“แกกำลังเปลี่ยนไป, รณิดา”
แฟ้มแบบร่างโปรเจกต์รีสอร์ทหรูริมผาถูกปิดลงด้วยเสียงดัง *ปึก* จนกระดาษข้างในสะเทือน พิมพ์ชนกไม่ได้มองงานออกแบบที่เพื่อนซี้ตั้งใจทำมาตลอดสามวันเต็ม แต่ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสายตาแฟชั่นกำลังหรี่มองเจ้าของผลงานด้วยรอยยิ้มเจ้าเลื้อ P ที่อ่านออกทะลุปรุโปร่ง
รณิดาชะงักมือที่กำลังจะหยิบปากกา ปากอิ่มเม้มเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะเชิดขึ้นตามสัญชาตญาณการป้องกันตัว “พูดอะไรของแก พิมพ์? งานกองอยู่ตรงหน้าเป็นภูเขา ฉันจะเปลี่ยนไปเป็นร่างอวตารที่ไหนได้ล่ะ”
“ร่างอวตารไม่รู้ รู้แต่ว่าในรอบสัปดาห์นี้ ชื่อของ ‘คุณปานระวี’ หรือท่านประธานสุดเนี๊ยบของแก ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในรัศมีสามเมตรไม่ต่ำกว่าสบรอบ” พิมพ์ชนกเท้าคางลงกับโต๊ะทำงาน ลากเสียงยาวอย่างจงใจแกล้ง “เดี๋ยวก็ ‘ท่านประธานสั่งแก้ตรงนี้’ เดี๋ยวก็ ‘ท่านประธานจู้จี้เรื่องโทนสี’ อ้อ... ล่าสุดเมื่อวานซืน ตอนแกเมาแอ๋เพราะดีใจที่ปิดดีลได้ แกยังเพ้อถึงรอยยิ้ม ‘พิฆาต’ ของยัยท่านประธานคนนั้นเลยมั้งถ้าฉันจำไม่ผิด”
“ฉันไม่ได้เพ้อ!” รณิดาโพล่งขึ้นทันที เสียงสูงกว่าปกติจนพิชิตความเงียบในห้องทำงานส่วนตัวได้อย่างราบคาบ ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย หัวใจเจ้ากรรมเต้นรัวรากับกลองเพลเมื่อภาพเหตุการณ์ในคืนนั้นแวบเข้ามาในหัว... ภาพที่ปานระวีโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน กลิ่นน้ำหอมกลิ่นวานิลลาเจือความเย็นชาจางๆ และสัมผัสอุ่นที่มุมปากตอนที่อีกฝ่ายเช็ดคราบไวน์ให้
*ให้ตายสิ... ยัยบ้านั่นสะกดจิตเธอด้วยอะไรวะ!*
“เสียงสูงนะยะ” พิมพ์หรี่ตาลงแซวต่อ “ฉันยังไม่ได้บอกเลยนะว่าแกเพ้อว่าอะไร แค่บอกว่าเพ้อ... แต่ปฏิกิริยาตอบสนองของแกนี่มันฟ้องยิ่งกว่ากราฟฟิก 3D ซะอีก”
รณิดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด เธอไขว่ห้าง กอดอก แล้วเชิดหน้าใส่เพื่อนสนิท “แกคิดมากไปเองพิมพ์ ฉันกับท่านประธานเราเป็นคู่ปรับทางสายงาน ต่างคนต่างหมั่นไส้กันไปก็แค่นั้น อีกอย่าง แกก็รู้ว่ายัยนั่นเป็นพวกเพอร์เฟกต์ชันนิสต์ตัวแม่ ฉันในฐานะสถาปนิกหลักก็ต้องรับศึกหนักเป็นธรรมดา ปากก็ต้องบ่นสิยะ ใครจะไปยอมโดนกดหัวอยู่ฝ่ายเดียว”
“เหรอออ...” พิมพ์ลากเสียงสูงอีกระลอก “แล้วไอน้ำเสียงที่อ่อนลงสามระดับตอนพูดคำว่า ‘แต่เขาก็ใส่ใจรายละเอียดดีนะ’ เมื่อวานนี้ล่ะ คืออะไรจ๊ะแม่สถาปนิกคนเก่ง?”
รณิดาอ้าปากจะเถียง แต่คำพูดทั้งหมดกลับติดอยู่ที่ลำคอเมื่อสมองประมวลผลทันที—*ตายจริง เผลอพูดออกไปเหรอวะเนี่ย!*
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดขึ้นมาเล็กน้อยจากสายตาจับผิดของเพื่อนสนิท รณิดารู้ดีว่าเธอไม่มีทางตบตาพิมพ์ชนกได้พ้น พิมพ์ฉลาดเป็นกรดและรู้จักเธอดีเสียยิ่งกว่าตัวเธอเองเสียอีก ก่อนที่เธอจะทันได้แก้ตัว เสียงเคาะประตูก็รัวขึ้นสามครั้งติดต่อกันอย่างไม่มีมารยาท พร้อมกับบานประตูที่ถูกผลักเปิดออกโดยไม่ได้รับอนุญาต
ร่างสูงโปรดปรานของ ‘กรวีร์’ ก้าวเข้ามาในห้องทำงานด้วยรอยยิ้มกริ่มที่เคลือบไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์ ในมือถือแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลหนาเตอะ
“คุยอะไรกันอยู่เหรอครับ ดูเคร่งเครียดเชียว หรือว่ากำลังกลุ้มใจเรื่องที่บอร์ดบริหารกำลังจะลงมติเรื่องโปรเจกต์รีสอร์ทนั่นอยู่?” กรวีร์กวาดสายตามองทั้งสองคนด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก รอยยิ้มของเขาไม่ได้ทำให้รู้สึกอบอุ่นเลยสักนิด กลับคล้ายรอยยิ้มของนักล่าที่ต้อนเหยื่อจนมุมเข้ามาทุกที
รณิดาขมวดคิ้วมุ่นทันที ความหงุดหงิดพุ่งปรี๊ดขึ้นมาแทนที่ความเขินอายเมื่อครู่ “ถ้าไม่มีธุระอะไรสำคัญ กรุณาออกไปก่อนค่ะ กรวีร์ นี่มันห้องทำงานส่วนตัวของฉัน”
กรวีร์หัวเราะในลำคอ เดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้น วางแฟ้มเอกสารลงตรงหน้าสถาปนิกสาวอย่างถือวิสาสะ “ธุระของผมสำคัญกว่าที่คุณคิดแน่ๆ ครับนิดา... เพราะถ้าคุณรู้ว่าตอนนี้ ‘ใคร’ กำลังร่วมมือกับคู่แข่งของคุณเพื่อจะฮุบที่ดินผืนนั้น คุณอาจจะไม่ได้นั่งทำหน้าตึงใส่ผมแบบนี้หรอกนะ”
คำพูดของกรวีร์ทำเอารณิดาและพิมพ์ชนกสบตากันโดยอัตโนมัติ บรรยากาศรอบตัวเย็นเฉียบลงในพริบตาเดียว ปมปริศนาที่กรวีร์ซ่อนไว้เบื้องหลังรอยยิ้มเคลือบน้ำตาลกำลังจะถูกเปิดเผย และมันอาจหมายถึงจุดจบของโปรเจกต์ที่เธอทุ่มเททั้งชีวิตจิตใจ
ก่อนที่รณิดาจะทันได้เอ่ยปากไล่เขาออกไปอีกครั้ง เสียงฝีเท้ามั่นคงและคุ้นเคยอย่างยิ่งก็ดังขึ้นที่หน้าประตู พร้อมกับน้ำเสียงเยียบเย็นแต่ทรงอำนาจที่ทำให้ลมหายใจของทุกคนในห้องสะดุดกึก
“ฉันคิดว่า... คนที่ควรออกไปจากห้องนี้รบกวนช่วยสำเหนียกตัวเองด้วยนะคะ ว่ากำลังยืนอยู่บนพื้นที่ส่วนตัวของบริษัทใคร”
ปานระวีก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหลังกรวีร์พอดี ดวงตาคมกริบกวาดมองคู่แข่งทางธุรกิจด้วยแววตานิ่งสนิทที่แฝงไปด้วยประกายไฟแห่งความเกรี้ยวกราด ก่อนที่สายตาคู่นั้นจะเลื่อนมาสบตากับรณิดาโดยตรง—นัยน์ตาคู่สวยวับวาวด้วยความหึงหวงที่ซ่อนไม่มิด และประโยคถัดมาของเธอก็ทำให้หัวใจของสถาปนิกสาวกระตุกวาบจนแทบหยุดเต้น
“ส่วนคุณนิดา... ตามฉันมาที่ห้องทำงานเดี๋ยวนี้ค่ะ เรามีเรื่อง ‘ส่วนตัว’ ที่ต้องเคลียร์กันให้รู้เรื่อง”
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ติดตามอ่านและส่งกำลังใจให้กันมาตลอดนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สถาปนิกสาวกับคุณบอสสายดุ: ใครจะยอมแพ้ก่อนกัน?•ตอนที่ 8
เมื่อเพื่อนสนิทเริ่มจับพิรุธ
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสาวกับคุณบอสสายดุ: ใครจะยอมแพ้ก่อนกัน? นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!