แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับบัณฑิตหญิงผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า•ตอนที่ 7

คำพยากรณ์ที่ถูกสั่งห้าม

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
"หากก้าวล่วงคำพยากรณ์นี้อีกเพียงก้าวเดียว เก้าอี้มังกรในท้องพระโรงอาจมิได้แปดเปื้อนด้วยเพียงหยดน้ำตาของราษฎร แต่จะชุ่มโชกไปด้วยโลหิตของเชื้อพระวงศ์ทั้งตระกูล... ท่านแม่ทัพยังกล้าพอที่จะดื่มชาจอกนี้ร่วมกับข้าอยู่อีกหรือ" สุ้มเสียงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานดั่งระฆังสำริดในยามวิกาลดังขึ้น ท่ามกลางแสงเทียนสีส้มสลัวที่วูบไหวตามแรงลมลอดช่องหน้าต่างกระดาษสา ซูเหม่ยหลินมิได้เงยหน้าขึ้นจากแผ่นแผนที่ดาราศาสตร์โบราณที่กางอยู่บนโต๊ะไม้จันทน์หอม นางสวมอาภรณ์สีขาวปักลายเมฆสีเงินยวบ สะท้อนบุคลิกอันเยือกเย็นและเฉียบคมดั่งคมกระบี่ที่ซ่อนฝัก ร่างอรชรนั่งตัวตรงอย่างสง่างามตามขนบกุลสตรีตระกูลใหญ่ ทว่าแววตาคู่คมกลับทอดมองไปยังบุรุษเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะเอ่ยคำ หลี่จวินหรง นิ่งค้างอยู่ในอิริยาบถที่กำลังจะยกถ้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียวหยกขึ้นจรดริมฝีปาก ไออุ่นจากน้ำชาสมุนไพรลอยกรุ่นผสมกับกลิ่นจางๆ ของสนป่า ไอร้อนนั้นมิต้องความหนาวเหน็บภายนอกที่กำลังกัดเซาะกำแพงเมืองหลวงแม้แต่น้อย ดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวอัสดงของท่านอ๋องผู้กุมกองทัพแดนเหนือหรี่ลงเล็กน้อย ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมผ้าไหมสีนิลสนิทแผ่ไอสังหารจางๆ ออกมาโดยธรรมชาติ ความนิ่งงันของเขามิใช่ความหวาดกลัว หากแต่เป็นการประเมินค่าสตรีตรงหน้าใหม่อีกครา "คำพยากรณ์ที่ถูกสั่งห้ามจากสำนักหอดูดาวหลวง... ถูกเจ้าเอ่ยออกมาอย่างไร้ความเกรงกลัวต่ออาญาแผ่นดินเช่นนี้ ซูเหม่ยหลิน เจ้าช่างหาญกล้ายิ่งนัก" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอื้อnออกมาราวกับเสียงคำรามแผ่วเบาของพยัคฆ์ หลี่จวินหรงค่อยๆ วางถ้วยชาลงกระทบโต๊ะเสียงดัง ‘กริ๊ก’ เบาหวิว ทว่าสะท้อนความตึงเครียดในห้องหนังสือส่วนตัวให้พุ่งสูงขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก นี่คือห้องลับใต้ตำหนักอุดร สถานที่ซึ่งมีเพียงมหาอำมาตย์หรือองค์จักรพรรดิเท่านั้นที่ควรล่วงรู้ แต่ยามนี้ กลับมีเพียงแม่ทัพผู้เหี้ยมโหดและกุนซือหญิงผู้กุมความลับสวรรค์เผชิญหน้ากันตามลำพัง "อาญาแผ่นดินหรือครับท่านอ๋อง..." เหม่ยหลินปรายตามองถ้วยชาที่ถูกวางลง นางแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นงดงามราวกับบุปผาเหมันต์ที่แย้มบานท่ามกลางหิมะโปรราญ แต่มันกลับเย็นเยียบเสียจนบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "เกรงว่าเมื่อถึงฤดูร้อนปีหน้า แผ่นดินต้าถังผืนนี้จักไม่มีแม้แต่แผ่นดินให้พระองค์ทรงอาญาผู้ใด ราษฎรนับล้านจะล้มตายด้วยความอดอยาก สายฝนจะไม่ตกต้องตามฤดูกาล แม่น้ำฮวงโหจะเหือดแห้งจนเห็นพื้นดินแตกแห้งดั่งกะโหลกมนุษย์ และในยามนั้น... กองทัพเหนือของท่านจะไร้ซึ่งเสบียง บีบให้พระองค์ต้องเลือก ระหว่างการยกทัพเข้าปล้นชิงเมืองหลวงเพื่อช่วยชีวิตคน หรือการยืนมองทหารนับแสนนายอดตายอย่างอนาถคาค่าย" คำพูดแต่ละคำของนางร่วงหล่นลงมาดั่งก้อนหินหนักอึ้งที่ทุ่มลงบนผิวน้ำอันสงบนิ่ง เกิดเป็นระลอกคลื่นแห่งความตื่นตระหนกที่หลี่จวินหรงต้องใช้ความอดทนอย่างยิ่งยวดในการควบคุมสีหน้าไม่ให้ไหว ภัยแล้งครั้งใหญ่... ข่าวกรองจากกรมพิธีการเมื่อเดือนก่อนเพิ่งจะรายงานเรื่องฝนแล้งทางตอนใต้ แต่มิมีผู้ใดคาดคิดว่ามันจะลุกลามใหญ่โตจนกลายเป็นหายนะระดับทำลายล้างรากฐานของอาณาจักรเช่นนี้ และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น... เหตุการณ์เหล่านี้ยังไม่ปรากฏในรายงานลับสำนักราชสำนักแม้แต่น้อย เหตุใดสตรีผู้นี้จึงล่วงรู้ลึกลงไปถึงผลกระทบต่อกองทัพเหนือได้แม่นยำราφกับไปยืนมองเห็นด้วยตาตนเองในอนาคต หลี่จวินหรงก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะไม้จันทน์อีกก้าวหนึ่ง กลิ่นอายบุรุษผู้ผ่านสนามรบโชกโชนกดดันจนบรรยากาศรอบตัวแทบหยุดนิ่ง เขาโน้มตัวลงใช้มือหนาข้างหนึ่งยันขอบโต๊ะ โน้มใบหน้าอันคมคายเข้าไปใกล้จนเกือบชิด ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาดำขลับของนางราวกับจะค้นหาความจริง "เจ้าเอาสิ่งใดมามั่นใจ... ว่าสิ่งที่เจ้าเห็นจากตำราโบราณคร่ำครึเหล่านั้น มิใช่เพียงภาพลวงตาที่ฝ่ายตรงข้ามจงใจสร้างขึ้นเพื่อปั่นป่วนจิตใจข้า" น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและใกล้ชิด ร้อนผ่าวจนเส้นผมสีดำสนิทของเหม่ยหลินที่เคลียอยู่ข้างแก้มไหวตามลมหายใจ ซูเหม่ยหลินมิได้ถอยหนี นางเงยหน้าสบตากับเขาตรงๆ ความเด็ดเดี่ยวในแววตาคู่สวยนั้นสว่างไสวเจิดจ้าเสียยิ่งกว่าคบเพลิง "หม่อมฉันเติบโตมากับตำรับตำราที่บรรพบุรุษเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้อง ท่านอ๋อง... ท่านอาจหลอกตนเองได้ว่านี่คือแผนลวง แต่ท่านไม่อาจหลอกรอยแตกบนผืนแผ่นดินที่กำลังจะเกิดขึ้นจริงได้หรอกครับ" นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงทว่าลึกซึ้งกินใจ "และที่สำคัญที่สุด... หม่อมฉันมิได้มาเพื่อเตือนให้ท่านหวาดกลัว แต่มาเพื่อชี้ทางรอด" ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ หลี่จวินหรงนิ่งอึ้งไปกับสรรพนามที่นางเปลี่ยนไปใช้ชั่วครู่ และความจริงอันหนักอึ้งที่สะท้อนอยู่ในแววตาห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็นของสตรีผู้นี้ หัวใจที่ด้านชาและถูกแช่แข็งด้วยความแค้นในอดีตมาเนิ่นนานราวกับถูกค้อนเหล็กหลอมละลายกระทบเข้าอย่างจัง แต่ก่อนที่แม่ทัพหนุ่มจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดเพื่อตอบรับ ประตูไม้สักหนาหนักเบื้องนอกก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้พิธีรีตอง! "รายงานท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงหอบหายใจอย่างรุนแรงขององครักษ์ประจำตัวดังแทรกเข้ามา พร้อมกับร่างที่ทรุดลงคุกเข่าด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าขององครักษ์ซีดเผือดไร้สีเลือด หยดเหงื่อกาฬไหลโทรมกาย หลี่จวินหรงผละตัวออกจากโต๊ะอย่างรวดเร็ว สีหน้าแปรเปลี่ยนกลับเป็นความเหี้ยมเกรียมดั่งเดิมในพริบตา "มีเรื่องอันใด เหตุใดจึงแตกตื่นถึงเพียงนี้" "ราชโองการด่วนจากในวังหลวงพ่ะย่ะค่ะ..." องครักษ์หนุ่มเงยหน้าขึ้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ขาสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่ ยื่นม้วนพระราชโองการที่ผนึกด้วยครั่งสีชาดสนิทถวาย "ฝ่าบาททรงมีพระราชวินิจฉัย... สั่งปลดท่านอ๋องจากการเป็นแม่ทัพใหญ่พิทักษ์ชายแดนเหนือ และมีรับสั่งให้... ให้คุมตัวคุณชายซูและบุตรีแห่งตระกูลซูทั้งหมด เข้าขังในคุกหลวงฐานสมคบคิดกับกบฏต่างแคว้นพ่ะย่ะค่ะ!" สิ้นคำประกาศนั้น ร่างของซูเหม่ยหลินชะงักงัน แผ่นหลังที่เคยตั้งตรงสง่างามกลับเย็นเฉียบลงในทันที นางหันขวับกลับไปมองม้วนพระราชโองการในมือองครักษ์ ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย—คำพยากรณ์ที่นางเพิ่งเอ่ยเตือน... มิได้รอให้ถึงฤดูร้อนปีหน้า แต่มันกำลังเริ่มต้นขึ้น ณ วินาทีนี้แล้ว หลี่จวินหรงแค่นเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน สัมผัสได้แต่เพียงจิตสังหารอันรุนแรงที่แผ่พุ่งทะลักออกมาจากร่างสูงใหญ่จนม่านในห้องสะบัดไหว ดาบยาวประจำกายที่วางพาดอยู่บนชั้นไม้ส่งเสียงสั่นครางรับไอมารที่คุกรุ่นขึ้น "ห่าวเทียนเอ๋ยห่าวเทียน..." แม่ทัพหนุ่มพึมพำชื่อพระองค์ด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นถึงกระดูกดำ ดวงตาดุจพยัคฆ์วาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ "เจ้าช่างใจร้อนอยากเร่งวันตายของตนเองเสียจริง" เขายื่นมือออกไปคว้าดาบยาวคู่กายขึ้นมาถือไว้มั่น เสียงเหล็กกระทบฝักดังลั่นกังวาน ก่อนที่หลี่จวินหรงจะหันกลับมามองสตรีที่ยืนอยู่เบื้องหลัง แววตาคู่นั้นไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงประกายแห่งการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ที่พร้อมจะพลิกแผ่นดินคว่ำ "ในเมื่อพวกมันเลือกที่จะปิดปากผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า..." หลี่จวินหรงก้าวเข้าไปใกล้เหม่ยหลิน เอื้อมมือหนาขึ้นกุมมือเรียวบางที่เย็นเฉียบของนางไว้แน่นด้วยความมั่นคงดั่งหินผา "เช่นนั้นคืนนี้... ข้าจะพาเจ้าแหกคุกหลวงออกไปดูด้วยกัน ว่าฟ้าดินแห่งต้าถังนี้ จะกล้าลงทัณฑ์คนเช่นเราจริงหรือไม่" ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกันในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ --- **พงศาวดารมีชีวิต** ---
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับบัณฑิตหญิงผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%