พรึบ!
เสียงหม้อแปลงไฟฟ้าหน้าสำนักงานใหญ่ระเบิดดังสนั่น ตามมาด้วยความมืดสนิทที่กลืนกินห้องทำงานกระจกใสชั้นสี่สิบแปดในเสี้ยววินาที แสงไฟนีออนระยิบระยับของกรุงเทพมหานครยามค่ำคืนถูกตัดขาด เหลือเพียงความเวิ้งว้างของตึกสูงที่ถูกห่อหุ้มด้วยม่านฝนกระหน่ำซัดสาดเข้าใส่กระจกหน้าต่างราวกับเสียงกลองศึก
รณิดาสบถเบาๆ ในลำคอ มือเรียวที่กำลังง่วนอยู่กับการร่างแบบแปลนรีสอร์ทโปรเจกต์ใหญ่หยุดชะงัก หน้าจอไอแพดดับวูบลงพร้อมกับงานสามชั่วโมงที่ยังไม่ได้กดเซฟ
"ให้ตายสิ บ้าจริง..."
เสียงถอนหายใจหนักหน่วงดังขึ้นจากมุมห้อง ปานระวีในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มขยับตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้หนังแท้ ประธานสาวผู้เพอร์เฟกต์ในทุกกระเบียดนิ้วขมวดคิ้วมุ่นยามมองความมืดมัวรอบตัว ท่ามกลางบรรยากาศที่เปลี่ยนจากห้องทำงานเคร่งเครียดให้กลายเป็นพื้นที่ปิดตายที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายความอึดอัดและชวนใจสั่น
"ไฟดับทั้งตึกค่ะคุณนิดา ระบบสำรองฉุกเฉินคงมีปัญหาทางเทคนิค ฝ่ายอาคารกำลังเร่งจัดการอยู่" เสียงเรียบๆ ของปานระวีดังขึ้นในความมืด ฟังดูเยือกเย็นตามเคย แต่หากตั้งใจฟังให้ดี จะจับจังหวะความหอบสะท้านเล็กน้อยในน้ำเสียงนั้นได้
"รู้ค่ะ ฉันไม่ได้ตาบอด..." รณิดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงห้วนจัดตามนิสัยเวลาหงุดหงิด เธอควานหามือถือในกระเป๋าเสื้อกาวน์สถาปนิก แต่พบเพียงหน้าจอดำสนิทเพราะแบตเตอรี่หมดเกลี้ยง "เวรเอ๊ย แบตดันมาหมดตอนนี้อีก"
รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของคนเป็นเจ้านาย ทว่าในความมืด รณิดากลับมองไม่เห็นมัน ปานระวีสาวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานทีละน้อย เสียงส้นสูงกระทบพื้นพรมดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ สร้างแรงกดดันแปลกประหลาดจนสถาปนิกสาวต้องผถดตัวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
"คุณเดินมาทางนี้ทำไมคะ มืดจะตายอยู่แล้ว ระวังสะดุดโต๊ะนะคะคุณวี"
"ฉันไม่ใช่เด็กๆ นะคะคุณรณิดา อีกอย่าง..." ปานระวีหยุดยืนอยู่ห่างจากโต๊ะเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบผสมไม้จันทน์หอมกรุ่นลอยแตะจมูก ท่ามกลางเสียงสายฝนที่โปรยปรายด้านนอก "ถึงจะมืด แต่ฉันก็จำทางเดินรอบตัวคุณได้ดีกว่าที่คุณคิดเสียอีกค่ะ"
คำพูดนั้นกำกวมจนน่าประหลาด หัวใจดวงน้อยของรณิดากระตุกวูบอย่างแรง เธอเกลียดจังหวะแบบนี้ จังหวะที่อีกฝ่ายถอดคราบ "ท่านประธาน" จอมเผด็จการออก แล้วเหลือเพียงผู้หญิงสายตาคมกริบที่มักจะทำให้เธอเสียการทรงตัวทุกครั้งที่เข้าใกล้
พรึบ... แสงไฟฉุกเฉินสีส้มสลัวดวงเล็กบนเพดานสว่างวาบขึ้น มันฉายภาพใบหน้าของทั้งคู่ให้สว่างรำไรพอให้เห็นเค้าโครง ปานระวียืนประชิดโต๊ะร่างแบบ ร่างเพรียวโน้มตัวลงมาเล็กน้อยจนเส้นผมสีดำสนิทระต้นคอขาวผ่อง ดวงตากลมโตคู่คมจ้องมองรณิดานิ่งสนิทโดยไม่หลบสายตา
"มองอะไรคะ หน้าฉันมีรอยหมึกติดอยู่หรือไง" รณิดาแสร้งทำเป็นเสมองไปทางกระจกที่หยาดฝนเกาะพราว เพื่อกลบเกลื่อนความวูบไหวในอก
"เปล่าค่ะ แค่กำลังคิดว่า... ทำไมเวลาคุณหัวเสีย ถึงได้ดูดื้อรั้นจนน่าจับมาตีให้เข็ดเสียจริง"
"คุณวี!" รณิดาหันขวับกลับมา ใบหน้าหวานงอง้ำด้วยความไม่พอใจ "ฉันไม่ใช่เด็กอนุบาลนะคะที่จะมาโดนคุณดุหรือจับตี พูดจาให้มันน้อยๆ หน่อยเถอะค่ะ"
"แล้วทำไมฉันจะต้องพูดให้น้อยลงด้วยล่ะคะ ในเมื่อทุกครั้งที่คุณเถียง มันทำให้ฉันอยากฟังเสียงคุณมากกว่าเดิม"
ไดอะล็อกเรียบง่ายแต่ทรงพลังนั้นทำเอารณิดาพูดไม่ออก เธอนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันแน่น ความร้อนผ่าวแล่นริ้วขึ้นมาบนพวงแก้มขาว ทั้งๆ ที่ห้องนี้แอร์กำลังเย็นเฉียบจากการที่ระบบยังทำงานบางส่วน แต่เธอกลับรู้สึกว่าอากาศรอบตัวมันเบาบางลงทุกที
ปานระวีไม่ได้รุกไล่ต่อ ทว่าร่างสูงโปร่งกลับทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้โซฟาเบดริมหน้าต่างอย่างไร้พิธีรีตอง ดวงตาคู่สวยทอดมองสายฝนที่ยังคงกระหน่ำซัดสาดลงมาด้านล่าง บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นความเงียบงันที่เต็มไปด้วยร่องรอยของอดีต
"คุณรู้ไหมคะ... ทำไมฉันถึงเลือกตึกนี้เป็นสำนักงานใหญ่" เสียงของปานระวีแผ่วเบาลง เจือความเศร้าสร้อยที่รณิดาไม่เคยได้ยินมาก่อนตลอดการทำงานร่วมกันมาหลายเดือน
รณิดาขมวดคิ้ว ลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจเดินอ้อมโต๊ะไปทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอีกตัวที่อยู่ห่างออกไปพอสมควร "เพราะทำเลดี? หรือเพราะค่าเช่าถูกบ้าเลือดกันล่ะคะ ประธานงกอย่างคุณคงไม่พ้นเรื่องผลประโยชน์หรอก"
ไม่มีเสียงหัวเราะเยาะกลับมาเช่นเคย ปานระวีเพียงแค่หันมามองด้วยแววตาสั่นไหววับหนึ่ง ก่อนจะเบนสายตาออกไปที่เดิม
"เพราะตรงนี้... เคยเป็นที่ตั้งของบริษัทสถาปัตยกรรมเล็กๆ ของพ่อฉันค่ะ"
รณิดาเบิกตากว้างเล็กน้อย ความดื้อรั้นในแววตาวับหายไป ถูกแทนที่ด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย
"บริษัทของพ่อคุณเหรอคะ? หมายความว่า..."
"ใช่ค่ะ" ปานระวีหลุบตาลงมองมือเรียวของตัวเองที่ประสานกันไว้บนตัก "เมื่อสิบปีก่อน ที่ดินตรงนี้เคยเป็นตึกแถวเก่าๆ พ่อฉันเป็นสถาปนิกที่เก่งมาก... เก่งจนยอมเอาชีวิตและบ้านทุกหลังค้ำประกันเพื่อโปรเจกต์ใหญ่โปรเจกต์แรกในชีวิต แต่สุดท้ายท่านก็โดนหักหลัง ถูกหุ้นส่วนโกงเงินจนหมดตัว และหัวใจวายเฉียบพลันคาโต๊ะทำงานในคืนที่ฝนตกหนักแบบนี้แหละค่ะ"
เสียงสายฝนด้านนอกราวกับคำรามก้องขึ้นมาในความเงียบ รณิดานิ่งงัน หัวใจเต้นกระหน่ำด้วยความตกใจและเห็นอกเห็นใจอย่างประหลาด เธอไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน... ไม่เคยมีใครในวงการธุรกิจรู้ว่าเบื้องหลังอาณาจักรหมื่นล้านของปานระวี มีรอยแผลเป็นที่ลึกและเจ็บปวดขนาดนี้ซ่อนอยู่
"ฉัน... ฉันขอโทษนะคะ" รณิดาเอ่ยออกมาโดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวอ่อนลงจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ "ฉันไม่เคยรู้..."
"คุณไม่จำเป็นต้องขอโทษหรอกค่ะนิดา" ปานระวีหันกลับมาสบตา น้ำตาคู่สวยเอ่อคลอหน่วยเล็กน้อยแต่ถูกกลั้นไว้ได้อย่างเด็ดเดี่ยว "ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันสร้างทุกอย่างขึ้นมาใหม่ด้วยความเย็นชา ฉันต้องเก่ง ต้องไร้ความปรานี เพื่อไม่ให้ใครหน้าไหนเหยียบย่ำครอบครัวเราได้อีก... จนกระทั่ง..."
ปานระวีเว้นจังหวะ ดวงตาสคมกริบมองลึกเข้ามาในดวงตาของสถาปนิกสาว
"จนกระทั่งคุณก้าวเข้ามาในชีวิตฉัน..."
รณิดาลืมหายใจไปชั่วขณะ โลกทั้งใบราวกับหยุดหมุน เสียงฝนด้านนอกเงียบหายไปในโสตประสาท เหลือเพียงเสียงหัวใจของคนทั้งคู่ที่เต้นรัวระรัวจนแทบจะประสานเป็นจังหวะเดียวกัน
"คุณทำให้ฉันจำได้ว่า... จริงๆ แล้ว ความสุขของการสร้างตึกสักหลัง หรือการมองเห็นใครสักคนยิ้มให้ผลงานของตัวเอง มันหน้าตาเป็นอย่างไร" ปานระวีขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด มือเรียวเอื้อมออกไปสัมผัสปอยผมที่ตกลงมาเคลียแก้มของรณิดาอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นอบอุ่นและสั่นเทาเล็กน้อย "คุณดื้อ รั้น และชอบเถียงฉัน... แต่แปลกนะคะ ที่ฉันกลับยอมคุณทุกที"
รณิดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ปลายจมูกของทั้งคู่ห่างกันเพียงไม่กี่เซนติเมตร กลิ่นอายความเป็นตัวตนของปานระวีโอบล้อมเธอไว้จนดิ้นไม่หลุด ปากที่เคยไวและชอบเอาชนะตอนนี้กลับหนักอึ้งราวกับถูกตรึงไว้ด้วยมนต์สะกด
"คุณวี... อย่าพูดแบบนี้..." รณิดาพึมพำเสียงสั่น หัวใจพองโตจนคับอก ความรู้สึกบางอย่างที่เธอพยายามปฏิเสธมาตลอดกำลังทะลักล้นออกมา
"ทำไมล่ะคะนิดา หรือว่าหัวใจของคุณ... มันไม่ได้รู้สึกเหมือนกับที่ฉันกำลังรู้สึกอยู่ตอนนี้เลย"
ปานระวีกระซิบชิดริมฝีปาก ความใกล้ชิดที่อันตรายทำให้รณิดาหลับตาลงด้วยความสั่นสะท้าน เธอเตรียมจะอ้าปากปฏิเสธกลบเกลื่อนความเขินอายตามสัญชาตญาณ
ทว่า...
แกร๊ก!
เสียงบิดลูกบิดประตูห้องทำงานที่ควรจะล็อคสนิทดังขึ้นกะทันหัน พร้อมกับแสงไฟนีออนสว่างจ้าทั่วทั้งห้องที่กลับมาติดพรึบพร้อมกันอย่างไร้สัญญาณเตือน!
ปานระวีและรณิดาผละออกจากกันอย่างรวดเร็วราวกับถูกไฟช็อต ใบหน้าของทั้งคู่แดงก่ำด้วยความตกใจ รณิดาลุกพรวดขึ้นยืนจนเกือบเซไปชนโต๊ะ
ประตูห้องเปิดผางออก พร้อมกับร่างสูงโปรดของ "กรวีร์" คู่แข่งทางธุรกิจตัวฉกาจที่ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มกวนประสาทและเอกสารในมือ โดยมีสีหน้าตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นสภาพของคนทั้งคู่ที่ยืนหายใจหอบอยู่ใกล้กันเกินเหตุ
"อุ๊ย... ผมเข้ามาขัดจังหวะอะไรสำคัญหรือเปล่าครับ ท่านประธาน... แล้วก็คุณสถาปนิกคนเก่ง?" กรวีร์เลิกคิ้วขึ้นสูง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้าคมคาย "ดูเหมือนผมจะมาผิดเวลาสินะครับเนี่ย"
รณิดากัดริมฝีปากแน่นในขณะที่ปานระวีหันกลับไปเผชิญหน้ากับผู้มาใหม่ แววตาที่เพิ่งจะอ่อนโยนเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาเฉียบขาดในพริบตาเดียว บรรยากาศในห้องพลิกกลับมาคุกรุ่นและตึงเครียดขึ้นมาทันที
กลิ่นลิลลี่สีขาวขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!
สถาปนิกสาวกับคุณบอสสายดุ: ใครจะยอมแพ้ก่อนกัน?•ตอนที่ 16
เสียงฝนกับความลับในใจ
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสาวกับคุณบอสสายดุ: ใครจะยอมแพ้ก่อนกัน? นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!