"พี่รวิศครับ... ผมว่าเราเดินเข้าร้านข้างทางเถอะครับ กลิ่นกาแฟร้านนี้มันแพงทะลุจมูกจนผมหายใจไม่ออกแล้วนะครับ"
มินตรากระตุกชายเสื้อของรวิศเบาๆ ดวงตากลมโตคู่นั้นกวาดมองไปรอบร้านกาแฟสุดหรูใจกลางย่านธุรกิจ ที่ซึ่งตกแต่งด้วยหินอ่อนนำเข้าและโคมระย้าคริستالราคาร่วมล้าน บนโต๊ะของแต่ละคนมีแล็ปท็อปแบรนด์ผลไม้แปะครึ่งซีก และแก้วกาแฟที่ราคาต่อแก้วอาจจะเพียงพอเป็นค่าข้าวสารให้ครอบครัวเธอกินได้ครึ่งเดือน
รวิศแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตากวาดมองบรรดาไฮโซปลอมๆ ที่กำลังทำท่าทางจิ้มคีย์บอร์ดทำ1งานราวกับบริษัทจะล่มสลายในอีกสามวินาทีข้างหน้า เขายกมือขึ้นจัดปกเสื้อเชิ้ตเก่าๆ ที่มินตราช่วยรีดให้เมื่อเช้า ก่อนจะหันไปสบตากับหญิงสาวด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
"เดินเข้าร้านข้างทางทำไมล่ะมินต์ ในเมื่อระบบมหาเศรษฐีพันล้านที่ผมเพิ่งได้มาเมื่อวาน บอกว่าวันนี้ผมมีสิทธิ์ใช้จ่ายแบบสุรุ่ยสุร่ายได้เต็มที่... ว่าแต่ น้องพนักงานครับ!"
รวิศตะโกนเรียกพนักงานต้อนรับสาวสวยที่ยืนยันตัวตนอยู่หลังเคาน์เตอร์ด้วยน้ำเสียงดังฟังชัด จนลูกค้าคนอื่นๆ ในร้านถึงกับขมวดคิ้วหันมามองด้วยสายตำหนิราวกับเจอแมลงสาบในจานอาหาร
พนักงานสาวคนนั้นเดินนวยนาดเข้ามาใกล้ด้วยรอยยิ้มเสแสร้งแบบมืออาชีพ แต่แววตาเหยียดหยามคู่นั้นกลับปิดไม่มิด เธอมองสำรวจชุดเสื้อผ้าของรวิศและมินตราตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"รับเครื่องดื่มอะไรดีคะคุณลูกค้า ทางร้านเรามีเมล็ดกาแฟนำเข้าจากเอธิโอเปีย คั่วบดด้วยมือ ราคาแก้วละสองร้อยห้าสิบ..."
"ดีเลย!" รวิศขัดขึ้นทันควันด้วยท่าทีสบายๆ "ผมขอแก้วที่แพงที่สุดในร้าน เอาแบบที่กินแล้วบินได้เลยนะ... อ้อ แล้วก็หวานน้อยแบบที่ใจเธอยังโหยหาความรักด้วยนะน้อง"
มินตราหลบตาแทบไม่ทัน เธอใช้มือเรียวบางปิดหน้าผากตัวเองด้วยความอาย ขณะที่พนักงานสาวหน้าตึงขึ้นมาทันที เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะกระแทกเสียงตอบกลับ
"เครื่องดื่มที่แพงที่สุดของเราคือ 'โกลด์คราฟต์เอสเพรสโซ่' แก้วละแปดร้อยบาทค่ะ... กรุณาชำระเงินก่อนทำรายการด้วยนะคะ เพราะทางร้านเราไม่รับออร์เดอร์เชื่อ"
บรรยากาศรอบโต๊ะเงียบกริบลงทันที ลูกค้าโต๊ะข้างๆ เริ่มซุบซิบและหัวเราะคิกคัก ชายหนุ่มใส่สูทแบรนด์เนมที่นั่งอยู่โต๊ะถัดไปถึงกับวางแก้วกาแฟลงแล้วส่ายหัวด้วยความสมเพช
"สมัยนี้คนจนมักชอบทำตัวแปลกๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจสินะ..." เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากชายหนุ่มคนนั้น เขาคือ 'กิตติ' ลูกชายเจ้าของธุรกิจนำเข้ารถยนต์หรู ซึ่งเป็นอดีตคู่แข่งทางธุรกิจที่เคยพยายามกลืนกิจการของรวิศในช่วงที่บริษัทของเขากำลังดิ่งเหว กิตติลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้ามาใกล้ด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย "อ้าว รวิศ! นึกว่าใคร ที่แท้ก็หมาตกอับนี่เอง ถึงขั้นต้องมาเดินเร่ร่อนหาเศษกาแฟกินในร้านหรูๆ เลยรึไงวะ? หรือว่าเงินค่าเช่าห้องเดือนนี้ยังไม่มีจ่าย ถึงต้องมาทำตัวน่าสมเพชแบบนี้?"
มินตราเม้มปากแน่น ความโกรธพุ่งพล่านขึ้นมาในอก เธอเตรียมจะอ้าปากสวนกลับไอ้คนปากเสียคนนี้ แต่รวิศกลับยกมือขึ้นห้ามไว้เสียก่อน
ใบหน้าของรวิศไม่มีร่องรอยของความโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เขากลับยิ้มกว้างราวกับเพิ่งได้ยินเรื่องตลกที่สุดในรอบปี
"อ้าว กิตติ... หน้ายังหนาเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ นายยังขับรถคันเดิมที่พ่อซื้อให้ใหม่อ่ะ หรือว่าผ่อนงวดสุดท้ายไม่ไหวจนไฟแนนซ์จะมาตามยึดแล้ว?" รวิศสวนกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เชือดเฉือนถึงกระดูกดำ
หน้าของกิตติเผือดสีลงทันตาเห็น รอยยิ้มเยาะเย้ยแข็งค้างอยู่บนใบหน้า เขากัดฟันกรอด "ปากดีนักนะมึง! คิดว่าตัวเองยังเป็นซีอีโอเนื้อหอมอยู่หรือไง บริษัทก็ล้มละลาย เมียก็ต้องมาลำบากด้วย... แกมีปัญญาจ่ายค่ากาแฟแก้วละแปดร้อยนี่จริงๆ หรือวะ หรือว่าจะให้ฉันช่วยควักเศษเหรียญสลึงในกระเป๋าเสื้อให้เป็นทาน?"
สิ้นคำพูดของกิตติ เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นเบาๆ จากลูกค้าคนอื่นในร้าน พนักงานสาวที่รับออร์เดอร์ส่งสายตารังเกียจอย่างไม่ปิดบัง พร้อมกับแบมือทวงเงินทันที
"กรุณาจ่ายเงินแปดร้อยบาทด้วยค่ะ ถ้าไม่มีปัญญาจ่าย เชิญออกไปจากร้านนะคะ รบกวนลูกค้าท่านอื่นค่ะ"
รวิศไม่ตอบโต้อะไร เขาควักมือลงไปในกระเป๋าเสื้อกั๊กเก่าๆ ควานหาอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะดึงมือออกมา แล้วเทบางสิ่งลงบนโต๊ะหินอ่อนตรงหน้า
*แปะ... แปะ... แปะ...*
เหรียญสลึงและเหรียญห้าสิบสตางค์เก่าๆ กองโตกลิ้งไปมาบนโต๊ะหินอ่อนราคาแพง เสียงโลหะกระทบกับพื้นผิวหินดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบงันของทุกคนในร้าน รวิศนับเหรียญพวกนั้นทีละเหรียญด้วยท่าทีจริงจังราวกับกำลังตรวจเช็คบัญชีบริษัทมูลค่าหมื่นล้าน
"นี่ครับค่ากาแฟ... สลึงนึง สองสลึง สามสลึง... ครบแปดร้อยบาทพอดีเป๊ะครับน้อง" รวิศเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มหวานหยดให้พนักงานสาวที่ตอนนี้หน้าเขียวคล้ำสลับกับแดงแจ๋ด้วยความโกรธ
กิตติหัวเราะลั่นร้าน "ฮ่าๆๆ! ไอ้สารเลว! มึงเอาเศษเหรียญบ้าพวกนี้มาจากไหนวะเนี่ย? ไปเก็บขยะมาขายเหรอฮะ? น่าสมเพชสิ้นดี!"
พนักงานสาวหน้าเสีย รีบกวาดเหรียญพวกนั้นใส่ถาดด้วยความรังเกียจ เธอกัดฟันกรอดเตรียมจะไล่ตะردสองคนนี้ออกจากร้านให้พ้นหูพ้นตา แต่ในจังหวะนั้นเอง...
*Rrrr... Rrrr...*
โทรศัพท์มือถือราคาถูกในกระเป๋าของรวิศก็สั่นครืนขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เขากดรับสายแล้วเปิดสปีกเกอร์โฟนโดยไม่ลังเล ท่ามกลางสายตาทุกคู่ที่จ้องมองมาด้วยความหมั่นไส้
[ "เรียน ท่านประธานรวิศครับ..." ] เสียงปลายสายดังชัดเจนด้วยความนอบน้อมอย่างถึงที่สุด [ "ทางธนาคารกลางเพิ่งได้รับคำสั่งจากระบบส่วนกลางของคุณชาย ให้ทำการโอนกรรมสิทธิ์ร้านกาแฟ 'สตาร์ลักซ์' ทุกสาขาทั่วประเทศ รวมถึงอาคารพาณิชย์สามชั้นหลังนี้ ให้ตกเป็นของท่านประธานโดยสมบูรณ์แล้วครับ... มีอะไรให้ผมรับใช้เพิ่มเติมไหมครับท่าน?" ]
กิตติที่ยืนหัวเราะอยู่เมื่อครู่ถึงกับสำลักน้ำลายตัวเอง หน้าตาซีดเผือดลงจนแทบไม่เหลือสีเลือด พนักงานสาวสะดุ้งสุดตัวทำถาดในมือหล่นร่วงเสียงดังเคร้ง
รวิศค่อยๆ หยิบการ์ดสีดำสนิทที่ปรากฏขึ้นในมือจากความว่างเปล่าอย่างไร้ร่องรอย ขึ้นมาคีบไว้ระหว่างนิ้วชี้และนิ้วกลาง แล้วหมุนเล่นช้าๆ
เขายิ้มมุมปาก พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพนุ่มนวลจนน่าขนลุก
"ไม่ต้องทำอะไรมากหรอก... แค่ช่วยไล่ไอ้ลูกค้าปากเสียกับพนักงานที่มารยาททรามออกไปจากร้านของ 'ฉัน' ให้ที ก็พอแล้วล่ะมั้งครับ"
ชีวิตติดลบแต่ระบบดันอยากให้เป็นตัวตึง•ตอนที่ 4
ภารกิจแรก: สั่งกาแฟหรูด้วยเหรียญสลึง
ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชีวิตติดลบแต่ระบบดันอยากให้เป็นตัวตึง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!