"พูดให้มันชัดๆ อีกทีสิครับ... กางเกงตัวนี้มันกี่บาทนะ พอดีหูผมไม่ค่อยดีตั้งแต่ตอนที่เห็นคนบางคนทำตัวเป็น 'ขอทานแต่งตัวดี' แถวนี้แล้วล่ะ"
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังขึ้นในร้านสูทหรูใจกลางย่านการค้า เสียงนั้นกรีดแทงบรรยากาศรอบตัวให้ดิ่งลงจนแทบจะจับต้องได้ รวิศหรี่ตาลงทันที รอยยิ้มพึงพอใจเมื่อครู่หายวับไปกับตา บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบชวนขนหัวลุกในเสี้ยววินาที
ผู้ที่ยืนขวางทางอยู่เบื้องหน้าไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือ "กวิน" อดีตเพื่อนสนิทสมัยมหาวิทยาลัยผู้ผันตัวไปเป็นผู้บริหารบริษัทนำเข้ารถยนต์หรู ซึ่งปัจจุบันพ่วงตำแหน่งลูกเขยเศรษฐีใหม่ กวินสวมสูทสั่งตัดพิเศษจากอิตาลี นาฬิกาข้อมือเรือนทองฝังเพชรสะท้อนแสงไฟในร้านจนแสบตา ข้างกายเขามีหญิงสาวแต่งกายด้วยแบรนด์เนมหัวจรดเท้าคล้องแขนอยู่ เธอคือน้ำฝน อดีตดาวมหาวิทยาลัยที่เคยปฏิเสธรวิศอย่างไร้เยื่อใยในวันที่เขายังเป็นแค่เด็กหนุ่มยากจน
"อ้าว นึกว่าใคร ที่แท้ก็รวิศนี่เอง..." กวินลากเสียงยาวอย่างจงใจ กวาดสายตามองชุดลำลองธรรมดาๆ ที่รวิศสวมใส่ด้วยความดูแคลน "ยังเดินช้อปปิ้งในโซนนี้ไหวอยู่อีกเหรอครับเนี่ย นึกว่าบริษัทพ่อแกจะล้มละลายจนต้องไปนอนสะพานลอยนานแล้วซะอีก หรือว่าแอบย่องมาขอส่วนบุญพนักงานขายเขาใส่ถ่ายรูปเล่นเฉยๆ?"
น้ำฝนที่ยืนอยู่ข้างกายหัวเราะคิกคัก เอามือปิดปากทำท่าทางตกอกตกใจแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง "ตายจริง... พี่กวินคะ อย่าไปพูดแบบนั้นสิคะ รวิศเขาคงแค่อยากมาสัมผัสบรรยากาศคนรวยเขาสักครั้งก่อนจะไม่มีโอกาสได้เหยียบห้างหรูๆ แบบนี้อีกนะรuศคะ ดูสภาพสิคะมินตรา... น้องยังต้องมาทนลำบากแบกผู้ชายกระเป๋าแบนแฟนไม่มีอนาคตแบบนี้อยู่อีกเหรอคะเนี่ย?"
มินตราที่ยืนอยู่ข้างรวิศขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตากลมโตฉายแววไม่พอใจอย่างเปิดเผย เธอขยับเข้าไปใกล้รวิศอีกนิดเพื่อแสดงจุดยืน ทว่าก่อนที่เธอจะได้สวนกลับด้วยถ้อยคำใดๆ รวิศก็ยกมือขึ้นแตะไหล่เธอเบาๆ เป็นเชิงห้ามปราม พร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่จุดประกายความกวนประสาทขั้นสุดขึ้นมาทันที
"ลำบากอะไรกันครับคุณน้ำฝน..." รวิศกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงความเฉียบคม ท่าทีผ่อนคลายราวกับกำลังยืนคุยกับอากาศธาตุ "ผมออกจะมีความสุขดีนะ ได้กินอิ่มนอนหลับแถมยังมีคนคอยเอาอกเอาใจ... ต่างจากบางคนแถวนี้ หน้าตาก็พอไปวัดไปวาได้ แต่ทำไมสมองกับมารยาทถึงสวนทางกับราคาเสื้อผ้าที่ใส่จังเลยล่ะครับ หรือว่าเงินที่ซื้อสูทชุดนี้มา มันเป็นเงินทอนจากค่าสินสอดที่คุณแม่ยายเมตตาให้มาตั้งตัวกันแน่?"
คำพูดเรียบๆ แต่เจ็บแสบถึงทรวงอกทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของกวินแข็งค้างในทันที เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความโกรธเกรี้ยว
"แก! ปากดีนักนะไอ้วิส! คิดว่าตัวเองเป็นใครวะ ถึงกล้ามาพูดจาอวดดีใส่ฉันตอนนี้? แกมันก็แค่ไอ้ตัวตลกที่โชคดีเคยจับพลัดจับผลูมาเปิดบริษัทได้ แต่สุดท้ายก็เจ๊งไม่เป็นท่าจนต้องกลายมาเป็นคนตกงานไม่ใช่หรือไงวะ!" กวินกัดฟันกรอด ก้าวประชิดเข้ามาหมายจะกดดันคู่สนทนาด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่กว่า แต่รวิศกลับไม่มีท่าทีสะทกสะทะแม้แต่น้อย เขากลับยืนกอดอก มองอีกฝ่ายด้วยสายตาเวทนาราวกับกำลังมองเด็กน้อยกำลังอาละวาด
"เจ๊งเหรอครับ? ใครบอกคุณเหรอว่าผมเจ๊ง?" รวิศหัวเราะในลำคอเบาๆ "ข่าวสารบ้านเมืองเขาก้าวไปถึงไหนต่อไหนแล้ว คุณยังติดอยู่กับหลุมดำแห่งความอิจฉาริษยาเดิมๆ อยู่อีกหรือครับกวิน... น่าสงสารจัง สมองฝ่อเร็วกว่าวัยอันควรแบบนี้ ระวังโรคอัลไซเมอร์จะถามหาเอานะครับ"
"ปากดีไอ้สัด! แน่จริงแกซื้อสูทในร้านนี้ให้ฉันดูสักตัวสิไอ้จนตรอก! เอาตัวที่แพงที่สุดในร้านนี้เลย! ถ้าแกไม่มีปัญญาจ่าย แกต้องกราบตีนฉันตรงนี้แล้วไสกหัวออกไปจากห้าง!" กวินตวาดลั่นร้านจนพนักงานขายในร้านแตกตื่นวิ่งกรูเข้ามาห้ามปราม แต่กวินกลับสะบัดแขนไล่พนักงานเหล่านั้นออกไป พร้อมจ้องหน้ารวิศอย่างเอาเป็นเอาตาย
บรรยากาศภายในร้านเงียบกริบลงทันที ลูกค้าคนอื่นๆ ต่างหันมามองเป็นตาเดียว มินตราดึงชายเสื้อของรวิศเบาๆ ด้วยความกังวล แม้เธอจะรู้ว่ารวิศเปลี่ยนไปจากเดิม แต่ราคาสูทในร้านนี้แต่ละตัวต่ำๆ ก็หลักแสนปลายๆ ไปจนถึงหลักล้าน การจะมาทุ่มเงินซื้อของฟุ่มเฟือยแบบนี้เพียงเพื่อเอาชนะคำท้าทายดูจะเป็นเรื่องสิ้นเปลืองเกินไปสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน
รวิศก้มมองมินตราที่เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความห่วงใย เขาส่งยิ้มอบอุ่นให้เธอก่อนจะหันกลับไปหากวิน ดวงตาคมกริบฉายประกายเยือกเย็นที่ทำให้กวินถึงกับผงถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
"อยากดูนักใช่ไหมครับว่าผมมีปัญญาซื้อหรือเปล่า..." รวิศเอ่ยเสียงเรียบ หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาปลดล็อกหน้าจอด้วยท่าทางสบายๆ "แต่การให้ผมกราบคุณ มันดูเด็กไปหน่อยนะกวิน... เอาเป็นว่า ถ้าผมซื้อสูททุกตัวในร้านนี้ รวมถึงสูทตัวที่คุณใส่อยู่ตอนนี้ด้วยเงินสด... คุณช่วยกรุณาถอดสูทแล้วเดินแก้ผ้าออกจากห้างนี้ไปรอบหนึ่ง เป็นการขอโทษที่ทำลายบรรยากาศการช้อปปิ้งของคนอื่น... ดีไหมล่ะครับ?"
"ไอ้... ไอ้บ้านี่เพ้อเจ้ออะไรวะ! มึงบ้าไปแล้วเหรอ!" กวินแผดเสียงลั่นด้วยความโมโหสุดขีด ขณะที่น้ำฝนหน้าซีดเผือด รีบดึงแขนสามีพร้อมกับกระซิบเตือนสติ
รวิศไม่สนใจเสียงโวยวาย เขาหันไปพยักหน้าให้พนักงานขายระดับผู้จัดการร้านที่ยืนเหงื่อตกอยู่ใกล้ๆ "คุณผู้จัดการครับ ช่วยรวบรวมสูททั้งหมดในร้านนี้ ไซส์นี้ แบบนี้ และคอลเลกชันที่แพงที่สุดมาให้ผมทั้งหมด รวมถึงตัวที่ไอ้คุณกวินเขาสวมอยู่ด้วยนะครับ ผมเหมาหมด"
ผู้จัดการร้านอ้าปากค้าง สมองประมวลผลไม่ทัน "เอ่อ... คุณลูกค้าคะ คือ..."
รวิศควักกระเป๋าหยิบบัตรเครดิตสีดำสนิท ลวดลายทองคำเรืองแสงจางๆ ปราศจากชื่อหรือโลโก้ธนาคารใดๆ วางลงบนเคาน์เตอร์ด้วยปลายนิ้วอย่างแผ่วเบา แต่เสียงกระทบกับกระจกเคาน์เตอร์กลับดังชัดเจนก้องไปทั่วร้าน
"รูดวงเงินทั้งหมดครับ"
สิ้นคำพูดนั้น เสียงแจ้งเตือนจากระบบปฏิบัติการลึกลับในหัวของรวิศก็ดังขึ้นพร้อมกับหน้าต่างโปร่งแสงสีทองที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาเพียงผู้เดียว:
*[ติ๊ง! ตรวจพบการใช้จ่ายเพื่อตบหน้าศัตรู: ยอดเงินรวม 12,850,000 บาท]*
*[ระบบทำการหักเงินจากบัญชีลับและโอนเข้าบัญชีร้านค้าเสร็จสิ้น!]*
*[ท่านได้รับแต้มความสะใจ +10,000 แต้ม และปลดล็อกฉายา: "เศรษฐีหน้าตายผู้เหยียบย่ำสุนัขจรจัด"]*
ทันใดนั้น เสียงเครื่องรูดบัตรเครดิตแบบพกพาของผู้จัดการร้านก็ส่งเสียงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง...
*ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด... พรึ่บบบ!*
กระดาษใบเสร็จยาวเหยียดพุ่งทะยานออกมาจากเครื่องพิมพ์อย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของร้านที่ดังสนั่นลั่นร้านจนทุกคนต้องอ้าปากค้างตาค้าง
กวินหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ไร้ซึ่งคำพูดใดๆ จะเอ่ย หลุดอุทานออกมาด้วยความตกตะลึงจนตัวสั่นเทา
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความสะใจนี้ด้วยกันนะครับ
ชีวิตติดลบแต่ระบบดันอยากให้เป็นตัวตึง•ตอนที่ 6
เมื่ออดีตเพื่อนรักมาเยือน
ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชีวิตติดลบแต่ระบบดันอยากให้เป็นตัวตึง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!