คมดาบยาวสามฉื่อสี่นิ้วสะท้อนแสงจันทร์สีนวลจนประกายวาววับบาดตา แต่สิ่งที่คมยิ่งกว่าย่อมมิใช่ศาสตราวุธ หากแต่เป็นสายพระเนตรของท่านอ๋องหลี่จวินหรงที่ทอดมองไปยังร่างระหงของซูเหม่ยหลิน ภายในตำหนักบูรพาอันเงียบสงบ กลิ่นกำยานไม้กฤษณาอบอวลผสมผสานกับกลิ่นจางๆ ของสนิมเหล็กที่ติดกายแม่ทัพใหญ่มาจากการตรวจค่ายทหารยามดึก
บรรยากาศรอบตัวช่างเยียบเย็นและกดดัน ราวกับเวลาถูกแช่แข็งไว้ด้วยห้วงคำนึงแห่งการชิงไหวพริบที่ดำเนินมาเนิ่นนาน
"เจ้ายังคงดึงดันที่จะเอาชีวิตเข้าแลกกับหมากกระดานนี้กระนั้นหรือ, คุณหนูซู"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงัน น้ำเสียงนั้นปราศจากความโกรธเกรี้ยว หากแต่หนักแน่นและเต็มไปด้วยร่องรอยของความเหนื่อยล้าทางวิญญาณที่หาได้ยากยิ่งจากบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นเทพสงครามแห่งแดนเหนือ
ซูเหม่ยหลินไม่สะดุ้งสะเทือน นางวางพู่กันขนกระต่ายป่าลงบนแท่นหมึกอย่างเชื่องช้า ท่าทีสง่างามราวกับกิ่งหลิวลู่ลม แม้ว่าสถานการณ์เบื้องหน้าจะเต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำจากราชสำนักของฮ่องเต้ห่าวเทียนที่จ้องจะบดขยี้พวกเขาทั้งสองให้แหลกคามือ นางเงยหน้าขึ้นสบตาบุรุษผู้กุมชะตาแผ่นดินด้วยแววตาที่สุกสกาวดั่งดวงดาวในคืนเดือนมืด
"หม่อมฉันมิได้เอาชีวิตเข้าแลกเพคะ... แต่กำลังเดิมพันมันไว้กับท่านต่างหาก, ท่านอ๋อง"
คำตอบนั้นมีความเด็ดเดี่ยวเจืออยู่ หลี่จวินหรงชะงักไปเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบไหววูบคลั่งดั่งผิวน้ำในยามพายุโหมกระหน่ำ ตลอดชีวิตที่ผ่านมา มีเพียงความตาย โลหิต และการทรยศหักหลังที่รายล้อมรอบตัวเขา พระองค์ถูกหล่อหลอมให้เป็นดั่งภูผาน้ำแข็งที่ไร้หัวใจ เพื่อปกป้องแผ่นดินและรักษาวงศ์ตระกูลที่เหลืออยู่ แต่ทว่า... สตรีตรงหน้านี้กลับทะลวงผ่านกำแพงน้ำแข็งหนาทึบเข้ามาสัมผัสหัวใจที่ด้านชาของเขาได้อย่างง่ายดาย
หลี่จวินหรงก้าวเข้าไปใกล้ทีละก้าว เสียงฝีเท้าหนักแน่นสะท้อนก้องในความเงียบ ร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์สีเข้มทาบทับเงาลงบนร่างของนาง ซูเหม่ยหลินยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง แม้หัวใจในอกจะเต้นรัวระรัวราวกับกลองศึก นางสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากตัวเขา ไออุ่นที่นางโหยหาโดยไม่รู้ตัวมาตลอด
"เจ้าโง่เขลา..." หลี่จวินหรงเอמהเสียงพร่า มือหนาเอื้อมออกไปสัมผัสปอยผมที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้มเนียนนุ่มอย่างทะนุถนอม สัมผัสที่แผ่วเบานั้นขัดกับภาพลักษณ์ดุร้ายในสนามรบโดยสิ้นเชิง "รู้หรือไม่ว่า... หากแผนการของฮ่องเต้สำเร็จ เจ้าจะเป็นคนแรกที่ถูกกำจัด เหตุใดจึงไม่ยอมถอยไปตั้งหลักที่อื่น เหตุใดต้องเอาตัวเข้ามาเสี่ยงในวังวนเลือดนี้เพื่อข้า"
ซูเหม่ยหลินเงยหน้าขึ้นรับสัมผัสจากปลายนิ้วหยาบกร้านที่ผ่านการจับดาบมาโชกโชน ดวงตาคู่งามฉายแววตัดพ้อแกแกมเอ็นดู
"แล้วท่านเล่า, ท่านอ๋อง... เหตุใดจึงยอมทุ่มกำลังทหารครึ่งแคว้นเพื่อปกป้องตำราโบราณที่พวกเขากล่าวหาว่าเป็นกบฏ เหตุใดจึงยอมเอาศีรษะของตนเองไปแขวนไว้บนเส้นด้ายเพื่อคนอย่างหม่อมฉัน" นางย้อนถาม น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความอัดอั้นที่เก็บงำมานาน "ท่านเยือกเย็นกับทุกคน... แต่เหตุใดจึงต้องใจร้ายกับความรู้สึกของตัวเองนัก"
คำพูดนั้นราวกับศรดอกสุดท้ายที่พุ่งตรงปักเข้ากลางใจหลี่จวินหรง บุรุษผู้ที่ไม่เคยหลั่งน้ำตาให้แก่ความเจ็บปวดใด ตลอดชีวิตมีแต่คำสั่ง หน้าที่ และรอยแผลเป็น บัดนี้กลับรู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตา ความรู้สึกที่ถูกกดทับไว้ใต้ก้นบึ้งแห่งความทรงจำอันมืดมนค่อยๆ ทะลักทลายออกมา
"เพราะเจ้า... คือสิ่งเดียวในแผ่นดินนี้ ที่ทำให้ข้ารู้สึกว่าข้ายัง 'มีชีวิตอยู่' จริงๆ"
หลี่จวินหรงเอ่ยคำสารภาพออกมาในที่สุด น้ำเสียงนั้นทุ้มต่ำและจริงจังดั่งคำสัตย์ปฏิญาณเบื้องพระพักตร์สวรรค์ พระองค์ดึงร่างระหงเข้ามาสู่อ้อมอกกว้างอย่างไม่ลังเลอีกต่อไป อ้อมแขนที่เคยใช้โอบอุ้มกองทัพนับหมื่นและปลิดชีพศัตรู บัดนี้โอบกอดสตรีผู้เป็นดั่งดวงใจไว้แนบแน่น ราวกับเกรงว่าหากคลายมือ นางจะสลายหายไปกับสายลม
ซูเหม่ยหลินซบใบหน้าลงกับแผงอกกว้างที่สะท้อนขึ้นลงตามจังหวะการเต้นของหัวใจ นางหลับตาลงรับไออุ่นและความมั่นคงที่นางเฝ้ารอคอยมาเนิ่นนาน ท่ามกลางเสียงดาบที่กำลังคมกริบอยู่นอกกำแพงวัง และเงื้อมมือมรณะของฮ่องเต้ที่รอเวลาขย้ำ พวกเขากลับพบความสงบสุขที่แท้จริงในอ้อมกอดของกันและกัน ความรักที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางสมรภูมิการเมืองอันโหดร้ายนี้ ช่างลึกซึ้งและมั่นคงดั่งหินผา ยากที่อำนาจใดจะสั่นคลอนได้
ทว่า... ช่วงเวลาแห่งความสุขมักสั้นเสมอ
*เคร้ง!*
เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวมาจากนอกตำหนัก ตามด้วยเสียงฝีเท้าอันเร่งรีบและเสียงตะโกนก้องด้วยความตกใจขององครักษ์เงา
"มีผู้บุกรุก! ทรงระวังด้วยพ่ะย่ะค่ะ!"
หลี่จวินหรงผละออกจากอ้อมกอดทันที นัยน์ตาสีรัตติกาลกลับมาเยือกเย็นและดุร้ายดั่งพญาอินทรีที่พร้อมขย้ำเหยื่อในพริบตาเดียว มือหนากระชับด้ามดาบข้างกายโดยสัญชาตญาณ ซูเหม่ยหลินขยับกายมายืนเคียงข้างด้วยสติปัญญาที่ตื่นตัวเต็มที่
ประตูตำหนักถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยกำลังภายในอันกล้าแกร่ง ลมพายุยามดึกพัดโหมกระหน่ำเข้ามาจนเปลวเทียนดับวูบลงเกือบหมดสิ้น ทิ้งไว้เพียงแสงจันทร์สลัวที่สาดส่องร่างของแขกผู้มาเยือนยามวิกาล
บุรุษในชุดคลุมสีทองเข้มปักลายมังกรห้าเล็บก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเยือกเย็นที่มุมปาก ในมือของเขาคือพระราชโองการลับฉบับใหม่ที่มีตราประทับหยกแท้ ชุ่มโชกไปด้วยหยาดน้ำค้างและ... คราบเลือดสดๆ
"เสด็จอา..." ฮ่องเต้ห่าวเทียนตรัสด้วยพระสุระเสียงเยียบเย็น กวาดพระเนตรมองทั้งสองคนด้วยความสมเพชและสมใจ "ดึกป่านนี้แล้ว ยังมีอารมณ์มาแสดงความรักต่อกันอีกหรือ น่าประทับใจเสียจริง... แต่เป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก ที่ราชโองการฉบับนี้ เพิ่งเดินทางมาถึงจากชายแดนเหนือ..."
ฮ่องเต้ทรงคลี่กระดาษม้วนนั้นออกช้าๆ รอยยิ้มบนพระพักตร์เหี้ยมเกรียมขึ้นทุกขณะ
"ประกาศิตจากสนามรบ... แม่ทัพหลี่จวินหรง ฝ่าฝืนคำสั่งหลวง คบคิดกับกบฏ มีโทษประหารเจ็ดชั่วโคตร... และเวลานี้ กองทัพพิทักษ์นครหลวงได้ปิดล้อมตำหนักนี้ไว้หมดแล้ว"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปด้วยกันนะครับ — พงศาวดารมีชีวิต
แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับบัณฑิตหญิงผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า•ตอนที่ 16
ความรักท่ามกลางเสียงดาบ
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับบัณฑิตหญิงผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!