"หากท่านอ๋องทรงประสงค์จะใช้กลยุทธ์ 'ยืมดาบฆ่าคน' เช่นนี้ เกรงว่าพระองค์คงต้องทรงเปลี่ยนมือถือดาบเสียใหม่ เพราะคมดาบในมือหม่อมฉัน... หนักอึ้งเกินกว่าจะยอมให้ผู้ใดมาบงการทิศทางการฟันนะครับ"
สุ้มเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมดั่งใบมีดที่ซ่อนอยู่ในฝักแพรไหมเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงัดข้อในเรือนรับรองบูรพา กลิ่นอายของชาผู่หลيرอันล้ำค่าที่เพิ่งชงเสร็จลอยกรุ่นผสมผสานไปกับบรรยากาศอันตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก
ซูเหม่ยหลินมิได้สะทกสะท้านต่อสายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวพญาที่จ้องมองมา นางนั่งหลังตรงสง่างาม อาภรณ์ผ้าไหมปักลายเมฆสีนิลขับเน้นให้ร่างระหงดูน่าเกรงขามราวกับเซียนสตรีผู้ลงมา, ทัณฑ์โลกมนุษย์ เบื้องหน้าของนางคือโต๊ะไม้จันทน์หอมที่ถูกจัดวางกระดานหมากล้อมไว้ ขาวดำสลับกันราวกับสนามรบขนาดย่อมที่ถูกย่อส่วนลงมา
หลี่จวินหรงมิได้เอާމวาจาในทันที บุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นแม่ทัพผู้เยือกเย็นที่สุดแห่งแดนเหนือประทับนั่งพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีผ่อนคลายอย่างจอมปลอม รัศมีคุกคามรอบกายเขายังคงแผ่ซ่านออกมาราวกับพายุหิมะนอกหน้าต่าง แผลเป็นจางๆ ที่หางคิ้วขวาขยับเล็กน้อยยามที่เขาปรายตามองหมากสีดำที่หญิงสาวเพิ่งวางลงไปอย่างไร้ความลังเล
"เจ้าช่างกล้าหาญนัก ซูเหม่ยหลิน" หลี่จวินหรงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนน้ำแข็งกระทบกันในถ้วยกระเบื้องเคลือบ "คนทั่วหล้าต่างหวาดกลัวกองทัพพยัคฆ์เหนือของเปิ่นหวาง แต่เจ้ากลับกล้าต่อรองกับเปิ่นหวางราวกับพ่อค้าหน้าเลือดในตลาดสดเช่นนี้... หรือเจ้าคิดว่าสติปัญญาเพียงน้อยนิดของเจ้า จะปกป้องหัวบนบ่าได้ตลอดรอดฝั่ง?"
"สติปัญญาของหม่อมฉันอาจหาญกล้าไม่พอที่จะต่อกรกับอำนาจล้นฟ้าของท่านอ๋อง..." ซูเหม่ยหลินแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นงดงามดั่งดอกเหมยกลางเหมันต์ฤดู แต่มันกลับซ่อนความเย้ยหยันไว้อย่างแนบเนียน นางยกจานกระเบื้องเคลือบขึ้นรินน้ำชาลงในถ้วยของเขาอย่างช้าๆ "แต่ทว่า... ข่าวลับเกี่ยวกับคลังเสบียงค่ายทหารเหนือที่ถูกกัดกินโดยหนอนบ่อนไส้ ซึ่งกำลังจะถึงมือฮ่องเต้ในอีกสามวันข้างหน้านี้ หากไม่มีหม่อมฉันคอยสกัดกั้นไว้ เกรงว่าท่านอ๋องคงไม่ได้มานั่งจิบชาสนทนากับหม่อมฉันด้วยท่าทีสบายอารมณ์เช่นนี้หกระครับ"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศในห้องก็ดิ่งลึกลงสู่จุดเยือกเย็นทันที
สายตาของหลี่จวินหรงเปลี่ยนไปในเสี้ยววินาที ความเยียบเย็นดุจน้ำแข็งเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นประกายคมปลาบดุจคมดาบที่พร้อมปลิดชีพ
นี่คือการลองเชิง... การเดิมพันด้วยหมากกระดานนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อความบันเทิง แต่มันคือการทดสอบว่ากุนซือหญิงผู้นี้มีค่าพอที่จะให้เขาไว้ชีวิตและร่วมมือด้วย หรือเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่สมควรถูกกำจัดทิ้งก่อนที่นางจะสร้างปัญหาใหญ่หลวง
หลี่จวินหรงยื่นมือหนาออกไป นิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวหยิบหมากสีขาวขึ้นมาพิจารณาช้าๆ ท่วงท่าของเขาสง่างามทว่าเปี่ยมด้วยพลังอำนาจที่กดดันให้ผู้มองรู้สึกหายใจติดขัด
"เจ้าเป็นสตรีคนแรกที่กล้าขู่เปิ่นหวาง" เขากล่าวเสียงพร่า ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมยาวสีดำปักลายมังกรเงินทาบทับร่างระหงของนางจนเกิดเงาทอดลงมาบังแสงตะวันยามบ่าย "และเปิ่นหวางเกลียดผู้ที่มาต่อรองด้วยผลประโยชน์มากที่สุด... แต่กระนั้น เปิ่นหวางก็เป็นคนรักความยุติธรรมพอที่จะให้โอกาสเจ้าได้พิสูจน์ตัวเอง"
ซูเหม่ยหลินเงยหน้าขึ้นสบตาเขาโดยไม่หลบเลี่ยง แม้ความสูงของเขาจะสร้างความกดดันมหาศาล แต่นัยน์ตาคู่คมของนางกลับฉายแววท้าทายอย่างไม่เกรงกลัว "ท่านอ๋องต้องการทดสอบไหวพริบของหม่อมฉันใช่หรือไม่เพคะ? เชิญบัญชามาได้เลย หม่อมฉันพร้อมรับคำท้า"
"ดี!" หลี่จวินหรงแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก "ในเมื่อเจ้ามั่นใจในมันสมองของตนเองนัก เปิ่นหวางมีบททดสอบหนึ่ง... คืนนี้ ในงานเลี้ยงต้อนรับทูตแคว้นซีเหลียง ขันทีเอกคนสนิทของฮ่องเต้จะนำ 'สุรามงคล' มามอบให้เปิ่นหวางดื่มเพื่อแสดงไมตรีจิต หากเจ้าล่วงรู้ชะตาฟ้าจริงดังคำร่ำลือ จงบอกเปิ่นหวางสิว่า... ข้าควรจะดื่มมัน หรือควรจะเทมันทิ้งต่อหน้าธารกำนัล?"
นี่ไม่ใช่แค่คำถามวัดไหวพริบ แต่มันคือกับดักมรณะ! หากดื่มแล้วเป็นพิษ เท่ากับเขาโง่เขลา หากเททิ้งต่อหน้าทูตและขันทีหลวง เท่ากับเขาประกาศเป็นศัตรูกับบัลลังก์มังกรอย่างเปิดเผยโดยไม่มีข้อแก้ตัว
ซูเหม่ยหลินนิ่งงันไปชั่วอึดใจ สมองอันปราดเปรื่องประมวลผลสถานการณ์ทั้งหมดอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ นางรู้ดีว่าฮ่องเต้ห่าวเทียนทรงหวาดระแวงหลี่จวินหรงเพียงใด สุราจอกนั้นย่อมอาบยาพิษไร้ลักษณ์ที่ต่อให้เป็นหมอเทวดาก็ยากจะเยียวยา
ทว่า... รอยยิ้มประหลาดกลับผุดขึ้นที่ริมฝีปากบางของกุนซือหญิง
"หากท่านอ๋องทรงเชื่อใจหม่อมฉัน..." ซูเหม่ยหลินลุกขึ้นยืนช้าๆ ขยับกายเข้าไปใกล้ร่างสูงใหญ่จนได้กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นจางๆ ของสนิมดาบจากตัวเขา นางเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลม "คืนนี้ ท่านอ๋องไม่ต้องดื่ม และก็ไม่ต้องเททิ้ง... แต่จงพระราชทานสุราจอกนั้น ให้แก่ 'ผู้ที่สมควรได้รับความตาย' มากที่สุดในงานเลี้ยงแทนสิครับ"
หลี่จวินหรงชะงักไป ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจเป็นครั้งแรก รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมค่อยๆ ระบายบนใบหน้าคมคายของท่านอ๋องผู้เยือกเย็น เมื่อเขาตระหนักได้ทันทีว่าแผนการของหญิงตรงหน้าช่างลึกล้ำและอำมหิตยิ่งกว่าที่เขาคาดคิดไว้หลายเท่า
ในขณะที่ทั้งสองกำลังจ้องมองกันด้วยความเข้าใจในเกมการเมืองอันเชือดเฉือนนั้นเอง
*ปัง!*
ประตูเรือนรับรองถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท ขันทีหน้าพระพักตร์ผู้มีใบหน้าซีดเซียววิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยเนื้อตัวสั่นเทา เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มใบหน้า ราวกับเพิ่งพบเจอเรื่องขวัญผะหน่วงยิ่งชีพ
"ท่านอ๋อง... เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีผู้นั้นคุกเข่าลงกับพื้นจนตัวสั่น งقเงิ่นหยิบม้วนราชโองการลับฉบับใหม่ที่เปื้อนคราบเขม่าสีดำออกมาจากอกเสื้อ "สายรายงานด่วนจากเมืองหลวง... พระสนมเอกตระกูลซู... มารดาแท้ๆ ของกุนซือซู ถูกปลิดชีพในตำหนักในเมื่อยามสามที่ผ่านมา และ... และฮ่องเต้ทรงมีพระราชโองการด่วนให้จับกุมตัวท่านกุนซือในฐานะกบฏแผ่นดินทันทีพ่ะย่ะค่ะ!"
สิ้นเสียงรายงานนั้น ร่างของซูเหม่ยหลินชาวาบไปทั่วร่าง ใบหน้าที่เคยสงบนิ่งและฉลาดเฉลียวกลับซีดเผือดลงในพริบตา ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง ขณะที่หลี่จวินหรงหันขวับกลับไปมองนางด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
หมากทุกตัวบนกระดาน... พลิกคว่ำในเสี้ยววินาที
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกันในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับบัณฑิตหญิงผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า•ตอนที่ 6
กลลวงในเรือนรับรอง
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับบัณฑิตหญิงผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!