ไซเรนแห่งดวงดาว: รอยแตกบนสถานีไร้เงา•ตอนที่ 49

Climax: ห้องบัญชาการ

ผลงานโดย ไฮเปอร์ไดรฟ์
เสียงถอนหายใจของระบบปรับอากาศระบายความร้อนดังฮึ่มฮั่มอยู่เบื้องหลัง ดับกลิ่นอายความตายและคราบสนิมของสถานีอวกาศ 'เอลลิเซียม' ให้จางลงไปได้เพียงน้อยนิด อากาศภายในห้องบัญชาการหลักเวลานี้หนาแน่นราวกับถูกบีบอัดด้วยแรงโน้มถ่วงเทียมระดับสิบจี ทุกอณูของพื้นที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดที่แทบจะเอามือคว้าจับได้ แสงไฟสีฟ้าเข้มจากแผงควบคุมหลักสาดกระทบใบหน้าของชายสองคน—คนหนึ่งยืนอยู่เหนือห้วงชะตากรรมของคนนับแสน อีกคนก้าวเข้ามาเพื่อรื้อถอนมันลง เร็นยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าประตูนิรภัย แผ่นหลังที่เคยโค้งงอเล็กน้อยจากการแบกรับความเหนื่อยล้ามาตลอดหลายสัปดาห์เหยียดตรงเป็นเส้นดราบ มือทั้งสองข้างที่ผ่านการซ่อมแซมเครื่องยนต์จนเล็บดำและผิวหนังด้านหนาซุกไว้ในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตวิศวกร ในมือขวาของเขาไม่ได้ถือปืนเลเซอร์หรืออาวุธล้ำสมัยใดๆ มีเพียงไดรฟ์ข้อมูลขนาดเล็กที่บรรจุรหัสทำลายล้างระบบระบายอากาศสำรอง ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่จะหยุดยั้งแผนการบ้าคลั่งของชายตรงหน้าได้ "นายไม่ควรมาถึงจุดนี้ได้เลย เร็น" ผู้บัญชาการคาร์ลอสเอ่ยขึ้น เสียงของเขาทุ้มต่ำและราบเรียบอย่างน่าประหลาด ชายสูงวัยในชุดเครื่องแบบประดับอินทรธนูทองคำหันกลับมาจากการมองดูภาพโฮโลแกรมของกลุ่มยานอพยพที่กำลังลอยเคว้งคว้างอยู่นอกกระจกใสบานยักษ์ ดวงตาของคาร์ลอสไร้ซึ่งความตื่นตระหนก มีเพียงร่องรอยของความเหนื่อยหน่ายและความเด็ดเดี่ยวที่ผ่านการฆ่าตัดตอนอนาคตของผู้คนมานักต่อนัก เร็นก้าวเท้าช้าๆ พื้นรองเท้าบูทกระทบกับพื้นเหล็กส่งเสียงก้องกังวานในความเงียบ เขาไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที แต่กวาดสายตาสำรวจร่องรอยกระสุนและคราบเขม่าดินปอดบริเวณมุมห้อง ซึ่งเป็นหลักฐานชั้นดีว่าเอล่าสหายร่วมอุดมการณ์ของเขาได้พยายามฝ่าแนวป้องกันเข้ามาอย่างสุดกำลังก่อนจะขาดการติดต่อ "ความปลอดภัยของสถานีที่แลกมาด้วยชีวิตคนครึ่งค่อนสถานี นั่นคือสิ่งที่คุณเรียกว่ายุทธศาสตร์หรือครับ ผู้บัญชาการ" เร็นถามเสียงเรียบ ทว่าทุกคำพูดเจือไปด้วยกระแสความเย็นชาที่กัดเซาะความมั่นใจของคู่สนทนา คาร์ลอสก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะควบคุมหลัก รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากอย่างเย้ยหยัน "นายเป็นวิศวกร เร็น นายรู้จักแต่เรื่องของกลไก น็อต และเกลียวสกรู นายไม่เคยต้องนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนี้แล้วมองดูทรัพยากรที่กำลังหมดลงทุกวินาที ถ้าเราไม่สละวงแหวนที่อยู่อาศัยโซน C ทิ้งซะตั้งแต่ตอนนี้ ระบบหล่อเลี้ยงชีพทั้งหมดจะล่มสลายภายในสิบสองชั่วโมง และเราจะตายกันหมดทั้งสถานี การสละคนส่วนน้อยเพื่อรักษาคนส่วนใหญ่... มันคือคณิตศาสตร์ที่ไร้ความปรานี แต่มันคือความจริง" "แล้วครอบครัวของผมล่ะ... ในอุบัติเหตุเมื่อสิบปีก่อน บนสถานีรุ่นก่อนหน้านี้ ก็ใช้คณิตศาสตร์ชุดเดียวกันนี้ในการตัดสินใจใช่ไหมครับ" เร็นเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย แววตาของวิศวกรหนุ่มวับวามด้วยประกายเพลิงแห่งความแค้นที่ถูกเก็บกดไว้ใต้ความเงียบงันมานานแสนนาน ภาพเหตุการณ์วันที่ผนังกั้นห้องแตกออกแล้วร่างของภรรยากับลูกสาวถูกดูดหายไปในสุญญากาศยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน คาร์ลอสชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาหรี่ลงเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ก่อนที่เขาจะแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ "โลกมันหมุนไปข้างหน้าด้วยการตัดสินใจที่เลือดเย็น เร็น โลกไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อให้คนอ่อนแอมานั่งร้องไห้หาความยุติธรรม นายคิดว่าการถือไดรฟ์ข้อมูลชิ้นนั้นจะช่วยอะไรได้งั้นหรือ? นายกำลังจะทำลายโอกาสสุดท้ายของมนุษยชาติที่จะรอดออกไปจากเขตแดนสุญญากาศนี้" "ผมไม่ได้มาเพื่อช่วยมนุษยชาติครับ" เร็นก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะควบคุม ระยะห่างระหว่างพวกเขาสองคนเหลือเพียงแค่ไม่กี่ก้าว แสงไฟสีแดงจากการนزอัปเดตระบบความปลอดภัยเริ่มกะพริบถี่ขึ้นรอบตัว "ผมมาเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้คนที่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะส่งเสียงร้องขอชีวิต... และเพื่อยุติวงจรอุบาทว์ที่คุณสร้างขึ้น" นิ้วเรียวยาวของเร็นดึงไดรฟ์ข้อมูลออกจากกระเป๋า พร้อมที่จะเสียบมันลงในช่องเชื่อมต่อหลักของสถานี ซึ่งจะทำการปลดล็อกระบบระบายอากาศทั้งหมดและเปิดเผยเบื้องหลังอาชญากรรมของคาร์ลอสให้เครือข่ายดวงดาวรับรู้ คาร์ลอสไม่ขยับตัวหนี ทว่ามือขวาของเขาค่อยๆ เอื้อมไปกดปุ่มฉุกเฉินสีดำสนิทที่ซ่อนอยู่ใต้แผงควบคุม รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นบนใบหน้ายับย่นตามวัยอีกครั้ง ราวกับว่าเขากำลังรอเวลานี้อยู่เช่นกัน "นายฉลาดมาก เร็น... แต่เด็กสาวคนนั้นที่ชื่อเอล่า น่าเสียดายจริงๆ ที่เธอพยายามปกป้องข้อมูลชุดนี้มากเกินไป จนฉันต้องส่งเธอกลับไปหาครอบครัวที่รออยู่บนสวรรค์ก่อนกำหนด" หัวใจของเร็นกระตุกวูบ สติสัมปชัญญะชาวาบไปทั่วร่างเมื่อได้ยินชื่อของเอล่า มือที่ถือไดรฟ์ข้อมูลสั่นเทาขึ้นมาเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้ ความโกรธเกรี้ยวเข้าครอบงำจนสติสัมปชัญญะเกือบขาดผึ่ง ในวินาทีที่เร็นกำลังจะพุ่งเข้าประชิดตัวเพื่อกระชากคอเสื้อของผู้นำจอมเผด็จการ หน้าจอโฮโลแกรมหลักที่เคยแสดงภาพยานอพยพก็ดับวูบลงทั้งหมด เหลือไว้เพียงความมืดมิดและเสียงสัญญาณเตือนภัยระดับวิกฤตที่ดังลั่นสนั่นห้องบัญชาการ ทว่า... เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งที่ก้าวเข้ามาจากทางประตูลับด้านหลัง ไม่ใช่เสียงของทหารยามหรือเสียงฝีเท้าของคนตายอย่างที่คาร์ลอสกล่าวอ้าง มันคือเสียงรองเท้าส้นสูงที่คุ้นเคย... เสียงที่เร็นจำได้แม่นยำยิ่งกว่าเสียงหายใจของตนเอง เร็นชะงักค้าง หันขวับกลับไปมองยังเงาดำที่ก้าวพ้นประตูเหล็กออกมา ร่างของหญิงสาวในชุดเกราะรบที่เปื้อนคราบเขม่าควันยืนพิงกรอบประตู มือข้างหนึ่งถือปืนพกเลเซอร์ที่ยังคงมีควันจางๆ ลอยกรุ่น ส่วนมืออีกข้างกำลังโยกหน้ากากกรองอากาศขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นและความเหนื่อยล้า แต่ดวงตานั้นยังคงฉายแววเจ้าเล่ห์เช่นเดิม "อย่าเพิ่งรีบตายสิ เร็น... งานเลี้ยงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเองนะครับ" เอล่าเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มมุมปาก ขณะที่คาร์ลอสเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงเป็นครั้งแรกในชีวิต ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านมาจนถึงบทนี้ และร่วมเดินทางฝ่าความมืดมิดไปด้วยกันกับผม ไฮเปอร์ไดรฟ์ นะครับ
สารจากนักเขียน (ไฮเปอร์ไดรฟ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไซเรนแห่งดวงดาว: รอยแตกบนสถานีไร้เงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%