แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับบัณฑิตหญิงผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า•ตอนที่ 14

ออกเดินทางสู่ชายแดน

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
เสียงล้อไม้ของรถม้าหลวงที่บดเบียรไปกับพื้นศิลาถนนสายอุดร บ่งบอกถึงการเคลื่อนพลออกจากเมืองหลวงอันเต็มไปด้วยเล่ห์เพทุบายและกลิ่นอายคาวเลือด ร่างสูงสง่าของหลี่จวินหรงประทับนั่งนิ่งสนิทอยู่ภายในเบาะพนักพิงบุด้วยหนังสัตว์ชั้นดี อาภรณ์สีดำสนิทปักดิ้นลายพยัคฆ์ทมิฬกลมกลืนไปกับความเยือกเย็นรอบกาย ดวงตาดั่งเหยี่ยวทอดมองออกไปนอกม่านหน้าต่างที่โบกสะบัดตามแรงลม ยามนี้เขามิใช่เพียงท่านอ๋องผู้กุมอำนาจกองทัพเหนือ หากแต่เป็นเป้าหมายในราชโองการลับที่ฮ่องเต้ห่าวเทียนทรงหมายมั่นปั้นมือจะปลิดชีพเสียกลางทาง ตรงข้ามกันนั้น คือซูเหม่ยหลิน นางเอกในอาภรณ์บัณฑิตหญิงสีขาวบริสุทธิ์ปักลายกิ่งเหมยสีชาด สตรีผู้กุมความลับแห่งชะตาฟ้าและตำราโบราณ นัยน์ตาคู่คมลุ่มลึกจับจ้องอยู่ที่ถ้วยชาอุ่นกรุ่นในมือ นิ้วเรียวบางประคองกระเบื้องเคลือบสีหยกอย่างระมัดระวัง ราวกับกำลังคำนวณจังหวะก้าวเดินของหมากกระดานใหญ่ที่อยู่นอกตัวรถม้า "ท่านอ๋องทรงเชื่อหรือไฉน... ว่าสุนัขล่าเนื้อที่ฮ่องเต้ทรงเลี้ยงไว้ จะอดทนรอให้พวกเราข้ามพ้นเขตภูเขาอู๋เซี่ยไปได้โดยปราศจากรอยเลือด" น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่ากังวานและซ่อนความเฉียบคมดั่งคมกระบี่ที่ซ่อนในฝัก หลี่จวินหรงไม่หันมามอง ทว่ามุมปากของบุรุษหนุ่มกลับยกขึ้นเล็กน้อยอย่างเย้ยหยัน "ต่อให้มิใช่สุนัขล่าเนื้อ แต่มันก็คือฝูงหมาป่าหิวกระหายที่ถูกปล่อยโซ่ตรวน พระเชษฐาองค์นั้นทรงเกรงกลัวอำนาจในมือข้าเสียยิ่งกว่าความตาย การให้ข้าไปตายที่ชายแดนยังนับว่าประหยัดแรงกว่าการลงมือเองในราชสำนัก... ทว่าพระองค์ทรงประเมินความสามารถของกุนซือข้างกายข้าต่ำไปกระมัง" ซูเหม่ยหลินเงยหน้าขึ้นสบตา ลมหายใจของนางแผ่วเบาเคล้ากับกลิ่นหอมจางๆ ของชาสมุนไพร "หม่อมฉันเพียงแต่วิตกถึงกระแสลมดาราศาสตร์ยามนี้ ทิศบูรพาปรากฏดาวมารรุกราน... การเดินทางครั้งนี้ มิใช่เพียงการเดินทางไปปราบกบฏ หากแต่เป็นการเดินทางผ่านประตูแห่งความตายที่ถูกลิขิตไว้แล้ว" "ถ้าเช่นนั้น ข้าจักขอฝืนลิขิตฟ้าด้วยปลายกระบี่ของข้าเอง" หลี่จวินหรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลัง หนักแน่นดั่งหินผา มือหนาเอื้อมไปกุมมือเรียวของนางไว้ชั่วครู่ ความอบอุ่นที่ถ่ายทอดผ่านฝ่ามือหนานั้นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ยืนยันว่า ท่ามกลางสมรภูมิการเมืองอันเหน็บหนาว หัวใจของแม่ทัพผู้เยือกเย็นผู้นี้ยังคงมีชีวิตอยู่เพื่อใคร *ฉับพลันนั้นเอง!* เสียงฝีคว้าของม้าศึกนับร้อยตัวก็ดังกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินแยก แรงสะเทือนทำให้ถ้วยชาในมือของซูเหม่ยหลินกระฉอกออกเล็กน้อย ขบวนรถม้าหยุดชะงักกะทันหันจนร่างทั้งสองต้องโน้มไปตามแรงเฉื่อย เสียงโห่ร้องคำรามด้วยความดุร้ายดังทะลวงผ่านผืนป่าทึบเข้ามา พร้อมกับลูกธรานับร้อยดอกที่แหวกอากาศพุ่งทะลวงทะลุผนังรถม้าเข้ามาปักลงบนเบาะและพื้นไม้อย่างแม่นยำ "คุ้มกันท่านอ๋อง! มีมือสังกรซุ่มโจมตี!" เสียงตะโกนขององครักษ์เอกดังลั่นประสานกับเสียงเหล็กกระทบกันระงมภายนอก หลี่จวินหรงมิได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบเปล่งประกายความดุร้ายดั่งพยัคฆ์ร้ายยามล่าเหยื่อ เขาดึงกระบี่ประจำกายออกจากฝัก เสียงเหล็กเสียดสีกับหนังส่งเสียงกังวานบาดแก้วหู ก่อนจะหันมามองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความห่วงใยอันลึกซึ้งซ่อนเร้น "หลบอยู่ข้างหลังข้า... อย่าให้ปลายทางของเจ้าต้องมาจบลงที่นี่" ซูเหม่ยหลินมิได้หวาดกลัว นางพยักหน้ารับอย่างสงبي นัยน์ตาสุกใสเป็นประกายความเฉียบแหลม นางหยิบแผ่นยันต์ดาราศาสตร์ขึ้นมาถือไว้ในมือ พร้อมกับคำนวณทิศทางการโจมตีจากเสียงฝีเท้าและเสียงแหวกอากาศภายนอก "ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ... มีธนูอาบยาพิษซ่อนอยู่บนยอดไม้เจ็ดคน ท่านอ๋องระวังตัวด้วยเพคะ พวกมันไม่ได้มาเพื่อลอบสังหารธรรมดา แต่มันต้องการตัดหัวท่านเพื่อนำกลับไปถวายราชสำนัก" รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมผุดขึ้นบนใบหน้าคมคายของหลี่จวินหรง เขาผลักประตูรถม้าเปิดออกเผชิญหน้ากับหิมะโปรยปรายและเหล่ามือสังกรชุดดำนับสิบคนที่รายล้อมอยู่รอบคันรถ รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกจากร่างสูงใหญ่จนมือสังกรผู้หนึ่งถึงกับชะงักฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว ทว่า... ในวินาทีที่หลี่จวินหรงกำลังจะกวัดแกว่งกระบี่ทะยานเข้าใส่ฝูงมือสังกร ลูกธนูดอกหนึ่งก็พุ่งแหวกม่านหมอกหนาทึบเข้ามาด้วยความเร็วดุจสายฟ้าฟาด พุ่งตรงไปยังจุดบอดด้านหลังของซูเหม่ยหลินที่ไม่มีผู้ใดทันสังเกตเห็น! หลี่จวินหรงเบิกตากว้าง สัญชาตญาณนักรบกร้านศึกกรีดร้องเตือนภัย เขาหันกลับมาคว้าตัวนางเข้าหาอ้อมอกทันที พร้อมกับใช้แผ่นหลังของตนเองรับคมธนูอาบยาพิษดอกนั้นแทนอย่างไม่ลังเล! เลือดสีแดงเข้มไหลซึมผ่านอาภรณ์สีดำสนิทหยดลงบนพื้นหิมะสีขาวโพลนกลายเป็นรอยด่างสีชาดน่ากลัว ซูเหม่ยหลินตกตะลึงจนลมหายใจสะดุด นัยน์ตางามสั่นระริกเมื่อเห็นรอยแผลที่หลังของชายหนุ่ม "ท่านอ๋อง... ท่าน..." หลี่จวินหรงกัดฟันแน่น ความเย็นชาในแววตาถูกแทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยว เขากุมกระบี่ในมือแน่นขึ้น พลางกระซิบข้างหูของนางด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่ทรงอำนาจ "ข้าบอกแล้ว... ว่าต่อให้เป็นความตาย ก็ไม่มีสิทธิ์พรากเจ้าไปจากข้า" สิ้นเสียงคำรามของท่านอ๋อง มือสังกรผู้หนึ่งที่สวมหน้ากากเงินก็ก้าวออกมาจากเงาไม้ พร้อมกับหัวเราะเยาะด้วยน้ำเสียงที่คุ้นเคยอย่างประหลาด... น้ำเสียงของขันทีคนสนิทข้างพระกายฮ่องเต้ที่ถือราชโองการลับฉบับใหม่ล่าสุดอยู่ในมือ! --- ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปด้วยกันนะครับ — พงศาวดารมีชีวิต
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับบัณฑิตหญิงผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%