จอกสุราหยกขาวสลักลายมังกรห้าเล็บถูกหมุนวนช้าๆ บนเรียวนิ้วแกร่งที่เต็มไปด้วยด้านหนาจากคราบไคลของอานม้าและคมดาบ หลี่จวินหรงมิได้ปรายตามองผู้ที่กำลังเอ่ยวาจารjสอพลออยู่เบื้องหน้าเลยแม้แต่น้อย บรรยากาศรอบกายของท่านอ๋องผู้กุมกองทัพแดนเหนือแผ่ไอความเย็นยะเยือกออกมาเสียจนเหล่าขันทีและนางกำนัลที่คอยรินสุราต่างพากันตัวสั่นเทา ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
"ท่านอ๋องช่างปรีชาสามารถยิ่งนัก ชัยชนะที่ชายแดนบูรพาครานี้ ทำให้ฝ่าบาททรงเกษมสำราญยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ" เสียงของเสนาบดีกรมการคลังดังขึ้น ทว่าแววตาที่มองลอดผ่านจอกสุรากลับเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและริษยา
"เกษมสำราญ?" หลี่จวินหรงทวนคำ เสียงทุ้มต่ำราวน้ำแข็งกระทบกันในเหมันตฤดู เขายกจอกขึ้นจิบช้าๆ ก่อนจะวางลงบนโต๊ะไม้จันทน์เสียงดัง *กริ๊ก* "ฝ่าบาทจะทรงเกษมสำราญจริงหรือ หรือทรงกังวลว่าม้าศึกนับแสนตัวในมือเปิ่นหวาง จะมิได้หยุดพักเหนื่อย แต่กำลังมุ่งหน้ากลับสู่เมืองหลวงกันแน่"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมท้องพระโรงจัดเลี้ยงทันที เหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางต่างหน้าถอดสี ไม่มีผู้ใดกล้าต่อคำกับบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าพญายมแห่งแดนเหนือผู้นี้
ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันจนแทบหยุดหายใจ ซูเหม่ยหลินในชุดคลุมผ้าไหมปักลายหงส์สีเพลิงตัดกับเครื่องประดับหยกขาวบริสุทธิ์ ก้าวเข้ามาด้วยฝ่าเท้าที่มั่นคงและสง่างาม รอยยิ้มบางเบาประดับอยู่บนริมฝีปาก ทว่าดวงตากลับคมกริบดั่งใบมีดซ่อนในฝัก นางย่อกายทำความเคารพตามธรรมเนียม ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใสที่สะท้อนก้องไปทั่วท้องพระโรง
"ทูลท่านอ๋อง คำว่า 'ระแวง' นั้นหนักหนาเกินกว่าที่ขุนนางผู้จงรักภักดีจะแบกรับไหวเพคะ" เหม่ยหลินก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างบุรุษผู้เยือกเย็น ปรายตามองจอกสุราที่ถูกวางไว้ "อีกอย่าง... สุราในงานเลี้ยงฉลองวันนี้ หอมกรุ่นกลิ่นดอกเหมยก็จริง ทว่าหากดมให้ดี กลับมีกลิ่นอายของ 'ผงหงส์ระගาย' เจืออยู่ด้วย... น่าแปลกใจเสียจริง เหตุใดสุรามงคลจึงมีพิษสังหารราชนิกุลปะปนมาได้เล่าเพคะ"
สิ้นคำกล่าวของนาง ความโกลาหลก็บังเกิดขึ้นในทันที ฮ่องเต้ห่าวเทียนที่ประทับอยู่เบื้องสูงบนพระแท่นมังกร พระพักตร์เผือดสีลงถนัดตา ทรงตบพระหัตถ์ลงบนโต๊ะเสียงดังลั่น
"บังجาญ! เจ้าหมายความว่าอย่างไร ซูเหม่ยหลิน!" เสียงก้องกังวานด้วยความเกรี้ยวกราดและร้อนตัว
"หม่อมฉันเพียงพูดตามสิ่งที่เห็นและกลิ่นที่ได้กลิ่นเพคะ ฝ่าบาท" ซูเหม่ยหลินตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน นางหันไปสบตากับหลี่จวินหรงที่มองนางด้วยแววตาที่อ่อนลงวูบหนึ่ง เป็นประกายความลึกซึ้งที่อ่านออกเพียงคนทั้งสอง
หลี่จวินหรงแค่นหัวเราะในลำคอ ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาของเขาแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วห้องจัดเลี้ยง มือหนาเอื้อมไปกุมมือเรียวของกุนซือสาวไว้แน่นอย่างปกป้อง สัมผัสอุ่นจากฝ่ามือของเขาถ่ายทอดความมั่นคงให้แก่กันท่ามกลางดงหนามแห่งอำนาจ
"ในเมื่อมีคนอยากให้เปิ่นหวางดื่มสุราพิษนัก..." หลี่จวินหรงกวาดสายตาคมกริบมองเหล่าเชื้อพระวงศ์ทีละคน "เช่นนั้น วันนี้ใครหน้าไหนก็อย่าหวังว่าจะได้เดินออกจากตำหนักนี้ หากความจริงยังไม่ปรากฏ!"
ทว่า ในวินาทีที่ความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุด เสียงฝ่าเท้าหนักแน่นนับร้อยก็ดังสะเทือนเลื่อนลั่นมาจากด้านนอก ประตูทองคำสลักลายวิจิตรถูกกระชากเปิดออกโดยกองกำลังองครักษ์เสื้อแพร พร้อมกับการปรากฏตัวของราชครูผู้กุมอำนาจเงา รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปากของคนมาใหม่
"ท่านอ๋อง... เกรงว่าวันนี้ ต่อให้ท่านมีปีกก็บินหนีไม่พ้นข้อหากบฏแล้วพ่ะย่ะค่ะ เพราะราชโองการลับฉบับสุดท้าย... เพิ่งเดินทางมาถึงเมื่อครู่"
— ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปด้วยกันนะครับ — พงศาวดารมีชีวิต
แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับบัณฑิตหญิงผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า•ตอนที่ 11
งานเลี้ยงฉลองที่เต็มไปด้วยหนาม
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับบัณฑิตหญิงผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!