"บอกตามตรงนะคุณรวิศ ถ้าโปรજેกต์นี้เสร็จไม่ทันเที่ยงนี้ ค่าปรับของบริษัทผมคงทำให้คุณต้องไปนั่งกินแกลบแทนข้าว และเกรงว่าคู่หมั้นของคุณ... คงต้องไปหาอาชีพเสริมที่มันได้เงินเร็วๆ หน่อยล่ะมั้งครับถึงจะพอกิน"
เสียงหัวเราะเยาะหยันดังลอดออกมาจากลำโพงสมาร์ทโฟนราคาแพง บนโต๊ะทำงานรกๆ ในห้องเช่าคับแคบ รวิศไม่ได้แสดงอาการเดือดเนื้อร้อนใจแม้แต่น้อย เขากำลังใช้มือข้างหนึ่งคีบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเข้าปากอย่างสบายใจเฉิบ ขณะที่อีกมือถือโทรศัพท์ห่างจากใบหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงน้ำลายพ่นใส่ของ "คุณชายธนทัต" ลูกค้าหัวหมอเจ้าของโปรเจกต์อสังหาริมทรัพย์ร้อยล้านที่ชอบกดหัวคนอื่นเป็นกิจวัตร
มินตราที่นั่งอยู่มุมห้อง สะดุ้งเฮือก ใบหน้าหวานซึ้งที่เคยยิ้มแย้มเสมอเผือดสีลงทันที ดวงตากลมโตฉายแววเจ็บปวดแต่ก็ยังกัดริมฝีปากแน่น เธอกำลังจะเอ่ยปากสวนกลับไอ้คนปากเสียผ่านสาย แต่รวิศกลับยกมือขึ้นห้ามปรามเบาๆ พร้อมกับส่งยิ้มมุมปากที่เปี่ยมไปด้วยความกวนประสาทไปให้เธอก่อนจะหันกลับมาสนใจปลายสาย
"แกลบอร่อยดีนะครับคุณธนทัต มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ไฟเบอร์สูง ดีกว่ากินข้าวหรูๆ แล้วสมองกลวงไปวันๆ ตั้งเยอะ" รวิศเคี้ยวเส้นบะหมี่กรุบๆ เสียงดังฟังชัดผ่านไมโครโฟน "ส่วนเรื่องคู่หมั้นผม... เอ่อ พอดีเธอไม่ค่อยชอบทำอาชีพที่ต้องใช้ปากพ่นมลพิษใส่คนอื่นแบบคุณหรอกครับ เธอรักความสะอาด"
"นี่แก! สามหาวนักนะ! แกกล้าดียังไงมาพูดจาแบบนี้กับฉัน รู้ไหมว่าฉันเป็นใคร!" ธนทัตแผดเสียงลั่น สายตาน่าจะแดงก่ำด้วยความโกรธอยู่ปลายสาย รวิศแกล้งทำเป็นดึงโทรศัพท์ออกห่างจากหูแล้วเป่าลมใส่ราวกับรำคาญเสียงแมลงหวี่แมลงวัน
"อ๋อ จำได้สิครับ คุณคือธนทัต ลูกค้าผู้มีพระคุณที่ชอบเบี้ยวค่าจวด... เอ๊ย ค่ามัดจำรอบแรก แถมยังชอบแก้บรีฟงานจนลิงหลับมาแล้วสามรอบไงครับ จำแม่นเลยล่ะครับ" รวิศหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ท่าทางไม่สะทกสะท้านทำให้มินตราที่นั่งมองอยู่ถึงกับเผลอหลุดยิ้มออกมาจางๆ ความตึงเครียดในห้องผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
*โครมคราม!*
เสียงประตูชั้นดาดฟ้าถูกถีบเปิดออกอย่างรุนแรงจนสะเทือนมาถึงชั้นล่าง ตามมาด้วยฝีเท้าหนักแน่นของชายชุดสูทสากลสีดำสนิทสามคนที่เดินเรียงแถวลงมาอย่างเป็นระเบียบ พวกเขาหยุดยืนตรงหน้าห้องเช่าที่เปิดประตูอ้าซ่าไว้ บอดี้แวร์ดร่างยักษ์ทั้งสามโค้งคำนับให้รวิศอย่างนอบน้อมพร้อมเพรียงกันราวกับฝึกซ้อมมาเป็นอย่างดี ก่อนที่ชายคนกลางจะก้าวล้ำเข้ามาในห้อง พร้อมกับยื่นบัตรเครดิตสีดำสนิทฝังเพชรแท้สะท้อนแสงไฟวิบวับให้แก่เขาด้วยสองมือ
รวิศรับบัตรใบนั้นมาคีบไว้ระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วกลาง ดวงตาคมกริบเหลือบมองโลโก้ธนาคารระดับโลกที่สลักด้วยทองคำบริสุทธิ์บนหน้าบัตร
"อืม... มาเร็วกว่าที่คิดนะเนี่ย" รวิศพึมพำเบาๆ ก่อนจะกดเปิดสปีกเกอร์โฟนให้เสียงของธนทัตดังลอยเคว้งอยู่ในห้องอีกครั้ง
"นี่แกเงียบทำไมวะ! ฟังฉันอยู่หรือเปล่า! ถ้าไม่อยากให้บริษัทต๊อกต๋อยของแกโดนฟ้องจนล้มละลาย ก็รีบกราบขอร้องฉันซะ! แล้วฉันจะเมตตาต่อสัญญาให้... อีกอย่าง แกบอกว่าแกมีปัญญาจ่ายค่าปรับงั้นเหรอ ฝันกลางวันอยู่หรือไงวะไอ้จนตรอก!" เสียงธนทัตยังคงตะคอกใส่โทรศัพท์ด้วยความลำพองใจ
รวิศถอนหายใจยาวเหยียดอย่างเบื่อหน่าย เขาส่งซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้มินตราถือไว้ ก่อนจะขยับคอเสื้อยืดขาดๆ ของตัวเองให้เข้าที่ แล้วพูดใส่ไมโครโฟนด้วยน้ำเสียงเรียաբนิ่งแต่นุ่มนวล
"คุณธนทัตครับ... คนเราเนี่ย ถ้าสมองมีรอยหยักน้อยไป มันก็ลำบากหน่อยนะ"
"แกหมายความว่ายังไงวะ!"
"ผมหมายความว่า..." รวิศส่งสัญญาณมือให้ชายชุดสูทคนขวายื่นกระเป๋าเอกสารหนังแท้ใบโตมาให้ เขาเปิดซิปออก เผยให้เห็นปึกธนบัตรสีม่วงหนาปึ้กอัดแน่นเต็มกระเป๋า ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูอีกครั้ง "บริษัทต๊อกต๋อยของผมคงไม่มีปัญญาจ่ายค่าปรับให้คุณหรอกครับ... เพราะตอนนี้ ผมเพิ่งจะซื้อบริษัทอสังหาฯ ของคุณไปเรียบร้อยแล้วต่างหากล่ะครับ"
ปลายสายเงียบกริบไปชั่วขณะ เสียงลมหายใจหอบสะท้านดังลอดเข้ามาแทนที่คำผรุสวาท
"แก... แกพูดบ้าอะไรวะ! บริษัทฉันมูลค่าเป็นร้อยล้าน! แกไม่มีทาง..."
"ไม่มีทางเหรอครับ?" รวิศหันไปพยักพริบตาให้บอดี้การ์ดคนสนิทที่ยืนอยู่ข้างๆ ชายชุดสูทหยิบแท็บเล็ตหรูขึ้นมาเปิดหน้าจอแสดงผลการโอนหุ้นและเอกสารสิทธิ์ขาด ส่งให้รวิศชูขึ้นตรงหน้าจอวิดีโอคอลที่เขาเพิ่งกดเปิดภาพใบหน้าตัวเองให้ธนทัตเห็นชัดๆ
"มองหน้าผมให้ชัดๆ นะครับคุณธนทัต... อ้อ ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ในฐานะเจ้านายคนใหม่ของคุณ ผมขอยกเลิกโปรเจกต์ที่คุณถืออยู่ทั้งหมด และข้อหาที่คุณปากเสียใส่ผมเมื่อกี้... เตรียมตัวเก็บกระเป๋าออกจากห้องทำงานของคุณภายในห้านาทีนี้ได้เลยครับ"
มินตราอ้าปากค้าง ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เธอมองหน้าชายหนุ่มผู้เป็นคู่หมั้นสลับกับชายชุดสูททรงพลังในห้องสลับไปมา สมองอันน้อยนิดของเธอมึนงงไปหมด ชายหนุ่มที่เคยนั่งกินบะหมี่ประทังชีวิตร่วมกันเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน กลายมาเป็นเจ้าของบริษัทที่พวกเธอเคยต้องก้มหัวให้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!
"เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด! แกเป็นใครวะ! แกเป็นแค่ไอ้จน..." เสียงธนทัตกรีดร้องลั่นด้วยความสติหลุด
"ผมก็แค่... คนที่ระบบมันรักมากเกินไปหน่อยก็เท่านั้นแหละครับ" รวิศยิ้มกริ่มอย่างอารมณ์ดี
รวิศไม่ได้รอให้ธนทัตได้โวยวายต่อ เขากดตัดสายทิ้งอย่างไร้เยื่อใย เสียงสัญญาณตัดสายดัง *ตู๊ด* ยาวๆ ท่าىกลางความเงียบงันที่ปกคลุมไปทั่วห้องเช่าแคบๆ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเก่าๆ ที่ส่งเสียงครางหึ่งๆ แข่งกับหัวใจของมินตราที่เต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
ชายชุดสูทหัวหน้าทีมโค้งตัวลงต่ำเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท
"ท่านประธานครับ... เฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวจอดรออยู่บนดาดฟ้าเรียบร้อยแล้วครับ เชิญท่านและคุณผู้หญิงเดินทางได้เลยครับ"
รวิศเหลือบมองมินตราที่ยังคงยืนอึ้งค้างถือซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทำหน้าเหวอ เขายื่นมือหนาไปกอบกุมมือเรียวบางที่สั่นเทาเล็กน้อยไว้แน่น แล้วส่งรอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยนที่แตกต่างจากเมื่อครู่โดยสิ้นเชิงให้เธอ
"ไปกันเถอะครับคุณคู่หมั้น... ไปกินข้าวหรูๆ ให้สมฐานะภรรยาเจ้าของบริษัทพันล้านกันดีกว่าครับ"
รวิศก้าวเดินนำหน้าพาหญิงสาวผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาเนิ่นนานมุ่งหน้าสู่บันไดดาดฟ้า ทิ้งชีวิตติดลบไว้เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี ทว่า ในขณะที่ประตูเหล็กดาดฟ้ากำลังจะถูกผลักเปิดออกเพื่อรับสายลมแห่งความสำเร็จ เสียงแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนในกระเป๋าเสื้อของรวิศก็ดังขึ้น *ติ๊ง!* พร้อมกับข้อความปริศนาจากระบบที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอโดยไม่มีปุ่มให้ปฏิเสธ
[แจ้งเตือนจากระบบ: ยินดีด้วยท่านประธาน ท่านได้เคลียร์เคสด่วนสำเร็จ! แต่ทว่า... บุคคลจากอดีตที่คุณไม่อยากเจอที่สุด กำลังยืนรอต้อนรับท่านอยู่บนเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวลำนั้นแล้วครับ...]
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้ผมเสมอนะครับ
ชีวิตติดลบแต่ระบบดันอยากให้เป็นตัวตึง•ตอนที่ 17
เจ้านายคนใหม่นิสัยเสีย
ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชีวิตติดลบแต่ระบบดันอยากให้เป็นตัวตึง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!