ไซเรนแห่งดวงดาว: รอยแตกบนสถานีไร้เงา•ตอนที่ 10

ทางรอดที่ไม่มีจริง

ผลงานโดย ไฮเปอร์ไดรฟ์
เสียงโลหะเสียดสีกันภายในกระบอกปืนของคาร์ลอสเป็นเสียงเดียวที่ดังก้องอยู่ในโสตประสาทของเร็น มันไม่ใช่เสียงคลิกที่รวดเร็ว แต่มันคือเสียงที่เนิบช้า ดั่งเข็มนาฬิกาที่กำลังนับถอยหลังสู่จุดจบของชีวิต “กดสิ เร็น” คาร์ลอสเอ่ยขึ้น เสียงของเขาราบเรียบราวกับกำลังสั่งอาหารมื้อค่ำ มากกว่าการบังคับให้วิศวกรหนุ่มตัดสินใจปลิดชีพคนทั้งสถานี “ถ้าคุณไม่กด ผมก็จะเป่าสมองคุณทิ้งตรงนี้ แล้วให้คนของผมกดแทน ผลลัพธ์สุดท้ายมันก็เหมือนกัน... สถานี ‘ไร้เงา’ แห่งนี้ต้องถูกล้างบาง เพื่อรักษาเสถียรภาพของสภาดวงดาว” เร็นไม่ได้ตอบโต้ มือของเขายังสั่นเทาเล็กน้อยเหนือแผงควบคุมระเบิดพลาสม่าที่เขาเองเป็นคนติดตั้ง ดวงตาของเขาจ้องเขม็งไปที่รอยบากบนลำกล้องปืนของคาร์ลอส แทนที่จะจ้องมองใบหน้าของผู้บัญชาการที่ไร้ซึ่งความเมตตา “คุณทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร คาร์ลอส?” เร็นเค้นเสียงถาม ทั้งที่รู้คำตอบดีอยู่แล้ว “พวกเขาทั้งหมดคือพลเมือง คุณสาบานว่าจะปกป้องสถานีนี้ ไม่ใช่หรือไง?” คาร์ลอสหัวเราะหึในลำคอ ดวงตาของเขาวาวโรจน์ด้วยความทะเยอทะยานที่บิดเบี้ยว “หน้าที่ของผมคือการรักษา ‘ความอยู่รอดของส่วนรวม’ โดยแลกกับเศษเสี้ยวที่เน่าเฟะ พลเมืองเหล่านั้นเป็นแค่เบี้ยที่หมดค่าแล้ว การระเบิดสถานีทิ้งคือการปิดปากพยานที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองกาแล็กซี” จังหวะนั้นเอง เอล่าที่แอบอยู่หลังเสาโลหะข้างห้องควบคุมก็ขยับตัว เสียงรองเท้าบูทกระทบพื้นเหล็กเบาหวิว แต่มันกลับดังชัดเจนท่ามกลางความตึงเครียด คาร์ลอสเหลือบสายตาไปทางนั้นเพียงเสี้ยววินาที ทว่านั่นก็เพียงพอที่จะทำให้เร็นเห็นช่องโหว่ แต่ทว่า... ความหวังของเร็นกลับดับวูบลงเมื่อเขาสังเกตเห็นเงาที่สะท้อนจากจอมอนิเตอร์เบื้องหน้า ที่มุมมืดของห้องนั้น ไม่ได้มีแค่คาร์ลอส ร่างของ 'ซัล' เพื่อนสนิทคนเดียวที่เร็นเหลืออยู่ ถูกลากออกมาจากความมืดโดยลูกน้องของคาร์ลอส สภาพของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลจากการทรมาน ลมหายใจรวยรินดั่งแสงไฟที่ใกล้ดับ “เร็น...” ซัลกระซิบ เสียงของเขาแหบพร่า “อย่า... อย่าทำตามที่มันบอก” คาร์ลอสขยับนิ้วปืนจ่อไปที่ขมับของซัลแทน “เร็น ผมให้เวลาคุณสามวินาที ถ้าคุณไม่กดปุ่มนี้ เพื่อนรักของคุณจะเป็นคนแรกที่ได้เห็นดวงดาวที่แตกสลายก่อนใครเพื่อน” หัวใจของเร็นกระตุกวูบ ความรู้สึกเย็นเยียบแล่นพล่านไปทั่วกระดูกสันหลัง เขาพยายามคำนวณความเป็นไปได้ในหัวอย่างรวดเร็ว—หากเขาขัดขืน ซัลตาย หากเขากดปุ่ม พลเมืองนับพันตาย “หนึ่ง” คาร์ลอสเริ่มนับ เสียงของเขาทรงพลังดั่งคำพิพากษา เร็นมองไปที่แผงควบคุม แล้วเหลือบมองแววตาของซัลที่ไม่มีความหวาดกลัวต่อความตายแม้แต่น้อย เพื่อนของเขากำลังส่ายหน้าอย่างช้าๆ “สอง” เร็นกัดฟันแน่นจนกรามขึ้นนูน ปมในใจที่เคยสูญเสียครอบครัวจากอุบัติเหตุในสถานีรุ่นก่อนปะทุขึ้นมาอีกครั้ง ความแค้นที่ถูกกดทับไว้ใต้ความเย็นชาเริ่มพุ่งพล่าน แต่เขาก็รู้ดีว่าหากเขาสูญเสียความเยือกเย็นไปในตอนนี้ ทั้งซัลและอนาคตของสถานีจะพังพินาศในพริบตา “สาม” เสียงปืนดังสนั่น—ไม่ใช่เสียงจากการกดปุ่มระเบิด แต่เป็นเสียงกระสุนพลาสม่าที่เจาะทะลุร่างของซัลจนล้มลงไปกองกับพื้น เลือดสีแดงเข้มสาดกระจายเปรอะเปื้อนใบหน้าของเร็น ความร้อนของมันเตือนให้รู้ว่านี่ไม่ใช่ภาพหลอน แต่มันคือความเป็นจริงที่โหดร้ายที่สุดที่เขาเคยเผชิญ คาร์ลอสลดปืนลงด้วยท่าทีเฉยเมย “น่าเสียดายนะ ที่คุณตัดสินใจช้าไปวินาทีเดียว” เร็นทรุดเข่าลง ความแค้นที่เคยเย็นชาบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นที่ร้อนแรงดั่งดวงอาทิตย์ เขาจ้องมองร่างของซัลที่แน่นิ่งไปแล้ว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคาร์ลอสด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คาร์ลอสยิ้มเหยียด “ดูเหมือนตอนนี้ คุณจะไม่มีเหตุผลให้ต้อง ‘ปกป้อง’ ใครอีกแล้วนะเร็น” ทันใดนั้น เสียงเตือนภัยระดับสูงสุดของสถานีก็ดังสนั่นไปทั่วชั้นดาดฟ้า เสียงสัญญาณไฟสีแดงกะพริบถี่รัวเหนือหัวพวกเขา แสงนั้นสาดส่องกระทบใบหน้าของทุกคนจนดูเหมือนภาพในฝันร้าย เร็นไม่ได้หยิบปืนขึ้นมา ไม่ได้พุ่งเข้าใส่คาร์ลอสอย่างบ้าคลั่ง แต่เขากลับยิ้มออกมา—ยิ้มที่ทำให้คาร์ลอสชะงักไปชั่วครู่ “คุณคิดผิดแล้ว คาร์ลอส” เร็นเอ่ยเสียงต่ำ ขณะที่นิ้วของเขาไม่ได้กดที่ปุ่มระเบิดอย่างที่คาร์ลอสต้องการ แต่มันกลับรัวนิ้วลงบนแผงควบคุมรหัสผ่านที่เขาสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อการนี้ “คุณนึกว่าผมไม่ได้เตรียมแผนสำรองไว้สำหรับ ‘เพื่อน’ ของผมหรือ? คุณนึกว่าผมเป็นแค่เครื่องจักรที่ทำตามคำสั่งงั้นหรือ?” เสียงเครื่องยนต์ยักษ์ของสถานีเริ่มคำรามด้วยแรงสั่นสะเทือนมหาศาล แผงควบคุมตรงหน้ากลายเป็นสีน้ำเงินเข้มแทนที่สีแดงที่คาร์ลอสตั้งไว้ “คุณทำอะไร?” คาร์ลอสตะคอก ความมั่นใจเริ่มสั่นคลอน “ผมไม่ได้ระเบิดสถานี” เร็นลุกขึ้นยืนช้าๆ แววตาของเขาไร้ซึ่งความลังเล “แต่ผมเพิ่งเปิดระบบ ‘ดีดตัว’ ของห้องควบคุมนี้ และในเวลาอีกสิบวินาที... ห้องนี้จะแยกตัวออกจากสถานี พร้อมกับรหัสเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดที่สภาดวงดาวพยายามจะทำลายทิ้ง รวมถึงหลักฐานการสังหารหมู่ที่คุณเพิ่งก่อขึ้น ซึ่งตอนนี้ถูกอัปโหลดไปยังเครือข่ายเปิดทั่วกาแล็กซีเรียบร้อยแล้ว” ก่อนที่คาร์ลอสจะทันได้เหนี่ยวไกอีกครั้ง เสียงกระจกนิรภัยที่กั้นห้องนี้ไว้ก็เริ่มร้าวจากการสั่นสะเทือนมหาศาล ความกดอากาศในห้องเปลี่ยนไปฉับพลัน เร็นหันกลับไปมองร่างของซัลเป็นครั้งสุดท้ายด้วยสายตาที่โศกเศร้าแต่มุ่งมั่น ก่อนจะคว้ากล่องข้อมูลลับที่ซัลเคยยัดไว้ในมือเขาก่อนตายขึ้นมาแนบอก ช่องว่างระหว่างห้องควบคุมกับทางเดินหลักกำลังขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของอากาศที่รั่วไหล คาร์ลอสถลาเข้ามาหวังจะคว้าตัวเร็นไว้ แต่ทว่าร่างของเขากลับกระเด็นถอยหลังด้วยแรงผลักของระบบไฮดรอลิกที่เร็นเพิ่งสั่งการ ห้องทั้งห้องดีดตัวออกสู่ความมืดมิดของอวกาศอย่างรวดเร็ว เร็นลอยเคว้งอยู่ท่ามกลางแรงเหวี่ยง ขณะที่สายตาของเขามองเห็นสถานีไร้เงาค่อยๆ เล็กลงไปในสายตา ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะโล่งใจ... เสียงสัญญาณสื่อสารฉุกเฉินจากกล่องข้อมูลในมือก็ดังขึ้นเป็นรหัสมอร์สที่เขาจำได้ดี มันคือรหัสลับของซัล... เพื่อนที่เขาคิดว่าตายไปแล้ว แต่กลับส่งสัญญาณจากภายในระบบรักษาความปลอดภัยที่คาร์ลอสเพิ่งพาทิ้งไป “เร็น... พวกเขากำลังมา... อย่าไว้ใจใครในระบบที่เหลือนั้น” ข้อความนั้นจบลงพร้อมกับการปรากฏขึ้นของยานรบปริศนาลำหนึ่งที่ซุ่มเงียบอยู่หลังดาวเคราะห์น้อย—ยานรบที่มีตราสัญลักษณ์ของ 'กองทัพผู้พิทักษ์ดวงดาว' ที่ทุกคนต่างเชื่อว่าล่มสลายไปนานแล้ว แต่พวกมันไม่ได้มาเพื่อช่วย... ปืนใหญ่พลาสม่าของยานลำนั้นเล็งตรงมาที่ห้องควบคุมขนาดเล็กที่เร็นกำลังลอยเคว้งอยู่ ขอบคุณที่ติดตามการเดินทางของเร็นและร่วมค้นหาความจริงท่ามกลางดวงดาวไปด้วยกันครับ/นะคะ หวังว่าตอนที่ 10 นี้จะทำให้ทุกท่านลุ้นระทึกไปกับความอยู่รอดของเร็นนะครับ!
สารจากนักเขียน (ไฮเปอร์ไดรฟ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไซเรนแห่งดวงดาว: รอยแตกบนสถานีไร้เงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%