สถาปนิกสาวกับคุณบอสสายดุ: ใครจะยอมแพ้ก่อนกัน?•ตอนที่ 15

กฎเหล็ก 3 ข้อในห้องพักเตียงเดี่ยวคู่

ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
เสียงแกร็กของกลอนประตูที่ถูกปลดล็อกทำเอารณิดาแทบหยุดหายใจ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก สมองที่ปกติประมวลผลแปลนอาคารได้อย่างรวดเร็วกลับว่างเปล่าในเสี้ยววินาที “ซวยแล้ว...” เธอพึมพำกับความมืดในห้องพักโรงแรมแรมหรูที่ไฟยังไม่ทันเปิด ร่างเพรียวบางภายใต้ชุดสูทสถาปนิกยับยู่ยี่หันรีหันขวาง มองหาทางหนีทีไล่ ทว่าพื้นที่ห้องสวีทนี้กลับมีทางออกเพียงประตูเดียวที่เวลานี้... ปานระวี ประธานสาวสายดุผู้กุมชะตากรรมงานออกแบบโปรเจกต์ใหญ่กำลังผลักมันเข้ามาพร้อมร่างสูงระหงที่ส่งกลิ่นน้ำหอมกลิ่นวานิลลาเจือความเย็นชาคุ้นเคย พรึบ! แสงไฟจากโถงทางเดินสาดเข้ามาทาบทับร่างทั้งสอง ก่อนที่นิ้วเรียวของปานระวีจะกดสวิตช์ไฟผนังจนสว่างวาบ รณิดายืนแข็งทื่ออยู่ข้างเตียงนอนขนาดคิงไซส์ราวกับนักโทษที่ถูกจับได้คาหนังคาเขา “คิดจะหนีประชุมสรุปแบบนี้... มันวิสัยของหัวหน้าทีมสถาปนิกมืออาชีพเหรอคะ คุณรณิดา” เสียงทุ้มต่ำติดจะเยارหยันดังขึ้นทันทีที่ดวงตาคู่คมกริบกวาดสำรวจสภาพห้อง ปานระวีหรี่ตามองสถาปนิกสาวที่ยืนหลังชนเตียงนอน ใบหน้าเนียนใสขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความร้อนรน รอยยิ้มมุมปากของท่านประธานปรากฏขึ้นเพียงนิด—รอยยิ้มที่รณิดาลงความเห็นว่า ‘น่าหมั่นไส้ที่สุดในสามโลก’ “ใครหนีคะคุณวี!” รณิดาเชิดหน้าขึ้นกลบเกลื่อนความพิรุธ สองมือไขว้ไว้ด้านหลังโดยไม่รู้ตัว “ฉันแค่... เดินมาสำรวจมุมมองแสงของห้องนี้ต่างหาก ในฐานะสถาปนิก ฉันต้องใส่ใจทุกรายละเอียดนะคะ ไม่เหมือนคนบางคนที่เอาแต่จ้องจะจับผิดคนอื่นหรอกค่ะ” ปานระวีไม่ตอบทันที ร่างสูงก้าวเข้ามาในห้องช้าๆ เสียงส้นสูงกระทบพื้นพรมดังเป็นจังหวะ ราวกับเสียงนาฬิกาจับเวลาที่กำลังบีบหัวใจคนฟังให้เต้นระส่ำทีละน้อย ทุกย่างก้าวที่ประธานสาวขยับเข้าใกล้ รณิดาต้องถอยหลังทีละก้าว จนกระทั่งสะโพกงอนไปชนเข้ากับขอบเตียงนอนนุ่มนวลอย่างเลี่ยงไม่ได้ “สำรวจแสงเหรอคะ?” ปานระวีหยุดยืนห่างจากเธอเพียงคืบ กลิ่นหอมสะอาดและเย้ายวนใจลอยวนอยู่รอบตัว “มืดตึ๊ดตื๋อขนาดนี้... คุณใช้ตาหรือใช้ความกลัวสำรวจกันแน่คะ” “ฉันไม่ได้กลัว!” รณิดาเถียงเสียงแข็ง ทั้งที่หัวใจดวงน้อยเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน “แล้วก็กรุณาถอยไปห่างๆ ด้วยค่ะ พื้นที่ตรงนี้มัน... แคบเกินกว่าที่เราจะยืนหายใจร่วมกันนะ” “แคบเหรอคะ?” ปานระวีทวนคำ ปรายตามองเตียงนอนกว้างขวางด้านหลังรณิดาก่อนจะเงยหน้าสบตาคู่สวย “แปลกจัง ฉันกลับรู้สึกว่า... มันกว้างพอที่เราจะต้องมาตกลง ‘กติกา’ อะไรบางอย่างให้ชัดเจนเสียที” กติกา? รณิดาขมวดคิ้วยุ่ง รู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก “กติกาอะไรของคุณอีกคะ งานก็เคลียร์ไปหมดแล้ว สัญญาก็เซ็นแล้ว ฉันหมดหน้าที่ต้องมารับฟังคำสั่งอะไรของคุณนอกเวลางานแล้วนะคะ” ปานระวีไม่ยอมถอยหนี กลับเอื้อมมือข้างหนึ่งไปทาบกับผนังห้องเหนือศีรษะของรณิดา กักขังร่างบางไว้ในวงแขนอย่างสมบูรณ์แบบ ท่าทางคุกคามแบบแนบเนียนนี้ทำเอารณิดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ใบหน้าสวยคมของท่านประธานโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ใกล้แค่เอื้อม “ในฐานะที่ห้องพักคราวนี้เกิดความผิดพลาดจากฝ่ายจัดซื้อ... ทำให้เราสองคนต้อง ‘จำเป็น’ มานอนร่วมห้องเดียวกันในทริปนี้” ปานระวีเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงแววตากรุ้มกริ่มที่รณิดาไม่เคยเห็นมาก่อน “เพื่อความสงบสุขของดิฉัน และเพื่อป้องกันไม่ให้คุณแอบหนีกลับกรุงเทพฯ ตอนตีสาม... ฉันจึงต้องตั้ง ‘กฎเหล็ก 3 ข้อ’ ขึ้นมาค่ะ” รณิดาเบิกตากว้าง พยายามเบี่ยงหน้าหนีระยะห่างอันตรายนี้แต่ก็ทำไม่ได้ “คุณไม่มีสิทธิ์มาออกกฎบ้าๆ กับฉันนะ!” “มีสิทธิ์ค่ะ เพราะฉันเป็นเจ้านาย... และเป็นเจ้าของโปรเจกต์” ปานระวีลอยหน้าลอยตาตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน ก่อนจะชูนิ้วเรียวขึ้นมาทีละนิ้ว “ฟังให้ดีนะคะ รณิดา” “ฮึ! ว่ามาเลยค่ะ อยากจะออกกฎเผด็จการอะไรนักหนาเชียว” สถาปนิกสาวเชิดหน้าท้าทาย แม้ในใจจะเริ่มหวั่นไหวกับเงาสะท้อนในดวงตาคู่สวยของอีกฝ่าย “ข้อแรก...” ปานระวีเว้นจังหวะเล็กน้อย สายตาดุดันเปลี่ยนเป็นพินิจพิเคราะห์ไล่จากดวงตาคู่สวยริมฝีปากอิ่มที่เม้มเข้าหากันแน่น “ห้ามล็อกประตูห้องน้ำขณะอาบน้ำ... เผื่อกรณีฉุกเฉินที่คุณอาจจะลื่นล้มหัวฟาดพื้น ฉันจะได้เข้าไปช่วยทัน” “บ้าหรือเปล่า! ใครจะไปยอมทำตามข้อนี้กันคะ นั่นมันละเมิดสิทธิส่วนบุคคลชัดๆ!” รณิดาโวยวายหน้าแดงก่ำ ลามไปจนถึงใบหู “ข้อสอง...” ปานระวีทำเป็นหูทวนลม เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนฝันแต่น่าหมั่นไส้ “ห้ามใช้หมอนเกินสองใบ และห้ามพยายามเขยิบพื้นที่นอนล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางเตียงเดี่ยวคู่... เอ้ย เตียงคิงไซส์นี้เด็ดขาด เพราะฉันเป็นคนนอนดิ้นน้อย แต่ถ้าคุณดิ้นมาโดนตัวฉัน... ฉันจะไม่รับประกันความปลอดภัยนะคะ” “คุณวี! นี่คุณแกล้งฉันเหรอคะ เตียงตั้งกว้างทำไมต้องมาแบ่งเส้นสมมติอะไรบ้าบอด้วย!” รณิดาเริ่มโวยวายเสียงดังขึ้น มือเรียวพยายามดันไหล่ลาดของอีกฝ่ายให้ออกห่าง แต่ปานระวีกลับนิ่งราวกับรูปปั้นหินอ่อน แถมยังขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิมจนหน้าอกแนบชิด “และข้อสุดท้าย... ข้อที่สำคัญที่สุดค่ะ” ปานระวีโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบชิดริมใบหูของคนตัวเล็ก เสียงกระซิบพร่าต่ำทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งร่าง “ห้าม... ทำตัวน่ารักเกินความจำเป็น เวลาที่เราต้องคุยงานกันสองต่อสองแบบนี้” กึก! รณิดารู้สึกเหมือนสมองหยุดทำงานไปชั่วขณะ ลมหายใจสะดุดกึก ดวงตากลมโตหันขวับมาสบตากับคนพูดที่เวลานี้ส่งยิ้มเจ้าเล่ห์มาให้ รอยยิ้มที่ไม่มีคราบความเย็นชาของท่านประธานหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความคลั่งรักแบบเงียบเชียบที่ซ่อนอยู่ภายใต้ดวงตาคู่นั้น “คุณ... พูดอะไรของคุณเนี่ย ใครทำตัวน่ารักไม่ทราบ!” รณิดาเสียงสั่นโดยไม่ตั้งใจ พยายามซ่อนความเขินอายไว้ภายใต้ความเกรี้ยวกราด “ก็คุณนั่นแหละค่ะ...” ปานระวีเอื้อมมืออีกข้างที่ว่างอยู่ ปัดปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มเนียนของรณิดาทัดหูอย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นจัดจากปลายนิ้วเรียวทำเอารณิดาสั่นสะท้านราวกับโดนกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ แล่นผ่าน “ปากบอกว่าเกลียดฉันนักหนา แต่เวลากลัว... มือของคุณก็มักจะมาคว้าชายเสื้อสูทฉันไว้ทุกทีสิน่า” รณิดาก้มมองมือตัวเองที่กำชายเสื้อสูทของปานระวีแน่นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีจนแทบจะระเบิด เธอยังไม่ทันได้อ้าปากเถียงคำใด ปานระวีก็ขยับใบหน้าเข้ามาใกล้จนริมฝีปากหยักสวยอยู่ห่างจากริมฝีปากเธอนิดเดียวเท่านั้น ดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องมองลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ สะกดให้รณิดานิ่งค้าง เผลอเผยริมฝีปากออกน้อยๆ อย่างลืมตัว บรรยากาศในห้องสวีทเงียบงันลงทันตา เหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวเป็นจังหวะเดียวกัน ปานระวีชะลอการเคลื่อนไหว ปลายนิ้วที่แตะแก้มเนียนลูบไล้ลงมาที่คางมนเบาๆ ราวกับกำลังขออนุญาตกลายๆ ทว่า— ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! เสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหวที่ด้านนอก ขัดจังหวะความเป็นไปทุกอย่างในห้องพอดิบพอดี พร้อมกับเสียงใสแจ๋วของเพื่อนสนิทที่ตะโกนเข้ามาเสียงดังลั่น “ยัยนิดa! แกอยู่ในนั้นไหมวะ เปิดประตูให้ฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ! ฉันรู้ว่าแกอยู่ในห้องเดียวกับบอสสายดุคนนั้น เปิดเดี๋ยวนี้เลย ยัยเพื่อนทรยศ!” รณิดาสดุ้งสุดตัวราวกับถูกผีอำ ใบหน้าที่แดงก่ำอยู่แล้วยิ่งร้อนผ่าวจนแทบไหม้ เธอดันอกปานระวีเต็มแรงจนท่านประธานสาวเซถอยหลังไปสองก้าว ปานระวีขมวดคิ้วมุ่นด้วยความขัดเคืองอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคมกริบตวัดมองไปทางประตูห้องด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะสำคัญ ก่อนจะหันกลับมามองสถาปนิกสาวที่ยืนหอบหายใจโยนความสนใจไปที่อื่น “ดูเหมือนว่า ‘กฎข้อที่สี่’ จะต้องเพิ่มเข้าไปเสียแล้วล่ะค่ะ...” ปานระวีเอ่ยเสียงกระซิบลอดไรฟันด้วยความเสียดาย รณิดายังไม่ทันได้ถามว่ากฎข้อที่สี่คืออะไร ปานระวีก็หมุนตัวเดินไปที่ประตูห้องแล้วกระชากเปิดออกด้วยใบหน้าบึ้งตึงสุดขีด— และภาพที่ปรากฏตรงหน้า ทำเอาทั้งปานระวีและรณิดาต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด! --- *(ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะมาร่วมลุ้นและฟินไปกับความดุแต่คลั่งรักของคุณบอสกับยัยสถาปนิกตัวแสบของเรานะคะ ไว้พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!)* — กลิ่นลิลลี่สีขาว
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสาวกับคุณบอสสายดุ: ใครจะยอมแพ้ก่อนกัน? นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%