สถาปนิกสาวกับคุณบอสสายดุ: ใครจะยอมแพ้ก่อนกัน?•ตอนที่ 16

เสียงฝนกับความลับในใจ

ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
พรึบ! เสียงหม้อแปลงไฟฟ้าหน้าสำนักงานใหญ่ระเบิดดังสนั่น ตามมาด้วยความมืดสนิทที่กลืนกินห้องทำงานกระจกใสชั้นสี่สิบแปดในเสี้ยววินาที แสงไฟนีออนระยิบระยับของกรุงเทพมหานครยามค่ำคืนถูกตัดขาด เหลือเพียงความเวิ้งว้างของตึกสูงที่ถูกห่อหุ้มด้วยม่านฝนกระหน่ำซัดสาดเข้าใส่กระจกหน้าต่างราวกับเสียงกลองศึก รณิดาสบถเบาๆ ในลำคอ มือเรียวที่กำลังง่วนอยู่กับการร่างแบบแปลนรีสอร์ทโปรเจกต์ใหญ่หยุดชะงัก หน้าจอไอแพดดับวูบลงพร้อมกับงานสามชั่วโมงที่ยังไม่ได้กดเซฟ "ให้ตายสิ บ้าจริง..." เสียงถอนหายใจหนักหน่วงดังขึ้นจากมุมห้อง ปานระวีในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มขยับตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้หนังแท้ ประธานสาวผู้เพอร์เฟกต์ในทุกกระเบียดนิ้วขมวดคิ้วมุ่นยามมองความมืดมัวรอบตัว ท่ามกลางบรรยากาศที่เปลี่ยนจากห้องทำงานเคร่งเครียดให้กลายเป็นพื้นที่ปิดตายที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายความอึดอัดและชวนใจสั่น "ไฟดับทั้งตึกค่ะคุณนิดา ระบบสำรองฉุกเฉินคงมีปัญหาทางเทคนิค ฝ่ายอาคารกำลังเร่งจัดการอยู่" เสียงเรียบๆ ของปานระวีดังขึ้นในความมืด ฟังดูเยือกเย็นตามเคย แต่หากตั้งใจฟังให้ดี จะจับจังหวะความหอบสะท้านเล็กน้อยในน้ำเสียงนั้นได้ "รู้ค่ะ ฉันไม่ได้ตาบอด..." รณิดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงห้วนจัดตามนิสัยเวลาหงุดหงิด เธอควานหามือถือในกระเป๋าเสื้อกาวน์สถาปนิก แต่พบเพียงหน้าจอดำสนิทเพราะแบตเตอรี่หมดเกลี้ยง "เวรเอ๊ย แบตดันมาหมดตอนนี้อีก" รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของคนเป็นเจ้านาย ทว่าในความมืด รณิดากลับมองไม่เห็นมัน ปานระวีสาวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานทีละน้อย เสียงส้นสูงกระทบพื้นพรมดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ สร้างแรงกดดันแปลกประหลาดจนสถาปนิกสาวต้องผถดตัวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว "คุณเดินมาทางนี้ทำไมคะ มืดจะตายอยู่แล้ว ระวังสะดุดโต๊ะนะคะคุณวี" "ฉันไม่ใช่เด็กๆ นะคะคุณรณิดา อีกอย่าง..." ปานระวีหยุดยืนอยู่ห่างจากโต๊ะเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบผสมไม้จันทน์หอมกรุ่นลอยแตะจมูก ท่ามกลางเสียงสายฝนที่โปรยปรายด้านนอก "ถึงจะมืด แต่ฉันก็จำทางเดินรอบตัวคุณได้ดีกว่าที่คุณคิดเสียอีกค่ะ" คำพูดนั้นกำกวมจนน่าประหลาด หัวใจดวงน้อยของรณิดากระตุกวูบอย่างแรง เธอเกลียดจังหวะแบบนี้ จังหวะที่อีกฝ่ายถอดคราบ "ท่านประธาน" จอมเผด็จการออก แล้วเหลือเพียงผู้หญิงสายตาคมกริบที่มักจะทำให้เธอเสียการทรงตัวทุกครั้งที่เข้าใกล้ พรึบ... แสงไฟฉุกเฉินสีส้มสลัวดวงเล็กบนเพดานสว่างวาบขึ้น มันฉายภาพใบหน้าของทั้งคู่ให้สว่างรำไรพอให้เห็นเค้าโครง ปานระวียืนประชิดโต๊ะร่างแบบ ร่างเพรียวโน้มตัวลงมาเล็กน้อยจนเส้นผมสีดำสนิทระต้นคอขาวผ่อง ดวงตากลมโตคู่คมจ้องมองรณิดานิ่งสนิทโดยไม่หลบสายตา "มองอะไรคะ หน้าฉันมีรอยหมึกติดอยู่หรือไง" รณิดาแสร้งทำเป็นเสมองไปทางกระจกที่หยาดฝนเกาะพราว เพื่อกลบเกลื่อนความวูบไหวในอก "เปล่าค่ะ แค่กำลังคิดว่า... ทำไมเวลาคุณหัวเสีย ถึงได้ดูดื้อรั้นจนน่าจับมาตีให้เข็ดเสียจริง" "คุณวี!" รณิดาหันขวับกลับมา ใบหน้าหวานงอง้ำด้วยความไม่พอใจ "ฉันไม่ใช่เด็กอนุบาลนะคะที่จะมาโดนคุณดุหรือจับตี พูดจาให้มันน้อยๆ หน่อยเถอะค่ะ" "แล้วทำไมฉันจะต้องพูดให้น้อยลงด้วยล่ะคะ ในเมื่อทุกครั้งที่คุณเถียง มันทำให้ฉันอยากฟังเสียงคุณมากกว่าเดิม" ไดอะล็อกเรียบง่ายแต่ทรงพลังนั้นทำเอารณิดาพูดไม่ออก เธอนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันแน่น ความร้อนผ่าวแล่นริ้วขึ้นมาบนพวงแก้มขาว ทั้งๆ ที่ห้องนี้แอร์กำลังเย็นเฉียบจากการที่ระบบยังทำงานบางส่วน แต่เธอกลับรู้สึกว่าอากาศรอบตัวมันเบาบางลงทุกที ปานระวีไม่ได้รุกไล่ต่อ ทว่าร่างสูงโปร่งกลับทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้โซฟาเบดริมหน้าต่างอย่างไร้พิธีรีตอง ดวงตาคู่สวยทอดมองสายฝนที่ยังคงกระหน่ำซัดสาดลงมาด้านล่าง บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นความเงียบงันที่เต็มไปด้วยร่องรอยของอดีต "คุณรู้ไหมคะ... ทำไมฉันถึงเลือกตึกนี้เป็นสำนักงานใหญ่" เสียงของปานระวีแผ่วเบาลง เจือความเศร้าสร้อยที่รณิดาไม่เคยได้ยินมาก่อนตลอดการทำงานร่วมกันมาหลายเดือน รณิดาขมวดคิ้ว ลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจเดินอ้อมโต๊ะไปทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอีกตัวที่อยู่ห่างออกไปพอสมควร "เพราะทำเลดี? หรือเพราะค่าเช่าถูกบ้าเลือดกันล่ะคะ ประธานงกอย่างคุณคงไม่พ้นเรื่องผลประโยชน์หรอก" ไม่มีเสียงหัวเราะเยาะกลับมาเช่นเคย ปานระวีเพียงแค่หันมามองด้วยแววตาสั่นไหววับหนึ่ง ก่อนจะเบนสายตาออกไปที่เดิม "เพราะตรงนี้... เคยเป็นที่ตั้งของบริษัทสถาปัตยกรรมเล็กๆ ของพ่อฉันค่ะ" รณิดาเบิกตากว้างเล็กน้อย ความดื้อรั้นในแววตาวับหายไป ถูกแทนที่ด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย "บริษัทของพ่อคุณเหรอคะ? หมายความว่า..." "ใช่ค่ะ" ปานระวีหลุบตาลงมองมือเรียวของตัวเองที่ประสานกันไว้บนตัก "เมื่อสิบปีก่อน ที่ดินตรงนี้เคยเป็นตึกแถวเก่าๆ พ่อฉันเป็นสถาปนิกที่เก่งมาก... เก่งจนยอมเอาชีวิตและบ้านทุกหลังค้ำประกันเพื่อโปรเจกต์ใหญ่โปรเจกต์แรกในชีวิต แต่สุดท้ายท่านก็โดนหักหลัง ถูกหุ้นส่วนโกงเงินจนหมดตัว และหัวใจวายเฉียบพลันคาโต๊ะทำงานในคืนที่ฝนตกหนักแบบนี้แหละค่ะ" เสียงสายฝนด้านนอกราวกับคำรามก้องขึ้นมาในความเงียบ รณิดานิ่งงัน หัวใจเต้นกระหน่ำด้วยความตกใจและเห็นอกเห็นใจอย่างประหลาด เธอไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน... ไม่เคยมีใครในวงการธุรกิจรู้ว่าเบื้องหลังอาณาจักรหมื่นล้านของปานระวี มีรอยแผลเป็นที่ลึกและเจ็บปวดขนาดนี้ซ่อนอยู่ "ฉัน... ฉันขอโทษนะคะ" รณิดาเอ่ยออกมาโดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวอ่อนลงจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ "ฉันไม่เคยรู้..." "คุณไม่จำเป็นต้องขอโทษหรอกค่ะนิดา" ปานระวีหันกลับมาสบตา น้ำตาคู่สวยเอ่อคลอหน่วยเล็กน้อยแต่ถูกกลั้นไว้ได้อย่างเด็ดเดี่ยว "ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันสร้างทุกอย่างขึ้นมาใหม่ด้วยความเย็นชา ฉันต้องเก่ง ต้องไร้ความปรานี เพื่อไม่ให้ใครหน้าไหนเหยียบย่ำครอบครัวเราได้อีก... จนกระทั่ง..." ปานระวีเว้นจังหวะ ดวงตาสคมกริบมองลึกเข้ามาในดวงตาของสถาปนิกสาว "จนกระทั่งคุณก้าวเข้ามาในชีวิตฉัน..." รณิดาลืมหายใจไปชั่วขณะ โลกทั้งใบราวกับหยุดหมุน เสียงฝนด้านนอกเงียบหายไปในโสตประสาท เหลือเพียงเสียงหัวใจของคนทั้งคู่ที่เต้นรัวระรัวจนแทบจะประสานเป็นจังหวะเดียวกัน "คุณทำให้ฉันจำได้ว่า... จริงๆ แล้ว ความสุขของการสร้างตึกสักหลัง หรือการมองเห็นใครสักคนยิ้มให้ผลงานของตัวเอง มันหน้าตาเป็นอย่างไร" ปานระวีขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด มือเรียวเอื้อมออกไปสัมผัสปอยผมที่ตกลงมาเคลียแก้มของรณิดาอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นอบอุ่นและสั่นเทาเล็กน้อย "คุณดื้อ รั้น และชอบเถียงฉัน... แต่แปลกนะคะ ที่ฉันกลับยอมคุณทุกที" รณิดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ปลายจมูกของทั้งคู่ห่างกันเพียงไม่กี่เซนติเมตร กลิ่นอายความเป็นตัวตนของปานระวีโอบล้อมเธอไว้จนดิ้นไม่หลุด ปากที่เคยไวและชอบเอาชนะตอนนี้กลับหนักอึ้งราวกับถูกตรึงไว้ด้วยมนต์สะกด "คุณวี... อย่าพูดแบบนี้..." รณิดาพึมพำเสียงสั่น หัวใจพองโตจนคับอก ความรู้สึกบางอย่างที่เธอพยายามปฏิเสธมาตลอดกำลังทะลักล้นออกมา "ทำไมล่ะคะนิดา หรือว่าหัวใจของคุณ... มันไม่ได้รู้สึกเหมือนกับที่ฉันกำลังรู้สึกอยู่ตอนนี้เลย" ปานระวีกระซิบชิดริมฝีปาก ความใกล้ชิดที่อันตรายทำให้รณิดาหลับตาลงด้วยความสั่นสะท้าน เธอเตรียมจะอ้าปากปฏิเสธกลบเกลื่อนความเขินอายตามสัญชาตญาณ ทว่า... แกร๊ก! เสียงบิดลูกบิดประตูห้องทำงานที่ควรจะล็อคสนิทดังขึ้นกะทันหัน พร้อมกับแสงไฟนีออนสว่างจ้าทั่วทั้งห้องที่กลับมาติดพรึบพร้อมกันอย่างไร้สัญญาณเตือน! ปานระวีและรณิดาผละออกจากกันอย่างรวดเร็วราวกับถูกไฟช็อต ใบหน้าของทั้งคู่แดงก่ำด้วยความตกใจ รณิดาลุกพรวดขึ้นยืนจนเกือบเซไปชนโต๊ะ ประตูห้องเปิดผางออก พร้อมกับร่างสูงโปรดของ "กรวีร์" คู่แข่งทางธุรกิจตัวฉกาจที่ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มกวนประสาทและเอกสารในมือ โดยมีสีหน้าตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นสภาพของคนทั้งคู่ที่ยืนหายใจหอบอยู่ใกล้กันเกินเหตุ "อุ๊ย... ผมเข้ามาขัดจังหวะอะไรสำคัญหรือเปล่าครับ ท่านประธาน... แล้วก็คุณสถาปนิกคนเก่ง?" กรวีร์เลิกคิ้วขึ้นสูง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้าคมคาย "ดูเหมือนผมจะมาผิดเวลาสินะครับเนี่ย" รณิดากัดริมฝีปากแน่นในขณะที่ปานระวีหันกลับไปเผชิญหน้ากับผู้มาใหม่ แววตาที่เพิ่งจะอ่อนโยนเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาเฉียบขาดในพริบตาเดียว บรรยากาศในห้องพลิกกลับมาคุกรุ่นและตึงเครียดขึ้นมาทันที กลิ่นลิลลี่สีขาวขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสาวกับคุณบอสสายดุ: ใครจะยอมแพ้ก่อนกัน? นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%