"เชิญครับ... เชิญออกไปยืนตากน้ำลายตัวเองข้างนอกร้านได้เลยครับท่านผู้จัดการ ประตูทางออกกว้างขวางพอให้คนหน้าหนาๆ เดินสวนกันได้สบายๆ เลยนะครับ"
เสียงหัวเราะเยาะในลำคอของรวิศดังแทรกขึ้นท่ามกลางความเงียบงัดของร้านกาแฟชื่อดัง บรรยากาศภายในร้านตอนนี้อึดอัดเสียยิ่งกว่าห้องสอบสวนอาชญากร ลูกค้าโต๊ะข้างๆ ต่างพากันกลั้นหายใจ ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงกระซิบ ขณะที่ผู้จัดการร้านร่างท้วมหน้าตาเขียวคล้ำด้วยความโกรธ กำลังอ้าปากพะงาบๆ เหมือนปลาขาดน้ำ ดวงตาเบิกโพงด้วยความเหลือเชื่อ สลับกับมองหน้ามินตราคู่หมั้นสาวที่ยืนถือทิชชู่อยู่ข้างกายด้วยความงุนงง
"แก... แกเป็นใครวะไอ้หน้าจืด! กล้าดียังไงมาไล่ฉัน! รู้ไหมว่าฉันเป็นใคร!" ผู้จัดการร้านแผדเสียงคำรามลั่น ใบหน้าอูมๆ แดงก่ำจนเส้นเลือดข้างขมับปูดโปน มือสั่นเทาด้วยความแค้น "รปภ.! รปภ.อยู่ไหนวะ! ลากคอมันออกไปโยนทิ้งถังขยะเดี๋ยวนี้!"
ไม่มีการขยับเขยื้อนจากพนักงานรักษาความปลอดภัยหน้าประตู พวกเขายืนกอดอกทำเป็นมองเพดานอย่างพร้อมใจกัน เพราะในยุคสมัยที่เงินตราคือพระเจ้า การ์ดหนุ่มพวกนั้นย่อมรู้ดีว่าใครคือผู้ถือไพ่เหนือกว่าในเกมนี้
รวิศยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความอบอุ่นหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มันคือรอยยิ้มของอดีตซีอีโอผู้เคยผ่านการเข่นฆ่าทางธุรกิจมาอย่างโชกโชน เขายื่นมือไปหยิบแก้วกาแฟลาเต้ร้อนที่พนักงานสาวคนเดิมเพิ่งทำเสร็จด้วยมือสั่นเทาขึ้นมาจิบเบาๆ ก่อนจะพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างสบายใจเฉิบ
"ผมจะเป็นใคร... มันก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า 'ตึก' หลังนี้ และ 'หุ้น' ของแฟรนไชส์กาแฟที่คุณกำลังกอดอกเบ่งอยู่นี่ ตอนนี้มันเป็นของใครหรอกนะครับ"
คำพูดเรียบๆ แต่เฉียบคมดุจใบมีดโกนอาบน้ำผึ้งทำให้ผู้จัดการร้านชะงักกึก สีหน้าที่เคยเกรี้ยวกราดเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนก
"แก... แกพูดบ้าอะไรวะ! ตึกนี้เป็นของบริษัทแม่..."
"บริษัทแม่เหรอครับ? อ๋อ... หมายถึงบริษัท 'เอ็มไพร์ โฮลดิ้งส์' ที่พวกคุณกราบไหว้กันทุกเช้าใช่มั้ยครับ" รวิศหัวเราะในลำคอเบาๆ พลางควักสมาร์ตโฟนรุ่นเก่าหลุดลอกออกมาหมุนเล่นในมืออย่างไม่ี่แยแส "น่าเสียดายจังนะครับ ที่เมื่อสิบนาทีที่แล้ว บอร์ดบริหารชุดเก่าเพิ่งโดนปลดเรียบร้อยโรงเรียนจีน ส่วนหุ้นร้อยละร้อยของบริษัท... เอ่อ ทางระบบเขาเพิ่งโอนเข้าบัญชีผมแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเมื่อกี้พอดีเลยล่ะครับ"
"โกหก! หน้าด้านโกหกชัดๆ! แกแต่งตัวกระจอกๆ แบบนั้นเนี่ยนะจะเป็นเจ้าของเอ็มไพร์ โฮลดิ้งส์!" ลูกค้าปากเสียที่เคยร่วมวงดูถูกเมื่อครู่โพล่งขึ้นมาด้วยความตกใจกลัวจนเสียงหลง พยายามหาพวกพ้องช่วยสนับสนุน แต่ทว่าทุกคนในร้านต่างถอยกรูดออกห่างจากชายหนุ่มทั้งสองคนราวกับพวกเขากำลังยืนอยู่ใกล้ระเบิดเวลา
มินตราที่ยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดเงียบๆ ค่อยๆ เอื้อมมือเรียวบางมาจับชายเสื้อของรวิศไว้เบาๆ แววตาคู่สวยเต็มไปด้วยความกังวลระคนประหลาดใจ เธอกระซิบเสียงเบาหิว "รวิศ... เล่นใหญ่เกินไปหรือเปล่าคะ เดี๋ยวถ้าตำรวจมาเราจะซวยเอานะคะ..."
รวิศหันไปสบตากับคู่หมั้นสาว ดวงตาที่เคยคมปลาบอ่อนแสงลงชั่วขณะ เขาสส่งยิ้มอบอุ่นให้เธอบางๆ ต่างจากตอนที่ใช้มองหน้าพวกขยะสังคมลิบลับ "ไม่ต้องห่วงหรอกครับมินตรา... คนเราเวลามีเงินอยู่ในบัญชีธนาคารมากเกินไป มันก็มักจะมีอาการคันไม้คันมืออยากจะซื้อความยุติธรรมแจกชาวบ้านเขาเล่นๆ สักรอบสองรอบอยู่แล้วล่ะครับ"
ทันใดนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนข้อความจากแอปพลิเคชันธนาคารในมือถือของรวิศก็ดังขึ้น *ติ๊ง!*
ไม่ใช่แค่เสียงเตือนธรรมดา แต่มันคือเสียงกังวานใสที่เหล่าเศรษฐีใหม่ทั่วโลกต่างใฝ่ฝันหา
[ระบบประกาศ: ภารกิจย่อย "ล้างบางคนอวดรวยในร้านกาแฟ" สำเร็จลุล่วง!]
[ระบบทำการโอนเงินรางวัลมูลค่าเริ่มต้น "10,000,000 บาท" (สิบล้านบาทถ้วน) เข้าสู่บัญชีธนาคารหลักของท่านเรียบร้อยแล้วครับ!]
[ยอดเงินคงเหลือในบัญชีปัจจุบัน: 10,000,542.50 บาท]
รวิศก้มลงมองหน้าจอมือถือที่มีตัวเลขศูนย์เรียงกันเป็นพรืด หัวใจของอดีตคนที่เคยติดลบจนแทบไม่มีข้าวกินกระตุกวูบ แต่มุมปากกลับกระตุกยิ้มกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะถึงใบหู เงินสดสิบล้านบาทแรกเข้ากระเป๋าแบบไม่ต้องเหนื่อยบริหารบริษัทเองแม้แต่วินาทีเดียว ความรู้สึกสะใจแบบ Instant Gratification นี้มันช่างหอมหวานเสียยิ่งกว่ากาแฟแก้วไหนๆ ในโลก
"อืม... สิบล้านบาทนี่ ถ้าเอาไปซื้อกระดาษทิชชูเช็ดรองเท้า คงใช้ได้สักสิบปีพอดิบพอดีเลยสินะครับ" รวิศพึมพำเบาๆ แต่จงใจพูดให้ทุกคนในร้านได้ยินชัดถ้อยชัดคำ
ผู้จัดการร้านหน้าซีดเผือดจนแทบไม่เหลือสีเลือด ขาทั้งสองข้างเริ่มสั่นเทาจนแทบพยุงร่างอ้วนๆ ของตัวเองไม่ไหว เมื่อเห็นพนักงานต้อนรับสาวอีกคนที่วิ่งหน้าตาตื่นถือแท็บเล็ตวิ่งเข้ามาหาพร้อมกับใบหน้าหวาดกลัวสุดขีด
"ผ... ผู้จัดการคะ! แย่แล้วค่ะ! ฝ่ายบัญชีใหญ่โทรมาแจ้งด่วนเมื่อกี้... บอกว่า... บอกว่าประธานคนใหม่ซื้อหุ้นทั้งหมดและสั่งปลดผู้จัดการทันที มีผลย้อนหลังตั้งแต่เที่ยงคืนนี้เลยค่ะ!"
เพล้ง! เหมือนมีค้อนยักษ์ตกลงมาทุบกลางกระบาลของผู้จัดการร้านจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง เขาทรุดฮวบลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้นกระเบื้องเงาวับอย่างไร้ศักดิ์ศรี น้ำตาซึมเบ้าด้วยความสำนึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ดันไปตาถั่วหาเรื่องใส่ตัว
"ท่านประธานครับ! ผม... ผมขอโทษ! ผมมันตาถั่ว! โปรดเมตตาผมด้วยเถอะครับ อย่าไล่ผมออกเลย ผมมีภาระต้องเลี้ยงดู..." ผู้จัดการร้านคลานเข่าเข้ามาหมายจะกอดขาของรวิศ แต่ชายหนุ่มกลับถอยหลังหลบอย่างรังเกียจราวกับรังเกียจหนสกปรก
รวิศก้มมองชายวัยกลางคนที่กำลังร้องไห้ฟูมฟายอยู่เบื้องล่างด้วยสายตาเยียบเย็น ไร้ซึ่งความเห็นใจใดๆ ทั้งสิ้น เพราะในโลกใบนี้ คนที่เหยียบย่ำคนอื่นก่อนย่อมต้องเตรียมใจที่จะถูกเหยียบกลับจนจมดินเช่นกัน
"เสียใจด้วยนะครับคุณผู้จัดการ... แต่โควตาความเมตตาของผมวันนี้ มันหมดไปตั้งแต่คุณกล้าพูดจาดูถูกคู่หมั้นของผมแล้วล่ะครับ" รวิศพูดเสียงเรียบ นัยน์ตาดำขลับฉายแววอำมหิตแบบที่ใครเห็นก็ต้องผวา
ทว่า ในวินาทีที่รวิศกำลังจะสั่งให้ รปภ. หิ้วปีกไอ้สารเลวคู่นี้ออกไปให้พ้นสายตา เสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูของมินตราที่วางอยู่บนโต๊ะก็แผดเสียงดังลั่นขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน
มินตราสะดุ้งเล็กน้อย หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ ปรากฏชื่อสายเรียกเข้าที่ทำเอาใบหน้าหวานซึ้งของเธอนิ่งค้างไปทันที สีหน้าของเธอกลายเป็นซีดเผือดไร้สีเลือดในพริบตาเดียว
"รวิศคะ..." เสียงของมินตราสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ เธอมองหน้าชายหนุ่มด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด "แม่โทรมา... ท่านบอกว่า... เจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบกลุ่มใหญ่ บุกเข้าไปยึดบ้านเก่าของเราแล้วค่ะ!"
รวิศหรี่ตาลงทันที รอยยิ้มพึงพอใจเมื่อครู่หายวับไปกับตา บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบชวนขนหัวลุกในเสี้ยววินาที
- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความกาวและความสะใจนี้นะครับ -
ชีวิตติดลบแต่ระบบดันอยากให้เป็นตัวตึง•ตอนที่ 5
เงินมา งานเดิน
ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชีวิตติดลบแต่ระบบดันอยากให้เป็นตัวตึง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!