กลิ่นอายโสมป่าเคี่ยวไฟอ่อนลอยกรุ่นเคล้ากลิ่นคาวเลือดจางๆ ภายในห้องบรรทมส่วนในที่เงียบสงัดราวกับป่าช้า หลี่จวินหรงกัดกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามปรากฏเป็นแนวชัดเจน ภายใต้ชุดคลุมผ้าไหมสีเข้มที่ถูกกรีดขาดด้วยคมดาบ เผยให้เห็นบาดแผลฉกรรจ์บริเวณหัวไหล่ซ้าย รอยแผลนั้นลึกและดำคล้ำ บ่งบอกถึงพิษร้ายจากศัตรูที่อาบเคลือบอยู่บนคมอาวุธ พิษนี้กำลังกัดกินเรียวแรงและสติสัมปชัญญะของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ทีละน้อย แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าพิษในกาย คือความเยียบเย็นในดวงตาคมกริบคู่นั้นที่ยังคงฉายแววระแวดระวัง แม้ในยามที่ลมหายใจเริ่มติดขัด
"ท่านอ๋อง... หากยังดื้อดึงไม่ยอมให้หมอหลวงเข้ามาจัดการ เกรงว่าพิษซarนนี้จะลามเข้าสู่หัวใจก่อนที่รุ่งอรุณจะมาถึงนะครับ"
เสียงหวานทุ้มที่ราบเรียบแต่เด็ดเดี่ยวเอ่ยขึ้น ซูเหม่ยหลินก้าวเข้ามาใกล้เตียงบรรทมอย่างไม่เกรงกลัวต่อรัศมีอำนาจที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ นางมิได้สวมใส่เครื่องประดับอันใดให้ระเกะระคะ มีเพียงปิ่นไม้เรียบง่ายที่ปักมุ่นมวยผมไว้อย่างหลวมๆ ทว่าแววตาคู่นั้นกลับลุ่มลึกราวกับห้วงสมุทรที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง ในมือเรียวบางถือกล่องเข็มเงินโบราณที่สลักลวดลายวิจิตร
หลี่จวินหรงปรือตาขึ้นช้าๆ สายตาคมปลาบดุจพญาอินทรีจ้องมองสตรีตรงหน้า ราวกับต้องการทะลวงเข้าไปในความคิดของนาง "เจ้ากล้าดียังไงถึงไล่หมอหลวงออกไปหมด แล้วเอาร่างกายของข้ามาเสี่ยงกับการรักษาประหลาดๆ ของเจ้า... แม่นางซู เจ้าไม่กลัวอาญาแผ่นดินหรือไง"
"อาญาแผ่นดินหรือ?" มุมปากอิ่มได้รูปยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่ออำนาจเบื้องสูง "คนที่ส่งมือสังหารมาพร้อมกับดาบอาบยาพิษในกองทัพของท่าน หาใช่ใครอื่นไม่... หากท่านตายด้วยมือของหมอหลวงที่รับคำสั่งมาจากในวังหลวง นั่นมิเท่ากับท่านยอมจำนนต่อโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้แล้วหรอกหรือเพคะ? ท่านอ๋องผู้เกรียงไกร เหตุใดจึงยอมจำนนต่อง่ายดายเช่นนั้นเล่า"
คำพูดแทงใจดำนั้นทำให้หลี่จวินหรงแค่นหัวเราะออกมาอย่างขื่นขม ชายหนุ่มขยับตัวเล็กน้อยด้วยความเจ็บปวดจนเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผาก บาดแผลฉีกขาดจนเลือดสีคล้ำซึมทะลักผ้าพันแผลออกมาอีกครั้ง ทว่าเขาหาได้ใส่ใจความเจ็บปวดทางกายไม่ ความเจ็บแค้นจากการถูกหักหลังโดยราชสำนักที่บรรพบุรุษยอมเอาเลือดเนื้อเข้าแลกมาต่างหาก ที่กัดกินหัวใจเขายิ่งกว่าพิษร้ายใดๆ
เหม่ยหลินไม่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปอย่างไร้ประโยชน์ นางทรุดกายลงนั่งบนขอบเตียงอย่างระมัดระวัง กลิ่นหอมจางๆ จากกายสาวคล้ายดอกเหมยฤดูหนาวโชยปะทะนาสิกของท่านอ๋องท่ามกลางกลิ่นคาวเลือด นางจัดการปลดสายคาดเอวและฉีกเสื้อคลุมส่วนที่เปื้อนเลือดของเขาออกอย่างไร้ความลังเล เผยให้เห็นแผงอกกว้างที่มีร่องรอยบาดแผลผ่านศึกมาโชกโชน บ่งบอกถึงประวัติศาสตร์อันโชกโชนของบุรุษผู้ยืนหยัดอยู่บนกองเลือดและซากศพ
ดวงตาของเหม่ยหลินไหววูบไปชั่วขณะเมื่อได้เห็นร่องรอยเหล่านั้น แต่มันเป็นเพียงเสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้น ก่อนที่ความเด็ดเดี่ยวจะกลับคืนมา นางหยิบเข็มเงินเล่มยาวออกAมาจากกล่อง จุดเทียนไขให้แสงสว่างสาดส่องลงบนบาดแผล
"ข้าจะใช้ ‘วิชาเข็มเก้าสวรรค์สยบโลหิต’ ของบรรพบุรุษตระกูลซู" นางเอ่ยเสียงเรียบ ขณะที่มือเรียวเริ่มจับเข็มเงินมั่นคง "แต่วิธีนี้ต้องอาศัยการเดินลมปราณกดจุดเพื่อขับพิษออกทางปลายนิ้ว... ในระหว่างที่ข้าฝังเข็มลงไปตามจุดชีพจรสำคัญ ร่างกายของท่านจะรู้สึกเหมือนถูกไฟแผดเผาและถูกน้ำแข็งกัดพร้อมๆ กัน ความเจ็บปวดจะทะลุถึงขั้วหัวใจ หากท่านทนไม่ไหวแล้วสะบัดลมปราณสวนกลับ ข้าและท่านจะตายตกไปตามกัน... ท่านพร้อมจะเดิมพันกับสตรีผู้ล่วงรู้ชะตาผู้นี้หรือไม่ หลี่จวินหรง"
ดวงตาสองคู่ประสานกันในระยะประชิด ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วห้อง มีเพียงเสียงเปาะแปะของเปลวเทียนและเสียงลมหายใจที่หอบกระชั้นของชายหนุ่ม หลี่จวินหรงไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด ไม่เคยไว้ใจสตรีหน้าไหน ยิ่งเป็นสตรีลึกลับที่ล่วงรู้ความลับสวรรค์เช่นนาง ยิ่งควรถูกกำจัดทิ้งเสียตั้งแต่แรกพบ
ทว่า... ในยามนี้ แววตาของนางไม่มีความหวาดกลัว ไม่มีแม้กระทั่งความโลภในลาภยศ มีเพียงความแน่วแน่และจริงใจอย่างประหลาด ที่ทำให้หัวใจที่ด้านชามาแรมปีของแม่ทัพหนุ่มกระตุกวูบ
"ลงมือเถอะ" หลี่จวินหรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่หนักแน่น เขากลืนความเจ็บปวดลงคอ หลับตาลงและผ่อนลมหายใจเพื่อเปิดทางให้สตรีตรงหน้าเข้าถึงจุดตายในร่างกายของตน "หากข้าต้องตายด้วยน้ำมือของเจ้า...ก็นับว่าคุ้มค่ากว่าตายด้วยยาพิษของฮ่องเต้สุนัขตัวนั้น"
เหม่ยหลินไม่รอช้า นางปักเข็มเล่มแรกกลลฃงไปที่จุด "ไห่ชู" บริเวณไหปลาร้าของเขาอย่างแม่นยำ
*ฉึก!*
ร่างสูงกระตุกเกร็งทันที เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนขึ้นมาอย่างน่ากลัว ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านไปทั่วกระดูกสันหลัง ตามมาด้วยความรู้สึกร้อนรุ่มราวกับถูกไฟแผดเผา หลี่จวินหรงกัดริมฝีปากจนห่อเลือด รสชาติเค็มปร่าของเลือดคละคลุ้งในโพรงปาก แต่เขาไม่ยอมเปล่งเสียงร้องครวญครางออกมาสักแอะเดียว สมเป็นแม่ทัพผู้เยือกเย็นดุร้ายที่แม้แต่ยมทูตยังต้องเกรงขาม
เหม่ยหลินขยับมืออย่างรวดเร็วและพลิ้วไหวราวกับสายน้ำ ปักเข็มเล่มที่สอง สาม และสี่ลงบนจุดชีพจรสำคัญตามตำราโบราณ เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นบนหน้าผากเนียนละเอียดของนาง ความกดดันจากการต้องควบคุมลมปราณของตนเองเพื่อประคองลมปราณของอีกฝ่าย ทำให้พลังชีวิตของนางถูกสูบฉีดอย่างหนักหน่วงเช่นกัน นางโน้มตัวลงใกล้ร่างหนาขึ้นเรื่อยๆ จนลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่บริเวณซอกคอของเขา กลิ่นกายบุรุษและกลิ่นสมุนไพรผสมผสานกันจนกลายเป็นบรรยากาศที่ชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ
ท่ามกลางสงครามแห่งความเจ็บปวดและการขับพิษอันดุเดือด หลี่จวินหรงลืมตาขึ้นมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของสตรีที่กำลังทุ่มเทชีวิตรักษาเขา แสงเทียนวับแวมขับเน้นให้ใบหน้านั้นงดงามราวกับภาพวาด มือใหญ่ที่กำผ้าปูที่นอนจนยับยู่ยี่ค่อยๆ คลายออก เลื่อนขึ้นมาแตะเบาๆ ที่ข้อมือเรียวที่กำลังสั่นเทาเล็กน้อยจากการใช้สมาธิอย่างหนัก
"ทำไม...?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามท่ามกลางลมหายใจติดขัด "เจ้าช่วยข้าด้วยเหตุผลใดกันแน่... ซูเหม่ยหลิน"
เหม่ยหลินชะงักมือไปชั่วพริบตา นางมิได้หันกลับมามอง แต่ริมฝีปากบางกลับขยับตอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อยแต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ
"เพราะในบันทึกชะตาฟ้า... ข้าเห็นภาพที่ท่านต้องตายอย่างโดดเดี่ยวในสนามรบ ท่ามกลางกองศพที่ไร้ซึ่งผู้คนเหลียวแล..." นางเอ่ยเสียงแผ่วเบาราวกับรำพึงกับตนเอง "ข้าเพียงแต่... ไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ต้องบันทึกเรื่องราวของบุรุษผู้ยิ่งใหญ่เช่นท่าน จบลงอย่างไร้ความยุติธรรมเช่นนั้นก็เท่านั้นเพคะ"
คำตอบนั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงกลางใจหลี่จวินหรง ความรู้สึกบางอย่างที่ถูกแช่แข็งไว้ใต้ธารน้ำแข็งมาเนิ่นนานนับปี บัดนี้กำลังละลายลงด้วยความอบอุ่นอันลึกล้ำจากวาจาของสตรีผู้กุมชะตาชีวิตเขาไว้ในมือ
ในจังหวะที่เข็มสุดท้ายกำลังจะถูกกดลงเพื่อขับเลือดพิษสีดำทะลึกลงสู่ชามกระเบื้องเคลือบ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเสียงเกราะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวก็แว่วมาจากนอกตำหนัก ตามด้วยเสียงตะโกนเกรี้ยวกราดของราชองครักษ์หลวงที่พังประตูเข้ามา
"ใต้เท้ามีพระราชโองการด่วน! ให้ตรวจสอบห้องบรรทมของท่านอ๋องทันทีตามข้อหาซ่องสุมกำลังและคบหาคนนอกราชสำนัก!"
เหม่ยหลินเบิกตากว้าง สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที หากพวกมันเข้ามาเห็นสภาพของหลี่จวินหรงในยามนี้ ทั้งนางและเขาคงไม่รอดพ้นความตายอย่างแน่นอน ทว่าหลี่จวินหรงกลับแค่นยิ้มเยือกเย็นออกมา แววตาดุร้ายฉายประกายอำมหิตขึ้นอีกครั้ง เขาเอื้อมมือไปคว้ากระบี่ประจำกายที่วางอยู่ข้างเตียง แม้ร่างกายจะยังไร้เรียวแรงเต็มที่ก็ตาม
"บังอาจนัก..." หลี่จวินหรงพึมพำเสียงต่ำ ดวงตาคมกริบมองตรงไปยังประตูห้องที่กำลังถูกพังเข้ามา "พวกมันช่างเลือกเวลามาตายได้อย่างเหมาะเจาะเสียจริง..."
— ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปด้วยกันนะครับ — พงศาวดารมีชีวิต
แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับบัณฑิตหญิงผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า•ตอนที่ 9
บาดแผลที่ไม่มีใครเห็น
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับบัณฑิตหญิงผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!