เสียงตบโต๊ะไม้จันทน์หอมดังสนั่นสะท้านตำหนักรับรอง แผ่นกระดาษแผนที่ยุทธศาสตร์แคว้นเหนือสั่นไหวตามแรงอารมณ์ของผู้บัญชาการ
"เจ้ากล้าดียังไงถึงเสนอให้ถอนกำลังออกจากเมืองหน้าด่าน ซูเหม่ยหลิน!"
หลี่จวินหรงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาร่างกำยำในชุดคลุมปักลายพยัคฆ์ทมิฬทาบทับร่างบอบบางที่นั่งอยู่เบื้องล่าง แววตาคมกริบดุจใบมีดน้ำแข็งคู่นั้นกวาดมองสตรีตรงหน้าด้วยความเดือดดาลระคนชิงชัง ความเย็นชาที่เขาสั่งสมมาแรมปีแผ่ซ่านจนอุณหภูมิรอบกายลดฮวบลง ทว่าซูเหม่ยหลินกลับไม่แม้แต่จะกะพริบตา นางเพียงยกถ้วยชาอุ่นขึ้นจิบเบาๆ ราวกับเสียงคำรามเมื่อครู่เป็นเพียงเสียงสายลมพัดผ่านยอดไม้
นับตั้งแต่เหตุการณ์ในค่ำคืนก่อนหน้าที่ราชสำนักส่งราชโองการลับมาบีบให้เขาเลือกระหว่างการนำทัพบุกตะลุยอย่างไร้เหตุผลกับการถูกปลด ยอดกุนซือหญิงผู้นี้ก็ยังคงรักษาความสงบนิ่งราวกับผิวน้ำในบึงลึกไว้ได้อย่างน่าประหลาด
"ท่านอ๋องทรงกริ้วได้ แต่โปรดตรึกตรองด้วยพระสติปัญญาอันล้ำเลิศอีกครา..." น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าหนักแน่นเอื้อnเอ่ยขึ้น นางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบa เสียงกระทบกันของกระเบื้องเคลือบกังไสกับเนื้อไม้ดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบงัน "หากพวกเรายังคงดึงดันรักษาเมืองหน้าด่านตามพระราชโองการของฮ่องเต้ห่าวเทียน กองกำลังหลักย่อมต้องติดพันอยู่กับศึกยืดเยื้อ ทว่าราษฎรนับหมื่นที่ไร้ทางสู้เบื้องหลังจะกลายเป็นเครื่องสังเวยให้กับกองทัพสุนัขป่าแดนใต้ที่อ้อมมาตีตลบหลัง ท่านผู้นำกองทัพทมิฬ... ท่านปรารถนาชัยชนะบนกองซากศพของคนไร้ทางสู้ หรือปรารถนาแผ่นดินที่ร่มเย็นใต้ร่มธงของท่านกันแน่ครับ?"
คำถามนั้นราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจของหลี่จวินหรง
ภาพเหตุการณ์ในอดีต—วันที่เพลิงผลาญจวนตระกูลหลี่จนมอดไหม้ พร้อมกับเสียงกรีดร้องของมารดาและน้องชายในกองเพลิงผุดวาบขึ้นมาในห้วงคำนึง ความเจ็บปวดแสนสาหัสที่เขาซ่อนไว้ใต้เกราะเหล็กถูกสะกิดให้
ดวงตาคมกริบของแม่ทัพผู้เยือกเย็นสั่นไหวเพียงเสี้ยววินาที เขากัดกรามแน่นจนสันกรามขึ้นนูนเด่น มือหนาที่กำด้ามกระบี่ข้างกายบีบแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวโพลน
"เจ้าเอาอะไรมามั่นใจว่า การถอนกำลังจะไม่ทำให้ข้ากลายเป็นกบฏในสายตาของราชสำนัก?" หลี่จวินหรงโน้มตัวลงต่ำ ระยะห่างระหว่างเขากับนางเหลือเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับกรอบหน้าเนียนละเอียดที่ไม่มีทีท่าว่าจะหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
ซูเหม่ยหลินเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างตรงไปตรงมา ภายในดวงตาดั่งห้วงดาราคู่นั้นสะท้อนภาพใบหน้าอันเคร่งเครียดของแม่ทัพหนุ่ม นางคลี่ยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจและลึกล้ำเกินกว่าบุรุษใดจะหยั่งถึง
"เพราะหม่อมฉันรู้ว่า... ท่านอ๋องมิใช่คนกระหายเลือดอย่างที่ฮ่องเต้ทรงหวาดระแวง และเพราะแผนการ 'ถอนทัพลวงหมาป่า' นี้ จะทำให้ศัตรูตายใจ ก่อนที่พวกมันจะเดินเข้าสู่ค่ายกลที่เราขุดรอไว้ที่หุบเขาอัสนี" นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ปล่อยให้กลิ่นอายความเฉียบคมซึมซับเข้าสู่บรรยากาศ "หากท่านยอมเสี่ยงเชื่อคำพูดของบัณฑิตหญิงไร้ค่าผู้นี้สักครา หม่อมฉันเอาศีรษะของตนเองเป็นประกันว่า ราษฎรจะปลอดภัย และกองทัพของท่านจะไร้รอยขีดข่วน"
ความเงียบเข้าปกคลุมตำหนักอีกครั้ง นานนับเคียนราวกับกาลเวลาหยุดนิ่ง หลี่จวินหรงจ้องมองสตรีตรงหน้าอย่างพิจารณา ทุกคำพูด ทุกร่องรอยความมั่นใจบนใบหน้านั้นไม่มีร่องรอยของการโกหก เจตนาเพื่อปกป้องแผ่นดินและราษฎรช่างบริสุทธิ์ผุดผ่องจนน่าใจหาย ซ้อนทับกับความมุ่งมั่นที่เขาเคยมีเมื่อครั้งสวมเกราะออกศึกเป็นคราแรก
กำแพงน้ำแข็งที่ห่อหุ้มหัวใจของแม่ทัพผู้เยือกเย็นมาเนิ่นนานเริ่มปริร้าวทีละน้อย ความรู้สึกเลื่อมใสระคนความอาทรสายหนึ่งไหลซึมเข้าสู่ก้นบึ้งของดวงหทัยที่ด้านชา
หลี่จวินหรงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจร้อนออกทางจมูก มือหนาที่กำกระบี่คลายออก เขาถอยหลังกลับไปยืนตรง สง่างามและทรงอำนาจดังเดิม ทว่าแววตาที่มองนางในยามนี้ได้เปลี่ยนแปรไปอย่างสิ้นเชิง—มันคือแววตาแห่งความไว้วางใจที่เขามอบให้ผู้ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
"ดี..." น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความเด็ดขาด "ข้าจะให้เวลาเจ้าสามวันในการจัดเตรียมแผนการถอนกำลังและตั้งค่ายกลที่หุบเขาอัสนี หากเกิดความผิดพลาดแม้แต่น้อย..." เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย "ข้าจะสั่งประหารชีวิตเจ้าด้วยมือของข้าเอง"
ซูเหม่ยหลินยิ้มรับ น้อมกายทำความเคารพอย่างงดงามตามธรรมเนียมโบราณ "หม่อมฉันจะไม่ทำให้ท่านอ๋องต้องผิดหวังเพคะ"
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายลงและความเข้าใจอันลึกซึ้งกำลังก่อตัวขึ้นระหว่างคนทั้งสอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงตะโกนอย่างตื่นตระหนกขององครักษ์เอกก็ดังขึ้นจากนอกประตูตำหนัก ขัดจังหวะความเงียบสงบในยามวิกาล
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!"
องครักษ์หนุ่มพุ่งเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าด้วยเนื้อตัวที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อและฝุ่นควัน ใบหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด
"มีราชโองการด่วนที่สุดจากเมืองหลวง... ตราประทับหยกมังกร... ถูกส่งมาถึงมือแม่ทัพพิทักษ์ชายแดนผู้เป็นพันธมิตรของเราแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
หลี่จวินหรงขมวดคิ้วมุ่นทันที สัญชาตญาณนักรบเตือนภัยให้รู้ถึงความผิดปกติ ซูเหม่ยหลินที่ยืนอยู่ข้างกายพลันหน้าถอดสี ดวงตาดั่งดาราเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจเมื่อคาดเดาถึงเนื้อความในราชโองการฉบับนั้นได้
องครักษ์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้บรรยากาศภายในตำหนักดิ่งลึกลงสู่หุบเหวแห่งความตาย
"ราชโองการสั่งให้... สั่งให้กองทัพพันธมิตรเคลื่อนกำลังมาตลบหลังพวกเรา โดยกล่าวหาว่าท่านอ๋อง... เป็นกบฏแผ่นดินพ่ะย่ะค่ะ!"
— ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปด้วยกันนะครับ — พงศาวดารมีชีวิต
แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับบัณฑิตหญิงผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า•ตอนที่ 10
กลยุทธ์ล้อมเมือง
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับบัณฑิตหญิงผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!