ไซเรนแห่งดวงดาว: รอยแตกบนสถานีไร้เงา•ตอนที่ 43

บุกสะพานเดินเรือ

ผลงานโดย ไฮเปอร์ไดรฟ์
กลิ่นของโลหะไหม้เกรียมและโอโซนเข้มข้นจนแสบจมูก ท่ามกลางความมืดมิดที่ถูกตัดขาดด้วยแสงสีแดงวาบจากระบบเตือนภัยฉุกเฉิน เร็นแนบแผ่นหลังเข้ากับผนังแผงวงจรความดันที่สั่นระริก แรงสั่นสะเทือนจากการปะทะของกระสุนปืนพลาสมาภายนอกส่งผ่านโครงสร้างเหล็กกล้าเข้ามาถึงกระดูกสันหลัง เขาพยายามควบคุมลมหายใจให้สม่ำเสมอที่สุด ปลายนิ้วที่สวมถุงมือหนากำด้ามปืนไรเฟิลจู่โจมรุ่นเก่าไว้แน่นจนข้อต่อนิ้วเปลี่ยนเป็นสีขาว "เร็น ทางซ้ายตัดขาดแล้ว หน่วยรักษาความปลอดภัยของคาร์ลอสกำลังกดดันเข้ามาทางท่อระบายอากาศระดับสาม" เสียงกระซิบของเอล่าผ่านช่องสื่อสารภายในดังลอดเข้ามา เจือด้วยเสียงหอบหายใจและเสียงรัวนิ้วบนแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์พกพาอย่างบ้าคลั่ง เร็นเหลือบมองจอแสดงผลขนาดจิ๋วที่ข้อมือ สถานี "อาร์เทมิส" กำลังกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด โครงสร้างเหล็กน้ำหนักหลายล้านตันกำลังบิดตัวลั่นเอี๊ยดอ๊าดภายใต้แรงดันสูญญากาศที่รั่วไหลจากเซกเตอร์เจ็ด แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่สถานีจะพังทลายลงเมื่อใด หากแต่เป็นประตูบานหนาเบื้องหน้าที่กั้นระหว่างพวกเขากับ "สะพานเดินเรือ" หัวใจของสถานีอวกาศแห่งนี้ "เอล่า... คุณแฮกมันได้ไหม หรือเราต้องใช้ระเบิดแรงสูงเป่ามันทิ้งแบบไร้ความประณีต" เร็นเอ่ยถาม เสียงของเขาแหบพร่าแต่เย็นชาและมั่นคง "ถ้าฉันใช้ระเบิด แรงดันที่ต่างกันจะดูดพวกเราออกไปสู่อวกาศก่อนที่จะได้เห็นหน้าคาร์ลอสเสียอีก... ให้เวลาฉันอีกสวินาที เร็น ระบบล็อกรหัสชีวมิติของมันซับซ้อนกว่าที่คิด พวกมันคงเปลี่ยนรหัสทันทีที่คุณสลายร่างลูกน้องคนสนิทของมันที่โถงกลาง" เร็นไม่ตอบ เขากวาดสายตามองไปตามทางเดินแคบๆ ยาวสิบเมตรที่ทอดตัวสู่ประตูกลไกเหล็กกล้าไร้สนิม ทางเดินนี้ไม่มีที่กำบังอื่นใดนอกจากร่องระบายน้ำทิ้งขนาดเล็กที่พอจะให้หมอบลงไปได้ หากหน่วยจู่โจมของคาร์ลอสโผล่พ้นมุมอับสายตาออกมาในจังหวะนี้ มันจะเป็นการดวลปืนในระยะประชิดที่วัดกันด้วยความเร็วของปฏิกิริยาและกระสุนนัดต่อMนัดเท่านั้น ภาพเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อนแวบเข้ามาในหัวโดยไม่ได้รับเชิญ—เปลวไฟสีส้มที่กลืนกินห้องเครื่องยนต์ของสถานีรุ่นก่อน เสียงกรีดร้องของเพื่อนร่วมงาน และความไร้พลังของเขาที่ทำได้เพียงยืนมองคนที่รักสลายหายไปกับความว่างเปล่าของจักรวาล *ความผิดพลาดแบบนั้น... จะไม่มีวันเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง* เร็นบอกกับตัวเองในใจ ดวงตาคู่คมหรี่ลงอย่างใช้ความคิด "มาแล้ว!" เสียงเตือนของเอล่าเฉียบขาด *คลิก!* เสียงกลไกไฮดรอลิกขนาดมหึมาปลดล็อกดังสะท้อนก้อง ประตูเหล็กหนาค่อยๆ เลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นความมืดสลัวและแสงไฟสีฟ้าครามจากแผงควบคุมหลักของสะพานเดินเรือด้านใน ทว่า ก่อนที่ประตูจะเปิดกว้างพอที่เร็นจะก้าวเข้าไปได้ กระสุนพลาสมานัดแรกก็พุ่งแหวกอากาศเฉียดใบหูของเขาไปปักเข้ากับผนังโลหะจนเกิดรอยไหม้สีดำสนิทพร้อมกลุ่มควันพวยพุ่ง "พวกมันมาถึงแล้ว!" เร็นไม่ลังเล เขาพุ่งตัวหมุนตัวเข้าหาขอบประตู พร้อมกับยกปืนไรเฟิลขึ้นประทับบ่าแล้วเหนี่ยวไกสวนกลับไปทันที แสงสีส้มสว่างวาบเจิดจ้าท่ามกลางทางเดินแคบ กระสุนนัดแรกพุ่งทะลุเกราะป้องกันของทหารรับจ้างระดับแนวหน้าของคาร์ลอส ร่างในชุดเกราะคอมباتสีดำสนิทล้มฟาดลงกับพื้นเสียงดังสนั่น แต่ไม่มีเวลาให้หยุดพักหายใจ เมื่อกระสุนอีกสาม-สี่นัดระดมยิงเข้ามาอย่างไม่ขาดสายจนเร็นต้องถอยร่นเข้าไปในตัวสะพานเดินเรือเพื่อหาที่กำบัง แผงควบคุมคอนโซลหลักกลายเป็นเกราะบังกระสุนชั่วคราว สะเก็ดโลหะและเศษกระจกจอภาพกระเด็นว่อนไปทั่วอากาศไร้แรงโน้มถ่วงจำลองที่เริ่มทำงานผิดปกติ เร็นหอบหายใจแรง เหงื่อกาฬไหลซึมตามขมับ ไหล่ขวาของเขาชาหนึบจากแรงสะท้อนของการยิงปืนต่อเนื่องและแรงกระแทกกับผนังเมื่อครู่ "เร็น! ระบบล็อกประตูกำลังจะปิดอัตโนมัติเพราะระบบความปลอดภัยฉุกเฉินทำงาน คุณมีเวลาอีกสามสิบวินาทีในการยึดพื้นที่ตรงนั้น ก่อนที่คาร์ลอสจะสั่งตัดระบบออกซิเจนทั้งเซกเตอร์!" เสียงของเอล่าดังแทรกเข้ามาด้วยความร้อนรน เร็นกัดฟันแน่น ความเจ็บปวดจากแผลเก่าและกล้ามเนื้อที่ฉีกขาดจากการต่อสู้ตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมาประดังประเดเข้ามา แต่เขารู้ดีว่าถอยไม่ได้อีกแล้ว เขาผุดลุกขึ้นครึ่งตัว สอดกระบอกปืนผ่านขอบมุมคอนโซลแล้วเหนี่ยวไกยิงกดดันออกไปอย่างแม่นยำ เสียงร้องโหยหวนและเสียงโลหะกระทบกันดังขึ้น ทหารรับจ้างสองนายที่พยายามวิ่งฝ่าทางเดินแคบเข้ามาถูกกระสุนเจาะเข้าที่จุดอ่อนของชุดเกราะจนต้องถอยร่นออกไป ทว่า ในความเงียบชั่วขณะที่ตามมา เสียงรองเท้าบูทกระทบพื้นโลหะหนักแน่นก็ดังขึ้น พร้อมกับเงาร่างอันคุ้นเคยที่ก้าวออกมาจากความมืดของสะพานเดินเรือด้านใน ผู้บัญชาการคาร์ลอสยืนสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางควันไฟ มือขวาถือปืนพกแรงดันสูงรุ่นใหม่ล่าสุด ปลายกระบอกปืนยังมีควันสีขาวลอยกรุ่น ดวงตาภายใต้รอยแผลเป็นลึกพาดผ่านแก้มข้างขวาจ้องมองเร็นด้วยแววตาที่ว่างเปล่าไร้ความรู้สึก ราวกับมองมดปลวกตัวหนึ่งที่กำลังดิ้นรนอย่างไร้ความหมาย "นายคิดจริงๆ หรือเร็น ว่าการยึดสะพานเดินเรือกระป๋องนี่ จะทำให้นายเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของพวกเราบนดาวดวงนี้ได้?" คาร์ลอสเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำ เย็นชา และเปี่ยมไปด้วยอำนาจที่สั่งสมมานาน "นายมันก็แค่วิศวกรหัวรั้นคนหนึ่ง ที่ไม่เข้าใจเลยว่าความสงบเรียบร้อยต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อของใครบ้าง" เร็นค่อยๆ ยืนขึ้นเต็มความสูง แม้ร่างกายจะสะินระริกด้วยความเหนื่อยล้า แต่แววตาของเขากลับคมกริบและดุดันยิ่งกว่ายามใดๆ ปลายกระบอกปืนในมือมั่นคงไร้รอยสั่น "ฉันอาจจะไม่เข้าใจเกมการเมืองบ้าๆ ของคุณหรอกคาร์ลอส..." เร็นกล่าวเสียงเรียบ ดวงตาสบประสานกับอีกฝ่ายอย่างไร้ความหวาดกลัว "แต่ฉันรู้ดีว่า คนที่สั่งเผาทำลายบ้านของคนอื่นเพื่อรักษาอำนาจของตัวเองอย่างคุณ... ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะยืนอยู่บนพื้นผิวของดาวดวงนี้ด้วยซ้ำ" คาร์ลอสยกยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยัน นิ้วชี้ค่อยๆ เกี่ยวไกปืนพกในมือให้แน่นขึ้น บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็งลงในชั่วพริบตา ขณะที่ไฟฉุกเฉินสีแดงสลับกับสีน้ำเงินสาดส่องลงบนใบหน้าของชายทั้งสองที่ยืนประจันหน้ากัน ณ จุดศูนย์กลางของสถานีอวกาศที่กำลังจะดับสลาย "ถ้าอย่างนั้น..." คาร์ลอสกระซิบแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในโสตประสาท "ก็มาพิสูจน์กันดูสิ ว่ามือของวิศวกรอย่างนาย จะถือปืนได้มั่นคงสักแค่ไหน..." ทันทีที่สิ้นเสียงของคาร์ลอส หน้าจอคอมพิวเตอร์หลักเบื้องหลังร่างของผู้นำสถานีก็เกิดประกายไฟลุกพรืดขึ้นพร้อมกับเสียงสัญญาณเตือนภัยระดับวิกฤตที่ดังหนวกหูยิ่งกว่าเดิม รหัสผ่านหลักที่เอล่าพยายามเจาะระบบมาตลอดถูกแทนที่ด้วยข้อความสีแดงฉานบนจอภาพขนาดใหญ่—**[SYSTEM OVERRIDE: INITIATING SELF-DESTRUCT SEQUENCE]** ดวงตาของคาร์ลอสเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจเป็นครั้งแรก ขณะที่เร็นกลับเป็นฝ่ายส่งยิ้มเย็นเยียบให้เขาผ่านกลุ่มควันจางๆ "ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดพลิกผันครั้งสำคัญนี้กับผม ไฮเปอร์ไดรฟ์ นะครับ"
สารจากนักเขียน (ไฮเปอร์ไดรฟ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไซเรนแห่งดวงดาว: รอยแตกบนสถานีไร้เงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%