แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับบัณฑิตหญิงผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า•ตอนที่ 3

หมากกระดานแรกในท้องพระโรง

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
"ฝ่าบาททรงมีพระเมตตาดั่งฟ้าประทาน ส่ง ‘กุนซือ’ มาช่วยแบ่งเบาภาระในค่ายทหารแดนเหนือ... ช่างเป็นเกียรติแก่ข้าพเจ้ายิ่งนัก" สุ้มเสียงทุ้มต่ำที่เปล่งออกมานั้นปราศจากความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง มันคือความเยียบเย็นที่กรีดแทงผ่านม่านผ้าไหมปักลายพยัคฆ์ ท้องพระโรงกว้างใหญ่ในยามสนธยาแทบจะไร้ซึ่งสรรพเสียงใด นอกจากเสียงฝ่าพระบาทของขันทีที่ถอยร่นออกไปจนพ้นธรณีประตู ทิ้งให้สตรีร่างระหงในชุดคลุมผ้าไหมสีนิลปักดิ้นเงินรูปกลุ่มดาวเหนือยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็น 'มัจจุราชแห่งแดนเหนือ' ซูเหม่ยหลินเงยหน้าขึ้นสบตาคู่คมกริบราวน้ำแข็งสลาย ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันจนแทบหยุดหายใจ นางไม่ได้ก้มหน้าหลบสายตาอย่างสตรีในห้องหอทั่วไป นัยน์ตาคู่งามฉายแววระยับดั่งประกายดาวบนท้องฟ้าไร้เดือน นางแย้มสรวลน้อยๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ลึกล้ำเกินกว่าที่แม่ทัพผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชนจะคาดเดา "ท่านอ๋องหลี่จวินหรงทรงเข้าใจคลาดเคลื่อนแล้วเพลิง... เอ๊ย กระหม่อมมิบังอาจอาจเอื้อมเป็นผู้แบ่งเบาภาระ เพียงแต่มารับสนองพระราชโองการ เพื่อมา ‘ดูและรักษา’ อาการบาดเจ็บในใจของท่านอ๋องต่างหากเล่าขอรับ" เหม่ยหลินเปลี่ยนคำสรรพนามและน้ำเสียงได้อย่างแนบเนียน สมกับที่ผ่านการฝึกฝนวิชาการเอาตัวรอดในวังหลวงมาอย่างโชกโชน หลี่จวินหรงหรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกจากร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะทมิฬ เขาก้าวเข้าไปใกล้สตรีตรงหน้าทีละก้าว กลิ่นอายของสนามรบ เลือด และสนิมดาบโชยเข้าจมูกนาง แต่นั่นมิได้ทำให้เหม่ยหลินถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว หลี่จวินหรงโน้มใบหน้าลงกระซิบชิดริมหู นางสัมผัสได้ถึงลมหายใจอันเย็นเยียบและน้ำเสียงที่กดต่ำจนสั่นสะเทือนในอก "สุนัขรับใช้จากในวังหลวง ส่งเจ้ามาเป็นกุนซือ หรือส่งมาเป็นสายลับคอยจับตาดูว่าข้าจะยกกองทัพบุกเมืองหลวงเมื่อใดกันแน่, คุณหนูซู... หรือข้าควรจะสั่งประหารเจ้าเสียตั้งแต่คืนนี้ข้อหาเข้ามาเหยียบเขตทหารโดยพลการ" ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ นิ้วเรียวยาวของแม่ทัพหนุ่มแตะลงที่ด้ามกระบี่ข้างกายอย่างลืมตัว เพียงแค่ปลายนิ้วขยับ ศีรษะของนางก็อาจหลุดจากบ่าได้ทันที ทว่าเหม่ยหลินกลับยกมือขึ้นจัดคอเสื้อของตนเองอย่างใจเย็น นางหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ความหวาดกลัว ทำให้หลี่จวินหรงชะงักไปชั่วขณะ "หากท่านอ๋องทรงประสงค์จะสังหารข้าพเจ้า พระองค์คงลงมือไปตั้งแต่ข้าพเจ้ายังไม่ทันเดินพ้นธรณีประตูแล้วกระมังขอรับ การที่ท่านยังทรงเลือกใช้คำขู่ ย่อมแสดงว่า... พระองค์ทรงกำลังหวาดระแวงว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าล่วงรู้ อาจเป็นความลับที่แม้แต่เงาของพระองค์เองก็ยังไม่กล้ามอง" คำพูดนั้นเฉียบคมราวน้ำ องศาของดวงตานางสะท้อนภาพใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นของหลี่จวินหรง บาดแผลที่ไม่ได้มีเพียงแค่บนผิวเนื้อ แต่ลึกลงไปถึงจิตวิญญาณจากการถูกหักหลังโดยราชสำนักที่เขาเคยสละชีพปกป้อง หลี่จวินหรงจ้องมองนางเขม็ง ความรู้สึกประหลาดแล่นริ้วขึ้นในอก มันคือความคุ้นเคยบางอย่าง ราวกับว่าสตรีตรงหน้าไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่เป็นเงาที่ติดตัวเขามาตั้งแต่ชาติภพก่อน ร่างสูงผละออกจากการคุกคาม ชายหนุ่มสะบัดชายผ้าคลุมแล้วเดินกลับไปนั่งยังเก้าอี้มังกรไม้แกะสลักอย่างองอาจ "ดี... ในเมื่อฝ่าบาททรงเมตตาประทานคนฉลาดเช่นเจ้ามาให้ข้าใช้งาน ข้าก็ย่อมต้องต้อนรับให้สมเกียรติ" หลี่จวินหรงผายมือไปยังโต๊ะไม้ไผ่กลางห้อง ซึ่งมีแผนที่ยุทธศาสตร์กางอยู่ พร้อมกับถ้วยชาอุ่นๆ ที่ส่งควันกรุ่น "พรุ่งนี้ยามเหมิน (ตีห้า) กองทัพหน้าจะต้องเคลื่อนพลบุกผ่านหุบเขาอัสดง หากเจ้าเก่งกาจจริงดังคำร่ำลือ จงบอกข้าซิว่า... ข้าควรจะส่งทหารม้าไปตายก่อนกี่นาย เพื่อเปิดทางให้กองกำลังหลักรอดพ้นจากค่ายกลของข้าศึก?" นี่คือบททดสอบแรก... บททดสอบที่เดิมพันด้วยชีวิตของทหารนับหมื่นนาย และศักดิ์ศรีของกุนซือหน้าใหม่ เหม่ยหลินก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะแผนที่ นางกวาดสายตาผ่านตัวหยกจำลองที่ใช้แทนกองกำลังทหารแต่ละหน่วย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นอีกครั้ง นางหยิบตัวหยกรูปม้าศึกขึ้นมาวางไว้ ณ จุดอับสายตาของแผนที่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาแม่ทัพผู้เยือกเย็นด้วยแววตาที่มั่นคงเกินกว่าสตรีใด "ข้าพเจ้าไม่เคยคิดจะส่งทหารไปตายแม้แต่คนเดียวขอรับท่านอ๋อง..." นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ปลดปล่อยความเงียบให้โรยตัวลงระหว่างคนทั้งสอง "เพราะชัยชนะที่แท้จริง ไม่ได้แลกมาด้วยเลือดเนื้อของไพร่พล แต่แลกมาด้วยการ... 'ตัดหัวแม่ทัพข้าศึก' ก่อนที่พวกมันจะทันได้จัดกระบวนทัพเสียอีก" หลี่จวินหรงนิ่งอึ้งไป ดวงตาคมกريบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่า... เกมการเมืองในค่ายทหารแห่งนี้ กำลังจะสนุกกว่าที่เขาคาดคิดไว้มากนัก ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงตะโกนโกลาหลก็ดังขึ้นจากนอกตำหนัก ขันทีกรมวังผู้หนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้นจนตัวสั่นเทา มือที่ถือราชสองการฉบับใหม่สั่นระริกจนกระดาษมีค่าส่งเสียงกรอบแกรบ "ท... ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! มี... มีพระราชโองการด่วนที่สุดจากเมืองหลวง ส่งตรงถึงกองทัพเหนือ... ทรงมีรับสั่งให้... ให้ปลดท่านอ๋องออกจากตำแหน่งแม่ทัพ และให้... ให้กุนซือซูเหม่ยหลินขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดแทนพ่ะย่ะค่ะ!" สิ้นคำประกาศนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของซูเหม่ยหลินก็แข็งค้างลงทันที นางหันขวับกลับไปมองหลี่จวินหรง และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง... ดาบเหล็กกล้าเล่มยาวก็ถูกชักออกจากฝัก พุ่งตรงมาจ่ออยู่ที่ลำคอระหงของนางอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด! ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในเส้นทางประวัติศาสตร์อันเข้มข้นนี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ!
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับบัณฑิตหญิงผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%