เอกสารแฟ้มประวัติเก่าคร่ำคร่าสีน้ำตาลเข้มตกลงกระแทกพื้นห้องประชุมใหญ่เสียงดังสนั่น ท่ามกลางบรรยากาศที่อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ของบอร์ดบริหารอาวุโสหลายคนดังประสานกันราวกับนัดหมาย รณิดายืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างโต๊ะทำงานกระจกนิรสายตาคมกริบของเธอกวาดมองใบหน้าของกรวีร์ที่กำลังฉีกยิ้มเยาะเย้ยอย่างไม่คิดจะปิดบัง
"หลักฐานชิ้นนี้ปลอมค่ะคุณกรวีร์"
เสียงหวานใสแต่ทรงพลังเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน รณิดาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แม้ในใจหัวใจของเธอจะเต้นรัวระรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอกก็ตาม เธอกวาดสายตามองเอกสารที่ถูกโยนลงมาบนโต๊ะ ประโยคที่กรวีร์เพิ่งพูดจบไปเมื่อครู่ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท มันคือหมัดฮุกที่ตั้งใจจะน็อกปานระวีให้ร่วงลงจากเก้าอี้ประธานบริหารในคราวเดียว
ปานระวีที่นั่งอยู่หัวโต๊ะยังคงนิ่งสนิท ใบหน้าสวยเฉียบไร้รอยยิ้ม ดวงตาสีนิลคู่คมกริบไม่ได้กวาดมองไปที่เอกสารตรงหน้าแม้แต่น้อย แต่กลับจ้องมองตรงไปยังกรวีร์ด้วยแววตาที่เย็นชาจนติดลบ ความกดดันแผ่ซ่านออกมาจากตัวหญิงสาวจนคนรอบข้างไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
"ปลอมอย่างนั้นเหรอครับท่านประธาน... หรือว่า ‘ความจริง’ มันเจ็บปวดเกินกว่าที่คุณปานระวีจะยอมรับได้กันแน่" กรวีร์หัวเราะในลำคอ ท่าทางกร่างระรานนั้นทำเอารณิดากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ
บรรยากาศในห้องประชุมตึงเครียดเสียยิ่งกว่าเส้นลวดที่ถูกดึงจนสุดแรง เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่เกมธุรกิจธรรมดา แต่มันคือการเดิมพันด้วยชื่อเสียงและหยาดเหงื่อทั้งหมดที่ปานระวีสร้างมา และเธอก็ไม่มีทางยอมให้ผู้ชายหน้าตัวเมียคนนี้เหยียบย่ำคนที่เธอ... เอ้ย คนที่บริษัทอย่างเด็ดขาด
"ถ้าไม่มีปัญญาหาหลักฐานที่มันสร้างสรรค์กว่านี้ ก็เชิญเก็บเอกสารขยะนี่แล้วไสหัวออกไปจากห้องของท่านประธานซะนะคะ" รณิดาโพล่งขึ้นทันที ปากไวใจเร็วจadตามนิสัยที่แก้ไม่หาย สายตาดุดันจ้องเขม็งไปยังคู่กรณี
กรวีร์หันขวับมามองสถาปนิกสาวตัวเล็กแต่ฝีปากกล้า ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ "ปากดีนักนะคุณรณิดา ระวังตัวไว้เถอะ บริษัทใกล้จะพังอยู่รอมร่อ ยังจะมีหน้ามาเห่าหอนแทนคนอื่นอีก"
"ปากแบบนี้แหละค่ะที่เจ้านายรัก... ไม่เหมือนคุณหรอก ที่ดีแต่ใช้แผนสกปรกเพราะฝีมือมันห่วยแตก!"
"รณิดา พอค่ะ"
น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่ทรงอำนาจเอ่ยขัดขึ้น ปานระวีลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างระหงในชุดสูทเข้ารูปสีดำสนิทก้าวเท้าช้าๆ เข้ามาใกล้จุดที่ยืนปะทะกัน ความสูงและออร่าที่กดดันทำให้กรวีร์ถึงกับชะงักถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ปานระวีไม่ได้ชายตามองกรวีร์เลยสักนิด เธอกลับหันมามองสถาปนิกสาวข้างกายด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
"อย่าไปต่อปากต่อคำกับคนไม่มีราคาเลยค่ะ มันเสียเวลาทำงาน" ปานระวีเอ่ยเสียงเรียบ แต่หางเสียงมีความนุ่มนวลแปลกประหลาดที่ทำให้หัวใจของรณิดากระตุกวูบ
"แต่มัน..."
"ฉันจัดการเอง" ปานระวีตัดบทด้วยการปรายตามองไปยังบอร์ดบริหาร "การประชุมวันนี้พอแค่นี้ ใครมีข้อสงสัยอะไร เชิญส่งอีเมลหาฝ่ายกฎหมายได้เลยค่ะ... เชิญ!"
ประโยคสุดท้ายถูกเน้นเสียงหนักแน่นจนทุกคนในห้องต้องรีบเก็บข้าวของแล้วเดินออกจากห้องประชุมอย่างรวดเร็ว แม้แต่กรวีร์ก็ยังต้องฮึดฮัดเก็บแฟ้มเอกสารแล้วเดินกระแทกไหล่ผ่านรณิดาออกไป พร้อมกับทิ้งสายตาอาฆาตไว้เบื้องหลัง
ประตูกระจกบานใหญ่ปิดสนิทลง ความเงียบสงบกลับคืนสู่ห้องประชุมอีกครั้ง เหลือเพียงคนทั้งสองที่ยืนเผชิญหน้ากันท่ามกลางแสงไฟนีออนสีขาวนวล
รณิดาผ่อนลมหายใจยาวเหยียด ความตึงเครียดเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความเหนื่อยล้า เธอหันไปมองหน้าประธานสาวผู้เยือกเย็น ทว่าจังหวะนั้นเอง รองเท้าส้นสูงคู่สวยดันไปเกี่ยวเข้ากับพรมปูพื้นหนานุ่มที่มุมโต๊ะประชุมเข้าอย่างจัง!
*พรึ่บ!*
ร่างเพรียวบางของสถาปนิกสาวเสียการทรงตัวทันที โลกทั้งใบหมุนเคว้งในพริบตา รณิดาหลับตาปี๋เตรียมรับความเจ็บปวดจากการกระแทกกับพื้นพรมแข็งๆ หรืออาจจะมุมโต๊ะกระจกที่อยู่ใกล้เคียง
แต่ทว่า... ความเจ็บปวดนั้นกลับไม่เกิดขึ้น
อ้อมแขนที่ทั้งอบอุ่นและแข็งแกร่งพุ่งเข้ามารวบเอวบางของเธอไว้ได้อย่างเฉียดฉิว แรงปะทะทำให้ร่างของทั้งคู่เซถอยหลังไปชนกับผนังห้องกระจกเบาๆ ปานระวีใช้มืออีกข้างโอบประคองแผ่นหลังของรณิดาแนบชิดติดกับอกตนเองอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ราวกับสัญชาตญาณดิบที่ตื่นขึ้นมาปกป้อง
ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้าหากันในระยะประชิด
รณิดาค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างหวาดๆ และสิ่งที่เธอเห็นเป็นสิ่งแรกคือใบหน้าสวยเฉียบที่อยู่ห่างกันแค่คืบ ดวงตาสีนิลคู่สวยที่ปกติมักจะเย็นชาและดุดัน ตอนนี้กลับฉายแววตื่นตระหนกเจือความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด ไออุ่นจากร่างกายของปานระวีที่โอบล้อมเธอไว้ ทำให้หัวใจที่เต้นปกติมาตลอดวัน กลับรัวระรัวยิ่งกว่ากลองศึก
"ซุ่มซ่ามจริงนะคะ..."
เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นชิดริมหู ลมหายใจอุ่นๆ ของประธานสาวเป่ารดต้นคอจนรณิดารู้สึกวูบวาบไปทั้งตัว ใบหน้าที่เคยเชิดมั่นใจเมื่อครู่ตอนนี้กลับร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เลือดสูบฉีดพุ่งขึ้นมาจนแดงก่ำลามไปถึงใบหู
"ฉัน... ฉันไม่ได้ตั้งใจสักหน่อยค่ะพรมมันแกล้งต่างหากเล่า" รณิดาแก้ตัวเสียงตะกุกตะกัก ความมั่นใจเมื่อครู่หายไปไหนหมดก็ไม่รู้ เมื่อพบว่าตัวเองกำลังอยู่ในอ้อมแขนของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็น 'บอสสายดุ' แนบแน่นเสียจนได้ยินเสียงหัวใจของอีกฝ่ายเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน
ปานระวีไม่ได้ขยับตัวหนี เธอยังคงใช้แขนข้างหนึ่งโอบเอวบางไว้แน่น ราวกับกลัวว่าถ้าปล่อยมือแล้วอีกฝ่ายจะล้มลงไปอีก ขณะที่มืออีกข้างยกขึ้นปัดปอยผมที่หลุดรุ่ยลงมาปรกแก้วเนียนใสของสถาปนิกสาวอย่างเบามือ สัมผัสนั้นแผ่วเบาแต่กลับทรงพลังจนทำให้รณิดาแทบหยุดหายใจ
ดวงตาสีนิลคู่สวยกวาดมองสำรวจใบหน้าของคนในอ้อมแขนอย่างละเอียด สำรวจทุกตารางนิ้วราวกับจะหาว่ามีบาดแผลตรงไหนบ้าง "เจ็บตรงไหนไหมคะ... หน้าแดงขนาดนี้ ไม่ได้หัวกระแทกใช่ไหมรณิดา"
น้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนและเจือความเป็นห่วงอย่างชัดเจน ทำให้กำแพงความแข็งกระด้างที่รณิดาสร้างขึ้นพังทลายลงในพริบตา เธอเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจดวงน้อยเต้นแรงจนกลัวว่าคนตรงหน้าจะได้ยิน
"เปล่าค่ะ... ไม่ได้เจ็บตรงไหน" รณิดากระซิบตอบเสียงเบาหวิว สายตาเผลอเลื่อนลงไปมองริมฝีปากอิ่มสวยที่อยู่ใกล้เสียจนน่าใจหาย ความคิดซุกซนบางอย่างแล่นเข้ามาในหัว สมองสั่งการช้ากว่าหัวใจ ปากไวๆ เจ้ากรรมดันเอ่ยออกไปโดยไม่ทันคิด
"ถ้าจะมองใกล้ขนาดนี้... เปลี่ยนมาจ้างฉันเป็นแฟนแทนสถาปนิกดีไหมล่ะคะท่านประธาน"
ปานระวีชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาสีนิลหรี่ลงมองคนเจ้าเล่ห์ที่ยังไม่วายกวนประสาทแม้จะอยู่ในสถานการณ์ชวนใจสั่น รอยยิ้มบางเบาที่หาดูได้ยากผุดขึ้นที่มุมปากของประธานสาว เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้เยือกเย็น แต่กลับเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ไม่แพ้กัน
"ปากเก่งแบบนี้... แสดงว่าหายตกใจแล้วสินะคะ" ปานระวีเอ่ยเสียงพร่า ใบหน้าสวยโน้มเข้าไปใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน รณิดากลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกมนต์สะกด
"คะ... คุณวี..."
"ถ้าข้อเสนอเมื่อกี้พูดจริง ฉันอาจจะพิจารณา..." ปานระวีเว้นจังหวะไว้แค่นั้น สายตาสื่อความหมายลึกซึ้งที่ทำเอาสถาปนิกสาวสติหลุดลอย
ทว่า...
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูกระจกดังขึ้นขัดจังหวะความหวานซึ้งที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างไม่รู้กาลเทศะ ตามด้วยเสียงเปิดประตูพรวดพราดเข้ามาของพิมพ์ชนก เพื่อนสนิทดีไซเนอร์สาวที่ถือแฟ้มงานวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
"ยัยนิดา! แกเอกสารโครงสร้างโครงการใหม่เสร็จยัง... อ้าว! เฮ้ย!"
พิมพ์ชนกเบรกเอี๊ยดจนแทบหัวทิ่ม เมื่อเห็นภาพตรงหน้า—ท่านประธานสาวสุดโหดกำลังโอบกอดสถาปนิกสาวคนสนิทไว้แนบกาย ในระยะห่างที่เรียกว่า 'แนบชิดจนเกินงาม'
ปานระวีรีบผละออกจากร่างของรณิดาอย่างรวดเร็ว ใบหน้าที่เคยอ่อนโยนเมื่อครู่กลับคืนสู่โหมดประธานสาวผู้เยือกเย็นและเรียบเฉยในเวลาไม่ถึงเสี้ยววินาที เธอจัดสูทให้เข้าที่แล้วก้าวเดินเลี่ยงออกไปทางโต๊ะทำงานทันที ปล่อยให้รณิดายืนหน้าแดงแจ๋ทำตัวไม่ถูกอยู่กลางห้อง
พิมพ์ชนกอ้าปากค้าง กวาดสายตามองเพื่อนสนิทสลับกับประธานสาวที่นั่งไขว่ห้างทำเป็นตรวจงานอยู่ที่โต๊ะทำงาน ก่อนจะกระซิบเสียงลอดไรฟันด้วยความตกใจระคนตื่นเต้น
"ยัยนิดา... แกกับท่านประธาน... นี่มันเกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย!"
รณิดาอยากจะมุดแผ่นดินหนีให้รู้แล้วรู้รอด เธอส่งค้อนวงใหญ่ให้เพื่อนสนิทปากมาก แต่ก่อนที่เธอจะได้อ้าปากแก้ตัว เสียงแจ้งเตือนข้อความเข้าจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าก็สั่นขึ้นมาเบาๆ
เธอก้มลงหยิบขึ้นมาเปิดดู ปรากฏว่าเป็นข้อความจากเบอร์แปลกที่ไม่มีชื่อบันทึกไว้ แต่เนื้อหาข้างในกลับทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบลงในพริบตา
*[ข้อความนิรนาม]: "ระวังตัวไว้ให้ดี... คนที่เธอคิดว่าปลอดภัยที่สุด อาจจะเป็นคนที่แทงข้างหลังเธอในตอนจบก็ได้"*
รณิดาหน้าซีดเผือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ เธอเงยหน้าขึ้นมองปานระวีที่กำลังนั่งหันหลังให้อย่างเงียบเชียบ ความรู้สึกไม่ดีบางอย่างพุ่งทะยานขึ้นมาเกาะกุมหัวใจ ท่ามกลางบรรยากาศที่เปลี่ยนจากความฟินเป็นความระทึกขวัญในชั่วพริบตา... ใครบางคนกำลังเล่นตลกอะไรอยู่เบื้องหลังกันแน่?
--------------------------------------------------
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะมาสัมผัสความฟินปนระทึกในตอนนี้นะคะ <3 — กลิ่นลิลลี่สีขาว
สถาปนิกสาวกับคุณบอสสายดุ: ใครจะยอมแพ้ก่อนกัน?•ตอนที่ 10
อุบัติเหตุเล็กๆ กับแผลที่หัวใจ
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสาวกับคุณบอสสายดุ: ใครจะยอมแพ้ก่อนกัน? นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!