“ถ้าคุณคิดว่าสเกตช์บ้านหลังนี้เป็นแค่กระดาษแผ่นเดียวที่ฉีกทิ้งได้ตามอารมณ์ของคุณล่ะก็... เชิญฉีกมันเลยค่ะ ท่านประธาน!”
เสียงของรณิดาดังสะท้อนก้องห้องประชุมใหญ่ที่เงียบงัดจนได้ยินกระทั่งเสียงลมหายใจ ความท้าทายระดับจุดระเบิดเมื่อวินาทีที่แล้วยังคงค้างเติ่งอยู่ในอากาศ ปานระวีเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดกึก หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอกเมื่อได้ยินคำท้าทายสุดระอุที่อีกฝ่ายโยนใส่หน้าตรงๆ!
ไม่มีใครเคยกล้าท้าทายปานระวีด้วยสายตาที่ลุกโชนไปด้วยไฟทระนงแบบนี้มาก่อน นัยน์ตาคมกริบของประธานสาวจับจ้องแผ่นกระดาษดราฟต์ในมือสลับกับใบหน้าเนียนใสที่รั้นจนน่าหมั่นไส้ ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง ความเงียบงันแผ่ขยายเข้ามาครอบ
รณิดายืนกอดอก แผ่นหลังตั้งตรง ไม่หลบสายตาแม้แต่น้อย แม้ภายในใจจะนึกหวั่นเกรงกับอำนาจมืดที่แผ่ออกมาจากร่างเพรียวบางของอีกฝ่าย ทว่าศักดิ์ศรีของสถาปัตยกรรมที่เธอทุ่มเทสมองและหยาดเหงื่อลงไป... ไม่มีวันยอมให้ใครมาเหยียบย่ำเด็ดขาด
นิ้วเรียวยาวภายใต้เสื้อสูทแบรนด์ดังเลื่อนผ่านกระดาษสเกตช์มือแผ่นนั้นช้าๆ ปานระวีกวาดสายตาคมกริบอ่านเส้นสาย ลายมือเขียนกำกับ และไอเดียการจัดวางพื้นที่ที่ถูกถ่ายทอดออกมาด้วยความประณีต
จากตอนแรกที่ตั้งใจจะหยิบมันขึ้นมาเพื่อตำหนิและสั่งให้รื้อทำใหม่ทั้งหมดตามสไตล์เพอร์เฟกต์ชันนิสต์ตัวแม่ ทว่า... ยิ่งกวาดสายตาลงลึก รายละเอียดอันชาญฉลาดในการดึงเอาแสงธรรมชาติเข้ามาเล่นกับมุมผนังห้องนั่งเล่น กลับทำให้ลมหายใจที่กำลังขุ่นมัวของเธอกลับสะดุดลงอีกครั้ง
มันไม่ใช่แค่แปลนบ้านทั่วไป... แต่มันคือพื้นที่ที่มีชีวิต
รณิดามองปฏิกิริยาของคนตรงข้ามด้วยความลุ้นระทึก เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อเห็นนิ้วเรียวนั้นหยุดนิ่งอยู่ที่มุมกระดาษตรงห้องกระจกรับแขก
เสี้ยววินาทีนั้นเอง มุมปากข้างหนึ่งของปานระวีก็กระตุกขึ้น...
ไม่ใช่รอยยิ้มเยาะหยัน ไม่ใช่รอยยิ้มตามมารยาททางธุรกิจที่เธอมักใช้ฟาดฟันคู่แข่ง แต่เป็นรอยยิ้มบางเบาที่หลุดออกมาจากความประทับใจอย่างแท้จริง รอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งกว่างาช้าง รอยยิ้มที่ทำให้น้ำแข็งเกาะกุมหัวใจของท่านประธานสาวละลายหายไปในพริบตา จนรณิดาเผลออ้าปากค้าง สมองขาวโพลนไปชั่วขณะกับภาพตรงหน้า
“คุณ... ยิ้มอะไรคะ?” รณิดาเผลอหลุดปากถามด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นความงุนงง สูญเสียความดุดันไปครึ่งหนึ่ง
ปานระวีรีบหุบยิ้มทันที ราวกับเพิ่งได้สติว่าตัวเองแสดงความอ่อนแอ (หรือความพ่ายแพ้) ออกมาให้สถาปัตยกรรมสาวเห็น เธอกระแอมเบาๆ สองครั้งเพื่อปรับเสียงให้กลับมาเรียบเฉย เย็นชา และทรงอำนาจดังเดิม ทว่าดวงตาคู่สวยที่พราวระยับขึ้นเล็กน้อยนั้น... ปิดบังความรู้สึกที่แท้จริงไว้ไม่มิดเสียแล้ว
“ฉันไม่ได้ยิ้มค่ะ ฉันแค่... กำลังคิดว่าคุณช่างกล้าหาญเหลือเกินที่ใช้มุมอับแสงมาทำเป็นสวนหย่อมในร่มแบบนี้” ปานระวีเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พยายามกู้ฟอร์มกลบเกลื่อนความเขินอายที่ตีรวนขึ้นมาในอกอย่างประหลาด
“มันไม่ใชุ่มอับแสงนะคะท่านประธาน! ถ้าคุณดูตรงสัญลักษณ์ลูกศรที่ฉันเขียนไว้... นั่นคือการติดตั้งสกายไลท์กระจกนิรภัยสะท้อนแสง เพื่อดึงแสงอาทิตย์ยามบ่ายให้ส่องลงมาหล่อเลี้ยงต้นไม้โดยตรงต่างหากเล่า!” รณิดาโพล่งแย้งทันที ความหงุดหงิดเรื่องโดนสบประมาทเมื่อครู่กลับมาจุดประกายความมั่นใจอีกครั้งเมื่อพูดถึงงานของตัวเอง
“อ๋อเหรอคะ? ถึงว่าล่ะ... ลายมือคุณนี่อ่านยากพอกับนิสัยของคุณเลยนะ รณิดา” ปานระวีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดวงตากลมโตแพรวพราวด้วยประกายความสนุกสนานที่นานทีปีหนจะได้แสดงออกมา
“นี่คุณว่าลายมือฉันหรือว่าว่าตัวฉันกันแน่คะ!”
“ทั้งสองอย่างนั่นแหละค่ะ” ปานระวีตอบหน้าตาเฉย ก่อนจะวางกระดาษสเกตช์แผ่นนั้นลงบนโต๊ะประชุมอย่างเบามือ ท่าทีที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือทำเอารณิดากะพริบตาปริบๆ สมองประมวลผลแทบไม่ทัน
ผู้หญิงคนนี้... ร้ายกาจเป็นบ้า! เมื่อกี้ยังทำท่าจะกินหัวเธออยู่เลย แท้จริงแล้วกลับแอบทึ่งในฝีมือเธอจนหลุดยิ้มออกมาอย่างนั้นหรือ?
“เอาล่ะ ในเมื่อคุณอธิบายได้เข้าท่า... ฉันจะอนุญาตให้คุณผ่านโปรเจกต์สเกตช์นี้ไปสู่ขั้นตอนขึ้นโมเดล 3D ได้” ปานระวีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นทางการ ทว่าแววตาที่มองมากลับเต็มไปด้วยความท้าทายครั้งใหม่ “แต่บอกไว้ก่อนนะคะ ว่านี่เป็นแค่ด่านแรกเท่านั้น ถ้าโมเดลจริงออกมาแล้วไม่สวยอย่างที่คุยโม้ไว้ล่ะก็... ฉันจะให้คุณมารื้อทำใหม่ด้วยตัวเองทุกตารางเมตร”
“ระดับฉันแล้ว ไม่มีคำว่าพลาดหรอกค่ะท่านประธาน!” รณิดาเชิดหน้าตอบอย่างไม่ยอมแพ้ พร้อมส่งยิ้มหวานหยดที่แฝงความกวนประสาทไปให้ “ขอบคุณสำหรับคำชม... เอ้ย อนุญาตนะคะ”
ปานระวีสบตากับคนอวดดีตรงหน้า รอยยิ้มบางๆ ที่พยายามเก็บซ่อนไว้เกือบจะหลุดออกมาอีกรอบ เธอรีบเบนสายตาหนีไปยังเอกสารกองโตบนโต๊ะเพื่อซ่อนอาการใจเต้นรำคาญใจที่เกิดจากรอยยิ้มกวนๆ ของสถาปัตยกรรมสาวคนนี้
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะบรรยากาศชวนใจสั่นภายในห้อง ประตูห้องประชุมถูกผลักเปิดออกโดยไม่ต้องรอให้เจ้าของห้องอนุญาต ร่างสูงโปรดของ ‘กรวีร์’ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์คู่แข่งตัวฉกาจก็ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่เคลือบไว้ด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
“ขอโทษทีครับที่เข้ามาขัดจังหวะพอดี พอดีผมผ่านมารับประทานอาหารกลางวันกับท่านประธาน... เอ๊ะ หรือว่าผมเข้ามาผิดจังหวะที่เขากำลังสวีตกันอยู่พอดีล่ะครับเนี่ย?” กรวีร์กวาดสายตาน่ารำคาญมองรณิดาและปานระวีสลับกันไปมาด้วยแววตากรุ้มกริ่ม
บรรยากาศในห้องพลิกคว่ำจากความหวานปนพายุอารมณ์ กลายเป็นความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นในเสี้ยววินาที รณิดาขมวดคิ้วมุ่นทันทีที่เห็นหน้าตัวปัญหา ขณะที่ปานระวีกลับหุบยิ้มฉับพลัน ใบหน้าสวยเฉียบกลับมาเย็นชาดุจน้ำแข็งไวกว่าเดิม ดวงตาสีเข้มคมกริบหันไปจ้องผู้มาเยือนด้วยรังสีอำมหิตที่พร้อมจะแช่แข็งคนให้ตายทั้งกลม!
กรวีร์จะเข้ามาทำลายบรรยากาศ หรือเขากำลังซ่อนแผนการร้ายอะไรไว้เบื้องหลังรอยยิ้มเคลือบน้ำตาลนั้นกันแน่?
โปรดติดตามตอนต่อไป...นะคะ
(ขอบคุณรี้ดเดอร์ที่น่ารักทุกคนที่แวะมาเติมกำลังใจให้กันเสมอนะคะ เจอกันตอนหน้าค่ะ!)
สถาปนิกสาวกับคุณบอสสายดุ: ใครจะยอมแพ้ก่อนกัน?•ตอนที่ 7
รอยยิ้มที่หายากยิ่งกว่างาช้าง
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสาวกับคุณบอสสายดุ: ใครจะยอมแพ้ก่อนกัน? นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!