คมเหล็กเย็นเยียบสัมผัสลงบนผิวเนื้ออ่อนบริเวณลำคอระหง กลิ่นอายคาวเลือดและสนิมเหล็กโชยปะทะนาสิกจนแทบหยุดหายใจ ทว่าซูเหม่ยหลินกลับมิได้ถอยร่นหรือแสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ดวงตาดอกท้อคู่คมกริบมองตรงไปยังเจ้าของดาบอย่างไม่เกรงกลัว ราวกับว่าคมดาบที่จ่ออยู่ตรงหน้านั้นเป็นเพียงกิ่งไม้แห้งไร้พิษสง
เงาโลหะสะท้อนแววตาที่เยียบเย็นดุจน้ำแข็งพันปีของหลี่จวินหรง ท่านอ๋องผู้กุมกองทัพแดนเหนือผู้เลื่องชื่อ
"เจ้าเป็นใคร"
สุ้มเสียงของเขาต่ำทุ้ม ก้องกังวาน และราบเรียบจนน่ากลัว ไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ใดๆ ดั่งห้วงมหรรณพที่กักเก็บซากศพไว้เบื้องล่าง รังสีสังหารแผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่จนบรรยากาศภายในห้องโถงแทบจะแข็งตัว อึดอัดเสียจนเหล่าองครักษ์ด้านนอกไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ซูเหม่ยหลินแย้มรอยยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความหมายลึกซึ้ง นางค่อยๆ ปรายตามองคมดาบที่สั่นระริกด้วยแรงกดของมือบุรุษ ก่อนจะเงยขึ้นสบตาเขาตรงๆ
"หม่อมฉัน... คือผู้ที่จะต่อลมหายใจให้แคว้นต้าหลี่ และเป็นผู้เดียวที่จะไขปริศนาคดีเลือดเมื่อสิบปีก่อนที่ท่านอ๋องทรงตามหามาตลอด... พระองค์เพคะ"
คำพูดเพียงประโยคเดียวราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจของหลี่จวินหรง มือที่ถือดาบชะงักก้างไปชั่วขณะ ดวงตาคมกุบหรี่แคบลง รังสีสังหารทวีความรุนแรงขึ้นจนน่าสะพรึงกลัวกว่าเดิม บาดแผลในใจที่ถูกซ่อนไว้ใต้เกราะเหล็กถูกกระชากขึ้นมาอย่างไม่ไยดี สิบปีที่ผ่านมา มีเพียงเขากับเงาของความตายเท่านั้นที่รู้เรื่องราวดังกล่าว สตรีผู้นี้เป็นใคร เหตุใดจึงล่วงรู้ความลับที่ควรจะถูกฝังกลบลงหลุมศพไปพร้อมกับราชวงศ์เก่า
"บังอาจนัก!" หลี่จวินหรงเค้นเสียงลอดไรฟัน คมดาบขยับเข้าใกล้จนผิวเนื้อปรากฏรอยเลือดซึมสีแดงสด "คิดใช้คำพูดตลบแตลงมาเบี่ยงเบนความตายอย่างนั้นหรือ เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อคำพูดพล่อยๆ ของคนทรยศเช่นนั้นหรือ"
"หม่อมฉันหาได้ตลบแตลง และหาใช่คนทรยศไม่เพคะ" ซูเหม่ยหลินเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่มั่นคง แววตาของนางไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความลุ่มลึกที่ยากจะหยั่งถึง "หากท่านอ๋องทรงปลิดชีพหม่อมฉันในตอนนี้ ความจริงเรื่องคดีกบฏตระกูลหลี่ก็จะถูกฝังกลบไปชั่วกัลปวสาน และฮ่องเต้บนบัลลังก์มังกรคงจะทรงพระสำราญยิ่งนักที่กำจัดหอกข้างแคร่เช่นพระองค์ได้สำเร็จ... พระองค์ทรงไตร่ตรองดูเถิดว่า การฆ่าบัณฑิตหญิงไร้อาวุธสักคน กับการเก็บหม่อมฉันไว้เพื่อใช้เป็นหมากกระดานนี้ สิ่งใดจะคุ้มค่ากว่ากัน"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ หลี่จวินหรงจ้องมองสตรีตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ เขากำลังประเมินนาง ทุกย่างก้าว ทุกการกระทำ และทุกถ้อยคำ ล้วนผ่านการคำนวณมาอย่างแม่นยำ นางมิใช่สตรีในห้องหอทั่วไปที่เอาแต่วาดภาพแต่งกลอน แต่นางคือปีศาจจำแลงที่ซ่อนคมเขี้ยวไว้ภายใต้รอยยิ้มงดงาม
ในเสี้ยววินาทีที่หลี่จวินหรงกำลังจะเอ่ยคำพิพากษาชีวิตของนาง เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นจากด้านนอกห้องโถง
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ!" องครักษ์คนสนิทพุ่งพรวดเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด คุกเข่าลงเบื้องหน้าผู้เป็นนายด้วยความตื่นตระหนก "มีราชโองการด่วนจากในวังหลวง... ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้ท่านอ๋องนำกองกำลังทหารม้าทมิฬห้าหมื่นนาย บุกเข้าปิดล้อมจวนราชครูซูในยามวิกาลนี้ ข้อหา... สมคบคิดกับกบฏแดนเหนือพ่ะย่ะค่ะ!"
สิ้นคำรายงานนั้น รอยยิ้มที่เคยประดับบนใบหน้าของซูเหม่ยหลินก็เลือนหายไปในพริบตา นางหันขวับกลับไปมองนอกหน้าต่างที่มืดมิด ท้องนยามราตรีปรากฏกลุ่มดาวมรณะเรียงตัวกันอย่างชัดเจน
หลี่จวินหรงลดดาบลงช้าๆ นัยน์ตาสีเข้มหันกลับมามองสตรีที่ยืนอยู่ตรงหน้าอีกครั้งอย่างลึกซึ้ง คราวนี้แววตาของเขาเปลี่ยนไป ไม่ใช่เพียงความสงสัย แต่เต็มไปด้วยประกายแห่งเกมการเมืองอันเชือดเฉือดที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น
"ดูท่า... บิดาของเจ้า ก็เป็นหมากอีกตัวที่ถูกพระองค์ทิ้งแล้วสินะ, แม่นางซู"
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในเส้นทางประวัติศาสตร์อันเข้มข้นนี้ด้วยกันนะครับ
แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับบัณฑิตหญิงผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า•ตอนที่ 4
ใต้คมดาบไร้เสียง
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับบัณฑิตหญิงผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!