“กาแฟแก้วนี้... ฉันไม่ได้สั่งนะคะ คุณรณิดา”
น้ำเสียงเรียบนิ่งที่ติดจะเยียบเย็นนิดๆ ดังขึ้นเหนือศีรษะ พร้อมกับกลิ่นหอมสะอาดของน้ำหอมกลิ่นกุหลาบขาวปนไอริสที่คุ้นจมูก รณิดาที่กำลังก้มหน้าก้มตาตรวจแบบแปลนโครงสร้าง 3 มิติบนหน้าจอแท็บเล็ตสะดุ้งสุดตัว เผลอปัดปลายปากกาสไตลัสหลุดมือตกลงกระทบพื้นเสียงดังลั่น
เธอเงยหน้าขึ้นขวับ สบเข้ากับดวงตาสีดำสนิทที่มักจะซ่อนความดุดันเอาไว้ภายใต้กรอบแว่นสายตาดีไซน์เรียบหรูของปานระวี ท่านประธานสาวพราวเสน่ห์ยืนกอดอกอยู่ข้างโต๊ะทำงาน ท่าทางและรัศมีกดดันรอบตัวทำให้พนักงานคนอื่นในแผนกสถาปนิกต่างพากันแกล้งก้มหน้าก้มตาทำงานกันจนแทบจะเอาคางชิดจอคอมพิวเตอร์
“อ้าว... ท่านประธานตรวจงานไกลถึงชั้นครีเอทีฟเลยเหรอคะ นึกว่าช่วงนี้จะยุ่งอยู่กับการเคลียร์ดีลโปรเจกต์ใหญ่กับทางคุณกรณ์เสียอีก” รณิดาไหวไหล่เบาๆ ปรับสีหน้าให้เป็นปกติอย่างรวดเร็ว แม้หัวใจจะเต้นรัวผิดจังหวะด้วยความตกใจเมื่อครู่ก็ตาม
“ถ้าฉันไม่ลงมาดูด้วยตัวเอง ก็คงไม่ได้ยินข่าวลือหนาหูที่พวกพนักงานเขาเม้าท์กันสนุกปากหรอกค่ะ” ปานระวีปรายตามองแก้วกาแฟลาเต้ร้อนที่มีลายลาเต้อาร์ตเป็นรูปหัวใจเบี้ยวๆ ซึ่งวางอยู่บนโต๊ะของสถาปนิกสาว “โดยเฉพาะเรื่องที่ว่า... สถาปนิกตัวแสบแถวนี้ กำลังใช้อภิสิทธิ์พิเศษในการปีนเกลียวท่านประธานถึงห้องทำงานส่วนตัวทุกเที่ยง”
รณิดาแค่นหัวเราะในลำคอ ปิดแท็บเล็ตเสียงดังฉับก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ประชดประชันด้วยการก้าวเข้าไปประชิดตัวอีกฝ่ายทีละนิดจนปานระวีต้องเป็นฝ่ายถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ
“โอ๊ะ! ข่าวลือก็คือข่าวลือนะคะคุณวี... หรือว่าท่านประธานร้อนตัวอะไรหรือเปล่าคะ ถึงได้รีบแจ้นลงมาเคลียร์ด้วยตัวเองแบบนี้?” รณิดากระซิบเสียงเบา มีเพียงคนตรงหน้าเท่านั้นที่ได้ยิน ดวงตากลมโตพราวระยับด้วยความท้าทาย “อีกอย่าง กาแฟแก้วนั้นฉันไม่ได้สั่งให้คุณสักหน่อย ฉันสั่งให้ตัวเองต่างหากค่ะ แค่... บังเอิญสั่งมาเกินแก้วเดียวเอง”
“เกิน?” ปานระวีเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง สายตาคมกริบกวาดมองรณิดาตั้งแต่หัวจรดเท้า “แต่บาริสต้าบอกว่าคุณสั่งเมนูเอสเพรสโซ่ช็อตเข้มข้นพิเศษ... ไม่ใช่ลาเต้หวานเจี๊ยบแก้วนี้”
“เอ่อ... คือว่า...” รณิดาชะงักไปชั่วขณะ สมองหมุนจี๋หาข้อแก้ตัวแทบไม่ทัน เธอจะบอกได้ยังไงเล่าว่าตั้งใจสั่งมาเผื่อผู้บริหารจอมเผด็จการที่ชอบอดนอนทำงานจนหน้าซีดเมื่อคืนนี้จริงๆ
ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังระอุและคนทั้งแผนกต่างลุ้นระทึกจนแทบไม่กล้าหายใจ เสียงฝีเท้าคุ้นเคยของเพื่อนสนิทก็ดังแทรกขึ้นมาทันท่วงที
“อุ๊ย! ขอโทษค่ะ ขัดจังหวะอะไรหรือเปล่าเอ่ย พอดีพิมพ์เอาแบบร่างเฟอร์นิเจอร์เซ็ตใหม่มาให้นิดาตรวจน่ะค่ะ ท่านประธานสวัสดีค่ะ” พิมพ์ชนกยิ้มหวานหยด ยื่นแฟ้มเอกสารเข้ามาคั่นกลางระหว่างเจ้านายกับเพื่อนรักอย่างรู้ทันสถานการณ์ ก่อนจะกระซิบกระซาบเสียงเบาใส่หูรณิดาตอนที่เดินผ่าน “แกนี่มันรนหาที่ตายชัดๆ ไปอ่อยถึงถ้ำเสือระวังจะโดนเขมือบไม่เหลือซากนะยะ”
ปานระวีปรายตามองพนักงานสาวทั้งสองด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก เธอยืดตัวตรง สง่างาม และน่าเกรงขามเช่นเดิม ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ใบหูของรณิดาจนเส้นผมสีดำสนิทระต้นคอขาวผ่องของสถาปนิกสาว ส่งกลิ่นหอมจางๆ ที่ทำให้ลมหายใจของรณิดาสะดุด
“เย็นนี้... หกโมงตรง เจอกันที่ห้องทำงานฉันค่ะ คุณรณิดา” ปานระวีทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้ด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง “เรามี ‘เรื่องงาน’ ที่ต้องเคลียร์กันยาวๆ... ห้ามเบี้ยวเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นฉันจะถือว่าคุณยอมแพ้”
พูดจบ ประธานสาวก็หันหลังเดินกลับเข้าลิฟต์ส่วนตัวด้วยท่าทีเย่อหยิ่งทว่าสง่างาม ทิ้งให้รณิดายืนกัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้ปนความหวั่นไหวที่ตีรวนอยู่ในอก
“กรี๊ด! แก... เมื่อกี้ท่านประธานกระซิบอะไรแก หน้าแดงแจ๋เลยนะยะแม่สถาปนิกมือหนึ่ง” พิมพ์ชนกเขย่าแขนเพื่อนรักยิกๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เปล่าสักหน่อย! ใครหน้าแดง!” รณิดารีบปฏิเสธเสียงแข็ง ยกมือขึ้นกราบกรานตัวเองเพื่อซ่อนรnอมยิ้มที่เผลอหลุดออกมา “แค่หงุดหงิดยัยคุณบอสจอมเผด็จการนั่นต่างหากล่ะ!”
แต่ในใจลึกๆ ของรณิดากลับรู้ดีว่า... หกโมงเย็นวันนี้ เธอกำลังเดินเข้าหาเกมที่เธอไม่มีวันชนะใจตัวเองได้เลยสักครั้ง
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วดั่งโกหก เข็มนาฬิกาดิจิทัลบนโต๊ะทำงานบอกเวลา 18:02 น. รณิดายืนอยู่หน้าประตูห้องทำงานกระจกฝ้าชั้นบนสุดของตึก หัวใจดวงน้อยเต้นโครมครามราวกับมีกลองชุดมาตีอยู่ข้างใน เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความมั่นใจ ก่อนจะเคาะประตูสามครั้งแล้วผลักเข้าไป
ภายในห้องทำงานมืดสนิท มีเพียงแสงไฟจากตึกระฟ้าภายนอกที่ส่องผ่านกระจกบานใหญ่เข้ามาอาบไล้ร่างระหงของปานระวีที่กำลังยืนถือแก้วไวน์แดงรออยู่แล้ว บรรยากาศเงียบงันและอบอวลไปด้วยความตึงเครียดที่ชวนให้ใจสั่น
“มาช้าไปสองนาทีนะคะ คุณรณิดา” ปานระวีหมุนตัวกลับมามอง สลัดภาพท่านประธานผู้แสนเคร่งขรึมออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแววตาพราวระยับที่จ้องมองเธอนิ่งราวกับสัตว์นักล่าที่รอคอยเหยื่อเดินเข้ากรง
“รถติดค่ะ ท่านประธาน” รณิดาเชิดหน้าขึ้นสู้ แม้ขาจะเริ่มสั่นนิดๆ เมื่อเห็นอีกฝ่ายก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว “ไหนล่ะคะงานด่วนที่คุณบอกว่าจะเคลียร์?”
ปานระวีหยุดยืนตรงหน้าสถาปนิกสาว ระยะห่างระหว่างกันเหลือเพียงคืบเดียว กลิ่นไวน์แดงเจือจางบนเรียวปากสวยทำให้รณิดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือเรียวของประธานสาวเอื้อมขึ้นมาแตะปอยผมที่หลุดลุ่ยของรณิดาอย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นร้อนนั้นทำให้รณิดาตัวแข็งทื่อ
“งานด่วนที่ว่า... คือการจัดการกับ ‘ข่าวลือ’ ที่บอกว่าฉันไม่กล้าสยบคุณต่างหากล่ะคะ” ปานระวีเอ่ยเสียงพร่า ประกายตาคมกวาดมองริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่นของรณิดาก่อนจะกระซิบชิดริมฝีปาก “ไหนลองบอกฉันหน่อยสิคะ... ว่าฉันควรลงโทษพนักงานปากดีคนนี้ยังไงดี?”
รณิดาเบิกตากว้าง หัวใจกระหน่ำเต้นรัวยิ่งกว่าตอนยืนพรีเซนต์งานหน้าบอร์ดบริหารเสียอีก มือบางยกขึ้นดันไหล่ลาดของอีกฝ่ายไว้ตามสัญชาตญาณ แต่ปานระวีกลับรวบเอวบางของเธอเข้ามาแนบชิดอย่างไร้ช่องว่าง รอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นที่มุมปากของประธานสาวคนเก่ง
ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะทาบทับกันเพื่อปิดปากข้อหาคนชอบเถียง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นกะทันหันสามครั้งติดต่อกัน พร้อมกับเสียงทุ้มคุ้นหูของบุคคลที่สามที่ผลักประตูเข้ามาหน้าตาเฉย
“คุณวีครับ พอดีผมเอกสารสัญญาโปรเจกต์ใหม่มาให้เซ็น... อุ๊ย! ขอโทษครับ ผมมาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่าครับเนี่ย?”
รณิดาสะดุ้งสุดตัว ผลักร่างของปานระวีออกห่างทันทีด้วยใบหน้าที่แดงก่ำลามไปถึงใบหู เมื่อเห็นร่างสูงของ **กรวีร์** นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์คู่แข่งคนสำคัญยืนยิ้มกริ่มถือแฟ้มเอกสารอยู่ตรงธรณีประตู!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาฟินจิกหมอนด้วยกันในตอนนี้นะคะ!
สถาปนิกสาวกับคุณบอสสายดุ: ใครจะยอมแพ้ก่อนกัน?•ตอนที่ 12
ข่าวลือในออฟฟิศเริ่มหนาหู
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสาวกับคุณบอสสายดุ: ใครจะยอมแพ้ก่อนกัน? นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!