เสียงแฟ้มเอกสารหนาปึ้กที่ถูกกระแทกลงบนโต๊ะทำงานกระจกใส เกิดเสียง ‘ปัง’ ดังสนั่นจนรณิดาสสะดุ้งสุดตัว สถาปนิกสาวหัวรั้นเงยหน้าขึ้นจากจอแท็บเล็ต นัยน์ตากลมโตฉายแววไม่พอใจทันทีเมื่อปะทะเข้ากับใบหน้าเรียบเฉยราดน้ำแข็งของประธานกรรมการบริหารสาว
"คุณวีทำบ้าอะไรคะเนี่ย!" รณิดาโพล่งขึ้นทันที ปากบางเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรงด้วยความโมโหที่ถูกขัดจังหวะการทำงาน
"โปรเจกต์รีโนเวทโรงแรมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่คุณส่งมาเมื่อช่วงบ่าย..." ปานระวีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง เย็นชาจนน่าหมั่นไส้ ทว่านัยน์ตาคู่คมกลับพราวระยับด้วยประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออก ร่างสูงระหงในชุดสูทเข้ารูปก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานของอีกฝ่ายอย่างคุกคาม "ฉันอ่านจบแล้ว... และบอกได้คำเดียวว่า *น่าผิดหวัง*"
คำพูดเชือดเฉือนนั้นทำเอารณิดาเลือดขึ้นหน้า เธอผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงจนเก้าอี้ล้อเลื่อนไถลถอยหลังไปกระแทกกับผนังห้องทำงานส่วนตัว แม้ส่วนสูงจะน้อยกว่าอีกฝ่ายอยู่หลายเซนติเมตร แต่รณิดาก็ไม่เคยคิดจะก้มหัวให้ความเผด็จการนี้เลยสักครั้ง
"น่าผิดหวังตรงไหนไม่ทราบคะคุณปานระวี! ฉันทำการบ้านมาอย่างดี ศึกษาทั้งบริบทพื้นที่ วัฒนธรรมชุมชนรอบข้าง และฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ แบบแปลนเซ็ตนั้นฉันใช้เวลาปั่นสามวันสามคืนไม่ได้หลับไม่ได้นอน!" รณิดาเถียงกลับเสียงแข็ง ดวงตาเรียวรีจ้องเขม็งไปยังเจ้าของบริษัทอย่างไม่เกรงกลัว
"แต่มันไม่มี ‘จิตวิญญาณ’ ค่ะคุณรณิดา" ปานระวีสวนกลับทันควัน น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมราดรดลงมากลางใจ "คุณออกแบบตึกให้ดูโมเดิร์น โฉบเฉี่ยว และขายได้ในเชิงพาณิชย์ แต่มันกลืนหายไปกับโรงแรมหรูเกรดบีทั่วไป ไม่มีความโดดเด่นอะไรที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า... *ที่นี่คือที่ที่ฉันต้องมาตายก่อนตาย*"
"คุณกำลังใช้มาตรฐานส่วนตัวมาตัดสินงานศิลปะ!"
"ฉันใช้มาตรฐานของ ‘ผลกำไร’ และ ‘ชื่อเสียงของบริษัท’ ต่างหากล่ะคะ" ปานระวีโน้มตัวลงมาเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงจนรณิดาได้กลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบเจือความเย็นยะเยือกจากตัวผู้บริหารสาว "ถ้าคุณมั่นใจว่างานของคุณดีพอ... ก็แก้แบบเซ็ตนี้ใหม่ทั้งหมด ส่งให้ฉันดูอีกครั้งบนโต๊ะนี้..."
นิ้วเรียวยาวสะกิดมุมแฟ้มเอกสารเล่มหนาให้เลื่อนไปตรงหน้าสถาปนิกสาว พร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่ชวนให้รู้สึกหมั่นไส้ระคนใจสั่น
"...ภายใน 48 ชั่วโมงค่ะ"
รณิดากลืนน้ำลายลงคออึ้งๆ สองวันกับหนึ่งคืน? กับโปรเจกต์โรงแรมขนาดใหญ่ที่มีรายละเอียดซับซ้อนเป็นร้อยหน้าเนี่ยนะ! นี่มันไม่ใช่การสั่งงาน แต่มันคือการกลั่นแกล้งกันชัดๆ!
"คุณบ้าไปแล้วเหรอคะ! 48 ชั่วโมง คุณคิดว่าฉันเป็นหุ่นยนต์หรือไง ถึงจะเสกดีไซน์ใหม่ที่ถูกใจคุณได้ภายในพริบตา" รณิดาโวยวายเสียงดังลั่นห้อง ลืมตัวไปชั่วขณะว่าอีกฝ่ายมีตำแหน่งเป็นถึงบอสใหญ่
"ฉันไม่ได้จ้างคุณมาเป็นหุ่นยนต์ค่ะ... ฉันจ้างคุณมาเป็นหัวหน้าทีมสถาปนิกที่ได้ค่าตัวแพงลิบลิ่ว" ปานระวีลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้าสวยเฉี่ยวยังคงเรียบเฉยไร้อารมณ์ ทว่าดวงตากลับทอประกายท้าทายอย่างเปิดเผย "หรือว่าที่คุณโวยวายเสียงดัง เพราะคุณ ‘กลัว’ ว่าจะทำไม่ได้ตามโจทย์ที่ฉันตั้งไว้กันแน่คะคุณนิดา"
คำว่า ‘กลัว’ พุ่งเข้าปักอกรณิดาเต็มแรง ศักดิ์ศรีของสถาปนิกสาวมือรางวัลค้ำคออยู่จนเธอแทบจะสำลักความโกรธ
"ได้ค่ะ! สี่สิบแปดชั่วโมงก็สี่สิบแปดชั่วโมง!" รณิดาแอ่นอกรับคำท้า ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความมุ่งมั่น "ถ้าฉันทำออกมาได้ตามโจทย์ที่คุณต้องการจนคุณติไม่ออกล่ะก็... คุณต้องยอมทำตามคำขอของฉันหนึ่งอย่าง!"
ปานระวีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาสนุกสนานฉายวาบขึ้นในดวงตาสีนิลคู่นั้น ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความราบเรียบตามเดิมอย่างรวดเร็ว "น่าสนใจดีนี่คะ... แล้วถ้าคุณแพ้ล่ะ?"
"ถ้าฉันแพ้... ฉันจะยอมก้มกราบขอโทษแล้วเดินออกจากโปรเจกต์นี้ทันที!"
"ตกลงค่ะ" ปานระวีตอบรับทันทีอย่างไร้ความลังเล มุมปากสวยยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างผู้เหนือกว่า "นับถอยหลังตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป... ขอให้โชคดีนะคะ สถาปนิกคนเก่ง"
พูดจบ ประธานสาวก็สะบัดหน้าเดินน่องเรียวออกจากห้องทำงานของรณิดาไปทันที ทิ้งให้สถาปนิกสาวยืนกำมือแน่นด้วยความคับแค้นใจผสมกับความเครียดที่พุ่งทะยานจนสมองแทบระเบิด
"ยัยบอสปีศาจ! ยัยคนเผด็จการ! ยัยปานระวีหน้าเลือด!" รณิดาสบถออกมาเบาๆ อย่างหัวเสีย เธอทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้ ยกมือขึ้นขยี้ผมตัวเองจนยุ่งเหยิงไปหมด
เวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมงที่รณิดานั่งจมอยู่กองกระดาษร่างแบบและหน้าจอแท็บเล็ต แสงไฟนีออนสีขาวสว่างจ้าภายในห้องทำงานส่วนตัวตอกย้ำความเงียบสงบยามค่ำคืน นอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ ท้องฟ้ายามค่ำคืนของกรุงเทพมหานครระยิบระยับไปด้วยแสงไฟจากตึกสูง แต่ในหัวของรณิดากลับมืดแปดด้าน ร่างบางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เป็นรอบที่ร้อยของวัน ความเหนื่อยล้าเริ่มกัดกินร่างกาย แต่ความดื้อรั้นในสายเลือดกลับไม่ยอมให้เธอยอมแพ้ง่ายๆ
"ก๊อกๆ"
เสียงเคาะประตูกระจกเบาๆ ดังขึ้น ก่อนที่พิมพ์ชนก ดีไซเนอร์สาวเพื่อนสนิทจะโผล่หัวเข้ามา พร้อมกับแก้วกาแฟเย็นหอมกรุ่นในมือ
"ไงจ๊ะ แม่สถาปนิกคนเก่ง ได้ข่าวว่าโดนท่านประธานเรียกไปรับยาเขียวหม้อใหญ่เหรอ เห็นสีหน้าเครียดตั้งแต่บ่ายคลานมาถึงค่ำแล้วนะแก" พิมพ์ชนกเดินเข้ามาวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะ พร้อมกับชะโงกหน้ามองหน้าจอแท็บเล็ต "โอโห... แก้ใหม่หมดเลยเหรอวะเนี่ย โจทย์หินอะไรเบอร์นั้น"
"หินเหรอ พิมพ์... นี่มันภูเขาหิมะทับถมสิไม่ว่า" รณิดาฟุบหน้าลงกับโต๊ะทำงานอย่างหมดแรง "ยัยปานระวีบอสปีศาจนั่นสั่งให้ฉันแก้แบบโรงแรมใหม่หมดภายใน 48 ชั่วโมงแถมยังบอกว่างานฉันไม่มีจิตวิญญาณอีกด้วย ฮือ... แกคิดดูสิ ฉันจะไปเอาไอเดียจิตวิญญาณบ้าบออะไรมาจากไหนในเวลาแค่นี้เล่า!"
พิมพ์ชนกหัวesเบาๆ อย่างขบขัน ก่อนจะลูบหลังปลอบใจเพื่อนรัก "เอาน่าแก คนสวยใจเย็นๆ ปกติยัยคุณวีเขาก็เป็นเพอร์เฟกต์ชันนิสต์ตัวแม่แบบนี้อยู่แล้วป่ะวะ โปรเจกต์โรงแรมนี้สำคัญกับบริษัทจะตาย เขาก็ต้องเคี่ยวเป็นธรรมดา"
"แต่นี่มันเกินไปป่ะแก!" รณิดาเงยหน้าขึ้นมาทำหน้ามู่ทู่ "ฉันเดิมพันศักดิ์ศรีไว้แล้วด้วย ถ้าทำไม่ได้ตามโจทย์ ฉันต้องก้มกราบแล้วไสหัวออกจากโปรเจกต์นี้เลยนะเว้ย"
"หูย... เล่นของสูงซะด้วย ระวังจะตกหลุมพรางเขาเข้าสักวันนะจ๊ะเพื่อนรัก" พิมพ์ชนกแซวพร้อมกับส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ "เอาน่า ไหนๆ ก็ไหนๆ ละ มาช่วยกันระดมสมองดีกว่า แกอยากได้แนวไหนล่ะ ลองเล่าให้ฉันฟังซิ"
ทั้งสองคนช่วยกันกางแปลนและถกเถียงกันเรื่องไอเดียการออกแบบอยู่ร่วมสองชั่วโมง จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปเกือบเที่ยงคืน ไฟในสำนักงานส่วนใหญ่เริ่มทยอยดับลง เหลือเพียงโซนห้องทำงานของรณิดาที่ยังคงสว่างไสว
"อื้อหือ... ไอเดียนี้เริ่มเข้าท่าแฮะแก ผสมผสานความเป็นโคโลเนียลกับความมินิมอลร่วมสมัย น่าจะตอบโจทย์ความ ‘มีจิตวิญญาณ’ ของยัยบอสได้อยู่" พิมพ์ชนกพยักหน้าเห็นด้วยกับร่างเส้นสุดท้ายบนแท็บเล็ต "เอาล่ะ ฉันง่วงจนตาจะปิดละ แกก็รีบเคลียร์แล้วกลับไปนอนซะนะ อย่าหักโหมเกินไปล่ะ เดี๋ยวหน้าแก่ก่อนจะได้แก้แค้นคุณวี"
"อืม รู้แล้วแก กลับดีๆ ล่ะ" รณิดาโบกมือไล่เพื่อนสนิท พิมพ์ชนกพยักหน้ารับแล้วเดินถือกระเป๋าออกจากห้องไป
ความเงียบสงัดกลับมาเยือนห้องทำงานของรณิดาอีกครั้ง สถาปนิกสาวสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสมาธิ นิ้วเรียวจรดลงบนหน้าจอแท็บเล็ตเพื่อลงรายละเอียดในส่วนของโครงสร้างอาคารต่อ ทว่าในจังหวะที่เธอกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่นั้น...
ประโยคคำพูดของปานระวีตอนช่วงบ่ายก็ลอยเข้ามาในหัว *‘ถ้าคุณมั่นใจว่างานของคุณดีพอ... ก็แก้แบบเซ็ตนี้ใหม่ทั้งหมด ส่งให้ฉันดูอีกครั้งบนโต๊ะนี้... ภายใน 48 ชั่วโมงค่ะ’*
รณิดาส่ายหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป แล้วเงยหน้าขึ้นเพื่อจะหยิบแก้วกาแฟที่พิมพ์ชนกซื้อมาให้ ทว่าทันทีที่เธอดื่มกาแฟเข้าไปอึกใหญ่ สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นเงาร่างระหงของใครบางคนยืนพิงกรอบประตูกระจกที่เปิดแง้มไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
หัวใจของรณิดากระตุกวูบ เมื่อพบว่าเจ้าของร่างนั้นไม่ใช่ใครอื่น... แต่คือปานระวี ประธานสาวที่ควรจะกลับบ้านไปตั้งแต่หัวค่ำแล้ว
ปานระวียืนกอดอกมองเธอด้วยสายตาคู่คมที่อ่านไม่ออก แสงไฟสลัวจากด้านนอกส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของอีกฝ่ายจนดูงดงามราวกับภาพวาด ทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับเยือกเย็นและน่าเกรงขามจนรณิดาต้องกลืนน้ำลายฝืดคอ
"ดึกป่านนี้แล้ว... ยังไม่กลับบ้านอีกเหรอคะ" ปานระวีเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน น้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าฟังแต่ทรงพลังจนรณิดาต้องสะดุ้ง
"คะ... คุณวี มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะเนี่ย แล้วเข้ามาได้ยังไง ประตูไม่ได้ล็อกเหรอ" รณิดาลุกขึ้นยืนโดยอัตโนมัติ หัวใจเต้นรัวระรัวไม่เป็นจังหวะอย่างน่าประหลาด
"ฉันแค่เดินตรวจความเรียบร้อย แล้วเห็นไฟในห้องนี้ยังเปิดอยู่..." ปานระวีค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานทีละน้อย ทุกย่างก้าวที่เข้ามาทำเอารณิดารู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวเบาบางลงเรื่อยๆ "อีกอย่าง... ฉันแค่อยากจะมาดูความคืบหน้าของ ‘ผู้ท้าชิง’ ว่าไปถึงไหนแล้ว..."
ร่างสูงหยุดยืนห่างจากโต๊ะทำงานเพียงก้าวเดียว นัยน์ตาสีนิลคู่สวยกวาดมองหน้าจอแท็บเล็ตที่แสดงผลงานออกแบบเซ็ตใหม่ ก่อนจะเงยขึ้นมาสบตากับรณิดาตรงๆ รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากทำเอาสถาปนิกสาวหัวใจหล่นไปตาตุ่ม
"ดูเหมือนว่า... คุณจะตั้งใจทำมันมากเลยสินะคะ รณิดา"
[กลิ่นลิลลี่สีขาวขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามความฟินและร่วมลุ้นไปกับความสัมพันธ์ของพวกเขานะคะ]
สถาปนิกสาวกับคุณบอสสายดุ: ใครจะยอมแพ้ก่อนกัน?•ตอนที่ 5
คำท้าทายในคืนวันจันทร์
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสาวกับคุณบอสสายดุ: ใครจะยอมแพ้ก่อนกัน? นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!