เสียงคำรามต่ำของระบบระบายความร้อนระดับสามดังสะท้อนก้องผ่านโครงสร้างเหล็กกล้าไร้สนิมของสถานีอวกาศ 'โอเอซิส-ไนท์' คล้ายเสียงหายใจรวยรินของยักษ์ใหญ่ใกล้ดับสูญ แรงโน้มถ่วงเทียมถูกปรับลดลงเหลือเพียงศูนย์จุดเจ็ดจี เพื่อประหยัดพลังงานสำรองก้อนสุดท้าย ทำให้ฝุ่นละอองโลหะและคราบออกซิเดชันลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศราวกับหมู่ดาวที่ตายแล้ว เร็นยืนนิ่งอยู่หน้าแผงควบคุมวงจรระบายความร้อนหลัก นิ้วมือที่สวมถุงมือไนลอนสีดำกำลังบรรจงเชื่อมต่อสายไฟเบอร์ออปติกเข้ากับพอร์ตข้อมูลเก่าคร่ำคร่า แสงสีฟ้าอมเขียวจากหน้าจอโฮโลแกรมสะท้อนลงบนนัยน์ตาสีเทาเข้มที่ฉายแววเหนื่อยล้า แต่คมกริบราวกับใบมีด
เบื้องหลังความเงียบงันของห้องเครื่องยนต์อับทึบ เอล่ากำลังนั่งยองๆ อยู่หน้ากล่องควบคุมระบบสำรองไฟ นิ้วเรียวเล็กของเธอกำลังรัวแป้นพิมพ์อย่างรวดเร็ว เสียงคลิกเบาๆ ของคีย์บอร์ดกลไกดังแข่งกับเสียงหึ่งของมอเตอร์ขัดข้อง
"คุณกำลังเล่นกับไฟ, เร็น" เสียงของเอล่าลอดผ่านหน้ากากกรองอากาศน้ำหนักเบา น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่แฝงความตึงเครียดไว้ทุกอณู "ถ้าผู้บัญชาการคาร์ลอสตรวจสอบบันทึกการใช้พลังงานในเซกเตอร์นี้ เขาจะรู้ทันทีว่าเราไม่ได้แค่ซ่อมแซมระบบระบายความร้อน แต่เรากำลังดึงสัญญาณภาพจาก 'แบล็กบ็อกซ์' รุ่นเก่าที่ถูกฝังไว้ใต้ชั้นหินหลอมเหลวของสถานีรุ่นบุกเบิก"
เร็นไม่หันกลับไปมอง เธอได้ยินเสียงถอนหายใจยาวนานจากชายหนุ่ม ชายผู้ซึ่งความเงียบงันคือเกราะป้องกันตัวที่ดีที่สุด
"คาร์ลอสรู้อยู่แล้วว่าเรากำลังตามหาอะไร" เร็นตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ เขาดึงสายเคเบิลเส้นสุดท้ายออกจนเกิดประกายไฟสีส้มวาบขึ้นเล็กน้อย "คนอย่างคาร์ลอสไม่เคยปล่อยให้หนูหลุดรอดไปจากอุ้งมือหรอกครับ... เขาแค่รอให้เราวิ่งไปจนสุดมุมอับ เพื่อที่เขาจะได้ปิดตายทางออกทีเดียวต่างหาก"
เอล่าเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีน้ำตาลเข้มภายใต้แสงไฟสลัวจ้องมองแผ่นหลังของวิศวกรหนุ่ม เธอสัมผัสได้ถึงความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวเขา แต่มันไม่ใช่ความเย็นชาที่เกิดจากความไร้หัวใจ ตรงกันข้าม... มันคือเปลวเพลิงที่ถูกอัดแน่นจนกลายเป็นน้ำแข็ง ใต้ความนิ่งงันนั้น เร็นแบกรับความทรงจำที่ถูกแผดเผามานานนับทศวรรษ
หน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้าเร็นกะพริบไหวสามครั้ง ก่อนที่ภาพความละเอียดต่ำสีโมโนโครมจะปรากฏขึ้น มันเป็นภาพบันทึกจากกล้องวงจรปิดภายในสถานีอวกาศ 'ไพโอเนียร์-ศูนย์' สถานีต้นแบบที่ล่มสลายในโศกนาฏกรรมเมื่อสิบปีก่อน ภาพนั้นสั่นไหวและเต็มไปด้วยสัญญาณรบกวน แต่โครงร่างของห้องควบคุมแรงดันยังคงพอมองเห็น
ร่างของคนกลุ่มหนึ่งกำลังพยายามปิดวาล์วนิรภัยด้วยมือเปล่า ท่ามกลางกลุ่มควันพิษสีขาวที่พวยพุ่งออกมาจากท่อส่งไฮروجีนเหลว เด็กหญิงตัวเล็กๆ ในชุดกันหนาวสีฟ้าอ่อนกำลังวิ่งไปหลบอยู่หลังเสาโลหะ ขณะที่ผู้เป็นพ่อพยายามเอื้อมมือคว้าตัวเธอไว้ แต่ก่อนที่ปลายนิ้วของทั้งคู่จะสัมผัสกัน ประตูนิรภัยกันระเบิดน้ำหนักสตันตันก็กระแทกลงมาปิดกั้น ตัดขาดพวกเขออกจากกันอย่างเลือดเย็น เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นในหูของเร็น แม้ว่ามันจะเป็นเพียงภาพบันทึกที่ไร้ซึ่งเสียงสะท้อนจากภายนอกก็ตาม
เร็นก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว มือหนาข้างหนึ่งเผลอกำขอบโต๊ะโลหะแน่นจนข้อต่อกระดูกขึ้นสีขาว นัยน์ตาของเขาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ภาพในอดีตซ้อนทับเข้ากับปัจจุบัน กลิ่นอับของโอโซนและเหล็กไหม้ในความทรงจำกลับมาเตะจมูกอีกครั้ง ราวกับว่าเขายืนอยู่ ณ จุดเกิดเหตุในวินาทีนั้น
*พ่อ... แม่... และมีอา*
ชื่อของน้องสาวคนเล็กผุดขึ้นมาในความคิด พร้อมกับความเจ็บแปลบที่แล่นริ้วจากขั้วหัวใจไปจนถึงปลายนิ้ว เร็นหลับตาลงช้าๆ พยายามสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจที่เริ่มเต้นระรัว แต่มันยากเหลือเกินเมื่อภาพใบหน้าสุดท้ายของเด็กหญิงในจอโฮโลแกรมกำลังจ้องมองตรงมาที่เขา ราวกับจะถามว่า *ทำไมพี่ถึงทิ้งหนูไว้ข้างหลัง?*
"เร็น..." เสียงของเอล่าดังขึ้นใกล้กว่าเดิม เธอลุกขึ้นยืนและก้าวเข้ามาแตะที่หัวไหล่หนาเบาๆ สัมผัสอุ่นจากเธอดึงสติของเขากลับมาสู่ความเป็นจริง "คุณไม่ได้ทำอะไรผิดในวันนั้น คุณเป็นแค่เด็กฝึกงานคนหนึ่งที่ถูกสั่งให้ถอยร่น..."
"คำสั่งบ้าๆ นั่นแหละที่ฆ่าพวกเขา" เร็นพึมพำออกมา เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือเล็กน้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งจากปากของวิศวกรผู้เย็นชาคนนี้ "คาร์ลอสเป็นคนอนุมัติคำสั่งปิดกั้นเซกเตอร์สามเพื่อรักษาโครงสร้างหลักของสถานี... เขาสละชีวิตคนสองร้อยชีวิต เพื่อให้สถานีอีกสิบแห่งรอดพ้นจากล้มละลาย และวันนี้... เขากกำลังจะทำแบบเดียวกันที่นี่"
เอล่าเม้มริมฝีปากแน่น เธอมองหน้าจอที่ฉายภาพใบหน้าของครอบครัวเร็นสลับกับสีหน้าเจ็บปวดของชายหนุ่ม เธอเข้าใจดีว่าทำไมเร็นถึงยอมเสี่ยงชีวิตแทรกซึมเข้ามาในระบบแกนกลางของสถานีนี้ ไม่ใช่เพื่อเงิน ไม่ใช่เพื่ออุดมการณ์ทางการเมืองของฝ่ายต่อต้าน แต่เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ดวงวิญญาณที่ถูกลืมเลือน
"ถ้าเราเปิดโปงไฟล์นี้ให้สถานีแม่รับรู้... โครงการของคาร์ลอสจะพังทลายทันที" เอล่ากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง "แต่ปัญหาคือ เราจะส่งมันออกไปได้อย่างไรในเมื่อเสาสัญญาณหลักถูกควบคุมโดยกองกำลังรักษาความปลอดภัยของเขาหมดแล้ว"
เร็นลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาที่สั่นไหวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยวและความเย็นชาที่กลับมาเยือนอย่างรวดเร็ว เขากดปุ่มดาวน์โหลดข้อมูลลงในไดรฟ์ฮาร์ดแวร์ขนาดจิ๋วสีเงินยวง ก่อนจะดึงมันออกมาเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อด้านใน
"เราไม่ต้องส่งมันออกไปข้างนอกหรอกครับ" เร็นหันมามองหน้าคู่หูสาว นัยน์ตาสีเทาเข้มฉายแววท้าทาย "เราจะเอาไปให้คาร์ลอสดูด้วยตัวเอง... บนชั้นบนสุดของหอคอยบัญชาการ"
ก่อนที่เอล่าจะทันได้โต้แย้ง เสียงสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงก็ดังสนั่นไปทั่วห้องเครื่องยนต์ แสงไฟฉุกเฉินสีเลือดกะพริบวաբวابสลับกับความมืด ประตูนิรภัยด้านนอกถูกล็อกอัตโนมัติด้วยรหัสผ่านระดับสูงสุด เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่กำลังวิ่งเข้ามาประชิดทางเข้า พร้อมกับเสียงโลหะเสียดสีกันจากกระบวนการตัดเชื่อมด้วยลำแสงพลาสมา
*ฉับพลัน!* หน้าจอโฮโลแกรมหลักดับวูบลงพร้อมกัน ทิ้งให้ห้องทั้งห้องเหลือเพียงแสงสีแดงวอบแวบ เสียงทุ้มต่ำและเย็นชาผ่านเครื่องขยายเสียงติดผนังดังแทรกเข้ามาในความเงียบ
"ยินดีต้อนรับสู่การเดินทางครั้งสุดท้าย, คุณเร็น" น้ำเสียงของบัญชาการคาร์ลอสลอยมาจากลำโพง มันนุ่มนวลและราบเรียบราวกับเสียงทักทายของเพื่อนเก่า "ผมบอกคุณแล้วว่า... คนตายไม่ควรพยายามขุดคุ้ยเรื่องของคนเป็น"
ไซเรนแห่งดวงดาว: รอยแตกบนสถานีไร้เงา•ตอนที่ 34
ภาพสะท้อนแห่งความตาย
ผลงานโดย ไฮเปอร์ไดรฟ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฮเปอร์ไดรฟ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไซเรนแห่งดวงดาว: รอยแตกบนสถานีไร้เงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!