แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับบัณฑิตหญิงผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า•ตอนที่ 5

รอยร้าวในกำแพงวัง

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
"ดูท่า... บิดาของเจ้า ก็เป็นหมากอีกตัวที่ถูกพระองค์ทิ้งแล้วสินะ, แม่นางซู" ประโยคสุดท้ายอันเย็นเยียบยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ดุจน้ำค้างแข็งที่เกาะกุมอยู่บนยอดหญ้า ทว่าซูเหม่ยหลินหาได้แสดงอาการตื่นตระหนกหรือร่ำไห้ฟูมฟายดังที่บุตรีขุนนางทั่วไปพึงกระทำไม่ นางเพียงแต่หลุบตาลงเล็กน้อย ปลายนิ้วเรียวดั่งลำเทียนที่กำลังถือพู่กันขนกระต่ายยังคงนิ่งสนิท น้ำหมึกสีดำสนิทหยดลงบนกระดาษสาเนื้อดีอย่างเชื่องช้า ซึมซับขยายวงกว้างราวกับความมืดมิดที่กัดกินราชสำนักทีละน้อย ความเงียบงันภายในห้องทรงอักษรส่วนตัวของจวนแม่ทัพใหญ่ยาวนานราวนิรันดร์ หลี่จวินหรงไม่ขยับเขยื้อนวรกาย เขายังคงประทับนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์สลักลายมหาราช วรกายสูงสง่าถูกห่อหุ่มด้วยฉลองพระองค์สีนิลปักดิ้นเงินลายเมฆาคลื่นเหิร แววพระเนตรคมกริบดั่งใบมีดน้ำแข็งคู่นั้นจดจ้องมองร่างบางที่นั่งอยู่เบื้องโต๊ะทรงอักษร ในยามนี้ แม้ภายนอกจวนอ๋องจะดูสงบเงียบราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ทว่ากลิ่นอายแห่งการหักเหลี่ยมเฉือนคมกลับตลบอบอวลเสียจนแทบหายใจไม่ออก "พระองค์ทรงใช้คำว่า 'ทิ้ง' ดูจะใจร้ายไปสักหน่อยกระมังเพคะ, ท่านอ๋อง" เหม่ยหลินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบ เยือกเย็น แต่มั่นคงราวกับหินผา นางค่อยๆ วางพู่กันลงบนแท่นหยกขาวเงางาม เงยหน้าขึ้นสบพระเนตรของชายหนุ่มตรงๆ ไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัว มีเพียงประกายปัญญาที่ลุ่มลึกยากหยั่งถึง "บิดาของหม่อมฉันเป็นเพียงขุนนางบู๊ผู้ซื่อสัตย์ต่อราชบัลลังก์มาตลอดชีวิต ชีวิตของเขารับใช้แผ่นดิน หาใช่รับใช้พระองค์ผู้ประทับบนบัตรทองเพียงผู้เดียวไม่ หากฮ่องเต้ทรงเลือกที่จะกำจัดกุนซือชราผู้หมดประโยชน์เพื่อปิดปาก นั่นก็เป็นวิถีทางแห่งผู้ครองอำนาจ... แต่มัน หาใช่ความพ่ายแพ้ของตระกูลซูไม่" หลี่จวินหรงแค่นพระสรวลเบาๆ ในลำพระoค เสียงนั้นเย็นเยียบไร้ความรู้สึก ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความชื่นชมที่ถูกเก็บงั้นไว้อย่างมิดชิด "ปากกล้า... และใจกล้า สมกับที่เป็นทายาทผู้พิทักษ์ตำราลับแห่งหุบเขาเมฆาคำรณ แต่เจ้าคิดหรือว่า การที่บิดาของเจ้าถูกถอดถอนอำนาจควบคุมกองเสบียงหลวง จะเป็นเพียงแค่เกมการเมืองในราชสำนักธรรมดา?" ฉับพลัน แววตาของเหม่ยหลินก็ไหววูบไปชั่วขณะหนึ่ง สมองอันปราดเปรื่องประมวลผลอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ นางขยับตัวลุกขึ้นยืน ย่อกายคารวะตามธรรมเนียม ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะยาวที่ถูกกางไว้ด้วยแผนที่ยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ บนนั้นเต็มไปด้วยตัวเลข บัญชีรายรับรายจ่าย และบันทึกการขนส่งยุทธปัจจัยของกองทัพพิทักษ์ชายแดนเหนือที่นางเพิ่งตรวจทานเสร็จสิ้นเมื่อยามสาม "ท่านอ๋องกำลังจะตรัสว่า..." เหม่ยหลินกวาดสายตาคมปลาบมองตัวเลขแถวสุดท้ายที่ถูกเขียนด้วยหมึกแดง "ปัญหาการขาดแคลนเสบียงในค่ายทหารอุดรเมื่อฤดูหนาวที่ผ่านมา หาใช่เพราะความแห้งแล้งหรือการทุจริตของขุนนางท้องถิ่นอย่างที่ฎีกาฉบับก่อนรายงานมา..." "ถูกต้อง" หลี่จวินหรงตรัสแทรกขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจ พระองค์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวพระบาทเข้ามาใกล้สตรีตรงหน้าทีละก้าว กลิ่นอายบุรุษเพศอันทรงพลังและกลิ่นอายสงครามจางๆ ลอยคละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นชาอู่หลงชั้นดี "เสบียงจำนวนสามแสนหาบ ข้าวสารชั้นดี หญ้าเลี้ยงม้า และยารักษาโรค ที่ควรจะถูกส่งมาถึงมือทหารหาญนับหมื่นที่แนวหน้า... ถูกเปลี่ยนเส้นทาง" "ถูกเปลี่ยนเส้นทางไปที่ใดเพคะ?" เหม่ยหลินเอ่ยถาม น้ำเสียงแม้จะยังคงความสงบ แต่หัวใจกลับเต้นรัวระรัวด้วยสัญชาตญาณอันตราย "คลังลับของราชสำนัก... หรือพูดให้ถูกคือ ถูกแปรสภาพเป็นอาวุธและทองคำ เพื่อเตรียมไว้ใช้ในสงครามอีกสนามหนึ่ง" หลี่จวินหรงหยุดยืนเบื้องหน้าหญิงสาว ระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงแค่คืบเดียว พระเนตรสีนิลคู่นั้นก้มลงมองสตรีตัวเล็กกว่าที่ยืนนิ่งไม่ไหวติ่ง "สงครามที่ฮ่องเต้ห่าวเทียนทรงเตรียมไว้... เพื่อใช้กำจัดเรา" บรรยากาศภายในห้องทรงอักษรพล J ดิ่งลงสู่จุดเยือกแข็งทันที ซูเหม่ยหลินสูดลมหายใจเข้าลึก นางไม่ได้ถอยหนีสายตานั้น กลับเงยหน้าขึ้นเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายที่นางเพิ่งล่วงรู้ การตัดงบประมาณและโยกย้ายเสบียงกองทัพ ไม่เพียงแต่เป็นการตัดกำลังของท่านอ๋องผู้กุมอำนาจทหารเท่านั้น แต่มันคือการ "ฆ่าตัดตอน" ทหารนับแสนให้ตายอย่างช้าๆ โดยไม่ต้องออกแรงรบ! และบิดาของนาง... ขุนนางผู้ดูแลบัญชีคลังมหาส ทรงเป็นผู้ลงนามอนุมัติเอกสารชุดนั้นโดยไม่รู้ตัว หรืออาจจะรู้ตัว... แต่ไม่มีทางเลือกอื่น ท่ามกลางคมดาบของพระราชโองการ "หากเป็นเช่นนั้นจริง..." เหม่ยหลินกระซิบแผ่วเบา ดวงตาดำขลับทอประกายวับวางดั่งดวงดาวในคืนเดือนมืด "การที่ฮ่องเต้ทรงบีบบังคับให้บิดาของหม่อมฉันเกษียณอายุก่อนกำหนด ก็เพื่อปิดปากพยานปากเอกคนสำคัญ... และในไม่ช้า ราชสำนักย่อมส่งหน่วยองครักษ์เสื้อแพรมา 'เก็บกวาด' พยานผู้รู้เห็นเหล่านี้ให้สิ้นซาก รวมถึงตัวหม่อมฉันด้วย... ใช่หรือไม่เพคะ?" หลี่จวินหรงไม่ตอบคำถามนั้น พระองค์ยกพระหัตถ์ขึ้นสัมผัสปอยผมสีดำสนิทที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้มเนียนนุ่มของนางแผ่วเบา สัมผัสนั้นอบอุ่นและนุ่มนวลอย่างยิ่งยวด ราวกับต้องการปกป้องสิ่งล้ำค่าที่สุดในโลกจากพายุร้ายภายนอก ทว่าพระพักตร์กลับยังคงความเย็นชาดุจน้ำแข็ง "เจ้ากลัวหรือไม่, แม่นางซู" กระแสพระสุรเสียงอ่อนลงเล็กน้อย มีความห่วงใยที่ถูกถักทอไว้อย่างลึกซึ้งซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็น "การก้าวเข้ามาในเกมกระดานนี้ หมายความว่าเจ้าได้เอาชีวิตของตนเองมาแขวนไว้บนเส้นด้ายแห่งความตายแล้ว" เหม่ยหลินไม่หลบเลี่ยงสัมผัสนั้น นางเอียงแก้มแนบกับฝ่าพระหัตถ์หนาที่มีรอยด้านจากการจับดาบมาตลอดชีวิต รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก งดงามและเศร้าสร้อยราวกับดอกเหมยที่ผลิบานท่ามกลางหิมะโปรราน "หม่อมฉันไม่เคยกลัวความตายเพคะ... หม่อมฉันกลัวเพียงแค่ การต้องมีชีวิตอยู่เพื่อมองดูแผ่นดินนี้ลุกเป็นไฟโดยที่ทำอะไรไม่ได้ต่างหาก" นางเงยหน้าขึ้นสบตาพระองค์อย่างมั่นคง "ในเมื่อฮ่องเต้ทรงเลือกที่จะเล่นเกมสกปรกเช่นนี้ ไฉนเราจึงไม่พลิกกระดานเสียเล่าเพคะ?" มุมพระโอษฐ์ของหลี่จวินหรงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม ทว่าเปี่ยมด้วยเสน่ห์อันน่าหลงใหล พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ "ดี... ในเมื่อพวกมันอยากเล่นเกมทุจริตเสบียงนัก เราก็จะทำให้คลังหลวงว่างเปล่าเสียจนพวกมันไม่มีแม้แต่ทองจะซื้อกระดาษมาเขียนราชโองการ!" ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังคุกรุ่นไปด้วยกลิ่นอายแห่งการวางแผนศึกอันดุเดือด เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเร่งรีบก็ดังขึ้นที่ระเบียงทางเดินด้านนอก ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูดังก้องรัวๆ อย่างผิดวิสัย *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* "ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงขององครักษ์ประจำตัวดังลอดเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก "หน่วยองครักษ์เสื้อแพรหลวง... นำโดยขันทีเอกซือหลาง บุกมาถึงหน้าประตูจวนอ๋องแล้วพ่ะย่ะค่ะ! พร้อมกับ... พระราชโองการด่วนที่สุดจากในวังหลวง!" หลี่จวินหรงชะงัก พระเนตรหรี่แคบลงทันที ความเย็นชาแผ่ซ่านออกจากวรกายดุจภูเขาน้ำแข็งถล่ม ส่วนซูเหม่ยหลินกลับนิ่งงัน หัวใจกระตุกวูบเมื่อตระหนักได้ว่า เวลาแห่งการเผชิญหน้ามาถึงเร็วกว่าที่คาดคิด ประตูกลางจวนอ๋องถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับแสงไฟจากคบเพลิงสว่างจ้าสะท้อนเงาร่างของขันทีหน้าขาวผู้ถือม้วนราชโองการสีทองอร่ามก้าวเข้ามาด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง และประโยคแรกที่เอื้อนเอ่ยออกมาจากปากขันทีผู้นั้น ก็ทำให้ลมหายใจของทั้งห้องแทบหยุดชะงักลงทันที— "ราชโองการจากฮ่องเต้... สั่งปลดท่านอ๋องหลี่จวินหรงจากตำแหน่งแม่ทัพพิทักษ์แดนเหนือ และจับกุมตัวคุณหนูซูเหม่ยหลิน ในข้อหา... สมคบคิดกับกบฏขายชาติ!" ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกันในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับบัณฑิตหญิงผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%