวงตากลับมาเยือกเย็นดุจน้ำแข็งดังเดิม เขาสบตากับซูเหม่ยหลินเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะหันไปพยักหน้ารับ ประตูไม้ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับขันทีเฒ่าคนสนิทของฮ่องเต้ที่ก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด ในมือถือม้วนราชโองการประทับตราหยกสีทองอร่ามที่สั่นเทาเล็กน้อย
"พระราชโองการ... ถึงท่านอ๋องหลี่จวินหรง" ขันทีเฒ่ากล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ "ทรงมีรับสั่งให้ท่านอ๋องส่งมอบตราประทับกองทัพเหนือคืนแก่ราชสำนักทันที และ... ให้ซูเหม่ยหลิน ถูกคุมตัวเข้าสู่ตำหนักในเพื่อสอบสวนความผิดฐานกบฏ!"
— ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปด้วยกันนะครับ — พงศาวดารมีชีวิต
แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับบัณฑิตหญิงผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า•ตอนที่ 21
สัญญาใจใต้แสงจันทร์
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับบัณฑิตหญิงผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!