แผนที่ยุทธศาสตร์ปักอยู่บนโต๊ะไม้จันทน์หอมลายมังกร แผ่นหนังแพะเก่าคร่ำคร่าถูกกดทับด้วยทับ paperweight หยกขาวสลักรูปพยัคฆ์หมอบ ภายในกระโจมบัญชาการใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ ณ เชิงเขาเทียนซาน อากาศยามวิกาลหนתเหน็บจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาวโพลน ทว่าหยาดเหงื่อกาฬกลับซึมอยู่ตามไรผมของนายกองผู้รับผิดชอบแนวหน้า
"หากเราเคลื่อนพลผ่านช่องแคบสือเหมินในยามวิกาล ความเสี่ยงที่จะถูกถล่มด้วยหินผาจากยอดเขามีน้อยกว่าการเดินทัพกลางวันก็จริงอยู่ครับ... แต่พื้นที่จำกัดเพียงสองศอกเช่นนั้น หากกองกำลังม้าเร็วของฝ่ายฮ่องเต้ดักซุ่มโจมตีตรงคอขวด เราจักไม่มีแม้แต่พื้นที่สำหรับตั้งกระบวนทัพรับมือ"
เสียงทุ้มต่ำแต่นุ่มนวลของ ซูเหม่ยหลิน ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน นางสวมเสื้อคลุมกันหนาวขนจิ้งจอกสีขาวบริสุทธิ์ ปักลวดลายเมฆมงคลด้วยดิ้นเงินสะท้อนแสงตะเกียงน้ำมันหอม นิ้วเรียวเรียวดั่งลำเทียนกำลังเลื่อนหมุดทองเหลืองบนแผนหนังแพะไปหยุด ณ จุดอับสายตาแห่งหนึ่ง ซึ่งถูกล้อมรอบด้วยหน้าผาสูงชันทั้งสองด้าน
หลี่จวินหรง ไม่ได้เอ่ยคำใดออกมาทันที ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวทะเลทรายทอดมองลงไปยังจุดที่นางชี้ นัยน์ตาคู่นั้นเยือกเย็นและลึกล้ำราวกับห้วงน้ำแข็งพันปี ไหล่กว้างภายใต้ชุดเกราะสีนิลประดับลายพยัคฆ์ขยับไหวเล็กน้อยยามที่เขายกถ้วยชาอุ่นขึ้นจิบ กลิ่นชาผู่อ่อร์เข้มข้นลอยกรุ่นตัดกับกลิ่นไอควันไฟในกระโจม
"เจ้ากำลังบอกให้ข้าเดินเข้าสู่ถ้ำเสือโดยไม่มีทางหนีทีไล่เช่นนั้นหรือ กุนซือซู" สุ้มเสียงราบเรียบ ไร้คลื่นอารมณ์ แต่กลับกดดันจนบรรยากาศรอบกายพลอยหนาหนักขึ้นหลายเท่าตัว
"มิใช่ถ้ำเสือครับท่านอ๋อง... แต่เป็น 'กรงเล็บพยัคฆ์' ต่างหาก" เมม่ยหลินเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของนางฉายประกายความเฉียบคมและมั่นอกมั่นใจอย่างประหลาด "ฮ่องเต้ห่าวเทียนทรงส่งราชองครักษ์เสื้อแพรนับพันนายมาซุ่มรอที่นั่น พระองค์ทรงคาดการณ์ไว้แล้วว่าท่านต้องเลือกเส้นทางเดินทัพที่สั้นที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงฤดูหนาว แต่องค์เหนือหัวกลับทรงลืมไปว่า... ภูมิประเทศแถบนี้ บรรพบุรุษของตระกูลซูเคยบันทึกไว้ในตำราลับดาราศาสตร์และภูมิศาสตร์ ว่าด้วยช่องแคบที่ซ่อนอยู่หลังม่านน้ำตกหินผา"
นางหยิบพู่กันขนกระต่ายแต้มหมึกดำ แล้ววาดเส้นทางลากผ่านหน้าผาชันที่ไม่มีใครคาดคิดลงบนแผนที่
"เส้นทางลับสายนี้กว้างเพียงเดินเรียงหนึ่ง ม้าศึกผ่านไม่ได้... แต่สำหรับกองกำลังหน่วยกล้าตายสองร้อยนายที่ชำนาญการไต่เขา มันคือเส้นทางลัดสู่เบื้องหลังค่ายกลของข้าศึก เราจะใช้พื้นที่จำกัดนั้นให้เป็นประโยชน์ มิใช่ให้มันจำกัดเรา แต่เป็นการบีบให้กองกำลังนับพันของฮ่องเต้ไม่มีพื้นที่แม้แต่จะหลบหนีธนูเพลิง"
หลี่จวินหรงมองรอยหมึกสีดำที่นางเพิ่งวาดลงไป มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่หาได้ยากยิ่ง ความดุร้ายเยือกเย็นในแววตาเมื่อครู่พลันเจือจางลงด้วยความชื่นชม สตรีผู้นี้มักทำให้เขาประหลาดใจเสมอ นางไม่เพียงแต่เข้าใจกลยุทธ์การรบระดับมหภาค แต่ยังมองเห็นรายละเอียดปลีกย่อยในพื้นที่จำกัดได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ราวกับนางเคยยืนอยู่ ณ ที่แห่งนั้นมาก่อน
"เจ้าช่างกล้าหาญยิ่งนัก... การเดิมพันด้วยชีวิตของคนสองร้อยนายแลกกับการพลิกสถานการณ์ ถือเป็นหมากที่เสี่ยงมาก กุนซือซู" หลี่จวินหรงวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงดังกระทบกะทัดรัด เขาก้าวเข้าไปประชิดร่างบางช้าๆ จนกลิ่นกายหอมละมุนดั่งดอกเหมยป่าปะปนกับไอเย็นภายนอกกระโจม "หากเจ้าคำนวณพลาดแม้แต่ก้าวเดียว หัวของเจ้าและข้าคงต้องไปประดับอยู่บนกำแพงเมืองหลวงก่อนฤดูใบไม้ผลิจะมาถึง"
"หม่อมฉันยินดีเอาศีรษะของตนเองเป็นประกันครับท่านอ๋อง" เมม่ยหลินมิได้ถอยหนี นางเงยหน้าขึ้นสบสายตาเขาในระยะประชิด ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันท่ามกลางความหนาวเหน็บ ความใกล้ชิดนี้มิได้เกิดจากความเสน่หาชั่ววูบ หากแต่หลอมรวมด้วยความเชื่อใจอันหนักแน่นดั่งหินผา ท่ามกลางสมรภูมิการเมืองที่พร้อมจะแว้งกัดพวกเขาได้ทุกเมื่อ
ทว่า... ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความตึงเครียดอันงดงาม เสียงฝีเท้าเร่งรีบของทหารยามหน้ากระโจมก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ
"กราบทูลท่านอ๋อง! มี... มีราชvO0vงการด่วนจากเมืองหลวงพญาอินทรีหลวงบินตรงมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
หลี่จวินหรงขมวดคิ้วมุ่นในทันที เขากวาดสายตามองหน้าซูเหม่ยหลินแวบหนึ่ง ก่อนจะสะบัดชายเสื้อคลุมหันกลับไปนั่งประจำที่ "เข้ามา!"
ทหารองครักษ์ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาด้วยอาการหอบสะท้าน คุกเข่าลงเบื้องหน้าพร้อมกับชูหีบไม้ประทับตรามังกรทองคำขึ้นเหนือหัว มือของเขาสั่นเทาน้อยๆ ยามกล่าวรายงานด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก "ฝ่าบาททรงมีพระราชโองการด่วน... สั่งปลดท่านอ๋องจากการเป็นแม่ทัพบูรพา และให้โอนอำนาจควบคุมกองทัพทั้งหมดแก่แม่ทัพหลวงคนใหม่ที่กำลังเดินทางมาถึงในอีกสามวันพ่ะย่ะค่ะ!"
ดวงตาของหลี่จวินหรงหรี่แคบลงทันที รังสีสังหารแผ่ซ่านออกจากร่างจนอุณหภูมิในกระโจมลดฮวบทันตาเห็น ส่วนซูเหม่ยหลินกลับหน้าถอดสี นางรีบก้าวเข้าไปเปิดหีบไม้ด้วยมือที่สั่นเทาหยิบม้วนผ้าแพรสีเหลืองทองขึ้นมาอ่าน ทันทีที่กวาดสายตาผ่านตัวอักษรบนนั้น หัวใจของนางก็กระตุกวูบ
นี่ไม่ใช่พระราชโองการปลดธรรมดา... แต่เป็น "ตราประหารชีวิต" ลับที่ซ่อนมาในคราบคำสั่งย้ายกองทัพ เพราะในม้วนกระดาษนั้นระบุชัดเจนว่า หากผู้ใดขัดขืน ให้ถือเป็นกบฏแผ่นดิน และผู้ที่จะมารับมอบอำนาจต่อจากหลี่จวินหรงในอีกสามวันข้างหน้า มิใช่แม่ทัพคนใด... แต่คือองค์ชายรองผู้เป็นอนุชาต่างมารดาของฮ่องเต้ ผู้กุมกองกำลังลับเงาพยัคฆ์ที่เชี่ยวชาญการสังหารในที่มืด!
ทันใดนั้นเอง เสียงนกฮูกร้องแหลมสูงสามครั้งก็ดังขึ้นจากยอดเขาด้านนอก ตามมาด้วยเสียงลูกธนูแหกดงลมพุ่งทะลุกระโจมเข้ามาปักลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอมตรงหน้าพวกเขายาวมิดด้าม หางธนูสั่นระริกพร้อมกับกระดาษข้อความชิ้นเล็กๆ ที่ผูกติดไว้
หลี่จวินหรงดึงลูกธนูออกด้วยมือเปล่าอย่างไม่สะทกสะท้าน เขากางกระดาษแผ่นนั้นออกอ่านด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าดวงตากลับลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแห่งโทสะ ก่อนจะส่งกระดาษแผ่นนั้นให้ซูเหม่ยหลินอ่านต่อ
ข้อความบนนั้นมีเพียงสั้นๆ แต่เฉียบคมบาดลึก:
*“หมากตานี้... พวกเจ้าเดินสะดุดตั้งแต่อยู่ในมุ้งแล้ว ท่านอ๋องผู้เยือกเย็น”*
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปด้วยกันนะครับ — พงศาวดารมีชีวิต
แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับบัณฑิตหญิงผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า•ตอนที่ 15
ไอหมอกเหนือหุบเขา
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับบัณฑิตหญิงผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!