ชีวิตติดลบแต่ระบบดันอยากให้เป็นตัวตึง•ตอนที่ 12

อดีตคู่หมั้นผู้เย็นชา

ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
"ถ้ารู้ว่าสภาพจะอนาถขนาดนี้ เธอน่าจะยอมเซ็นใบหย่าตั้งแต่ตอนที่เรายังอยู่ที่สำนักงานเขตแล้วนะ มินตรา... ไม่สิ ตอนนี้เธอคงไม่มีปัญญาแม้แต่จะจ่ายค่ากาแฟแก้วนี้ด้วยซ้ำมั้ง?" เสียงหัวเราะเยาะหยันดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศหรูหราของร้านกาแฟแบรนด์ดังระดับโลกกลางย่านธุรกิจ สำเนียงที่เต็มไปด้วยความดูแคลนนั้นลอยเด่นเหนือเสียงดนตรีแจズคลอเบาๆ ในร้าน รวิศหรี่ตามองชายหนุ่มในชุดสูทแบรนด์เนมเข้ารูปที่กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้าม ใบหน้าของอีกฝ่ายประดับด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยที่ชวนให้ต่อยให้ฟันร่วงเสียจริง เขาคือ 'กิตติธัช' อดีตคู่หมั้นของมินตรา ลูกชายเจ้าของธุรกิจนำเข้ารถยนต์หรูที่เคยทิ้งเธอไปอย่างไร้เยื่อใยในวันที่บริษัทครอบครัวเธอล้มละลาย และในตอนนี้ ชายหนุ่มคนเดิมกลับปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งพร้อมกับความตั้งใจเดียว นั่นคือการเหยียบย่ำซ้ำเติมคนที่เคยต่ำกว่าตนเองให้จมดิน รวิศไม่ได้โกรธเกรี้ยว เขากลับยกแก้วกาแฟลาเต้ราคาหลักร้อยขึ้นจิบด้วยท่าทางสบายอารมณ์ ราวกับว่าสิ่งที่กิตติธัชพ่นออกมาเป็นเพียงเสียงแมลงหวี่แมลงวันน่ารำคาญตัวหนึ่งเท่านั้น มินตราที่นั่งอยู่ข้างกายรวิศขยับตัวเล็กน้อย ใบหน้าหวานมีความกังวลฉายชัด ดวงตากลมโตมองอดีตคู่หมั้นด้วยความรู้สึกซับซ้อน เธอกำมือแน่นใต้โต๊ะ ไม่ใช่เพราะกลัวคำดูถูก แต่เพราะกลัวว่ารวิศจะอารมณ์เสียกับเรื่องไม่เป็นเรื่องเหล่านี้ "คุณธัชพูดเกินไปแล้วครับ" รวิศวางแก้วลงบนจานรองเสียงดังกระทบกันเบาๆ ชวนให้ใจหาย "กาแฟแก้วนี้ราคาไม่กี่บาทหรอกครับ ผมว่าตัวคุณธัชต่างหากที่ดูจะกังวลเรื่องเงินในกระเป๋ามากกว่า ดูจากนาฬิกาข้อมือรุ่น Limited Edition ที่คุณใส่... อ้อ เรือนนี้ถ้าจำไม่ผิด เป็นคอลเลกชันปีที่แล้วที่ตกรุ่นไปไกลแล้วนี่ครับ แถมยังต้องผ่อนผ่านบัตรเครดิตตั้งสิบสองงวดไม่ใช่เหรอครับ?" รอยยิ้มบนใบหน้าของกิตติธัชแข็งค้างทันที สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากเย่อหยิ่งเป็นบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ "แก! ว่ายังไงนะไอ้รวิศ! แกมันก็แค่ไอ้ตกอับที่โดนไล่ออกจากเก้าอี้ซีอีโอไม่ใช่รึไง! ตอนนี้บริษัทก็เจ๊งไม่เป็นท่า เป็นหนี้ท่วมหัวจนต้องมาเกาะผู้หญิงกิน ยังมีหน้ามาปากดีใส่ฉันอีกเรอะ!" กิตติธัชตบโต๊ะเสียงดังจนลูกค้าโต๊ะอื่นหันมามอง แต่รวิศยังคงนิ่งสงบอย่างน่าประหลาด มินตราดึงแขนเสื้อของรวิศเบาๆ พร้อมกระซิบด้วยความหวดีด "รวิศคะ... อย่าไปถือสาเขาเลย เรากลับกันเถอะนะ" รวิศหันไปยิ้มใหมินตรา แววตาที่มองเธอนั้นอบอุ่นและอ่อนโยนอย่างยิ่ง ต่างจากเวลาที่มองคนอื่นลิบลับ "มินตราครับ คนบางคนเขาเกิดมาเพื่อโชว์ความโง่ให้คนอื่นดู เราควรมีความใจบุญปล่อยให้เขาแสดงตลกต่อไปดีกว่านะครับ ไม่อย่างนั้นเขาจะเสียน้ำใจแย่" "แก...!" กิตติธัชผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ชี้หน้ามินตราสลับกับรวิศด้วยความโมโหจัด "มินตรา เธอตาบอดหรือไงถึงได้มาคบกับไอ้ขี้คุยนี่! ดูฉันสิ ตอนนี้ฉันกำลังจะเซ็นสัญญามูลค่าร้อยล้านกับพันธมิตรต่างชาติ ชีวิตฉันมีแต่ขาขึ้น ส่วนพวกเธอสองคน... อีกไม่นานก็คงต้องไปนอนข้างถนนแล้วล่ะ!" ท่ามกลางความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้น รวิศกลับหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่กวนประสาทและเยือกเย็นในเวลาเดียวกัน เขาสอดมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูท หยิบบัตรพลาสติกสีดำสนิทที่ปราศจากลวดลายใดๆ นอกจากชิปทองคำฝังอยู่ ออกมาวางเคาะเบาๆ บนโต๊ะ "ร้อยล้านเหรอครับ?" รวิศเอียงคอถามด้วยรอยยิ้ม "น่าสนใจจังเลยนะครับ พอดีผมเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ใช้โควตาประจำวันของระบบเลย..." กิตติธัชหัวเราะร่วนด้วยความสมเพช "บัตรอะไรของแกวะ? บัตรส่วนลดร้านสะดวกซื้อรึไง ทำเป็นเท่ไปได้ หน้าอย่างแกมีปัญญาถือบัตรเครดิตดำไร้วงเงินด้วยเหรอ รู้จักไหมบัตร Centurion น่ะ หצะ ฝันกลางวันอยู่หรือไงวะ!" รวิศไม่ได้ตอบโต้อะไรด้วยวาจา เขาส่งสัญญาณเรียกพนักงานเสิร์ฟที่ยืนมองเหตุการณ์ด้วยความกล้าๆ กลัวๆ ให้เดินเข้ามาใกล้ "น้องครับ รบกวนช่วยคิดเงินค่ากาแฟสองแก้วนี้หน่อยครับ" รวิศผายมือไปที่แก้วบนโต๊ะ "เอ่อ... ทั้งหมดสามร้อยห้าสิบบบาทค่ะคุณลูกค้า" พนักงานตอบเสียงสั่น รวิศยื่นบัตรสีดำสนิทใบนั้นให้กับพนักงาน "ตัดผ่านบัตรนี้เลยครับ... อ้อ แล้วช่วยรูดซื้อร้านกาแฟนี้ทั้งหมดให้ผมทีพอดีผมเบื่อหน้าคนแถวนี้ อยากเปลี่ยนให้ร้านนี้เป็นโรงจอดจักรยานส่วนตัวสักหน่อยครับ" พนักงานรับบัตรมาด้วยมือที่สั่นเทา เธอไม่แน่ใจว่าลูกค้ารายนี้สติไม่ดีหรือเป็นมหาเศรษฐีตัวจริง แต่เมื่อเครื่องรูดบัตรไร้สายถูกนำมาแตะลงบนบัตรสีดำสนิท... *ติ๊ด! อนุมัติการทำรายการสำเร็จ* เสียงเครื่องรูดบัตรดังขึ้นพร้อมกับใบเสร็จที่ปริ้นท์ยาวเหยียดออกมา กิตติธัชอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างจนแทบถลนออกมานอกเบ้า รอยยิ้มเยาะหยันบนใบหน้าของเขาถูกแทนที่ด้วยความตกตะลึงพรึงเพริดจนสมองแทบหยุดทำงาน ขณะที่มินตราหันมามองรวิศด้วยความมึนงงปนตกใจไม่แพ้กัน ทว่า ในวินาทีที่ทุกคนกำลังช็อกกับตัวเลขวงเงินมหาศาลบนหน้าจอเครื่องรูดบัตรนั้นเอง ประตูร้านกาแฟกระจกใสก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้พิธีรีตอง กลุ่มชายชุดดำร่างยักษ์ไม่ต่ำกว่าสิบคนเดินเรียงแถวเข้ามาด้วยท่าทีแข็งกร้าว และตรงกลางกลุ่มนั้นคือชายชราในชุดสูทสากลเนี้ยบกริบ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจางๆ ที่บ่งบอกถึงอดีตอันโชกโชน เขากวาดสายตามองภายในร้านก่อนจะมาหยุดอยู่ที่รวิศ ชายชราคนนั้นรีบก้าวเท้าเข้ามาคุกเข่าลงข้างหนึ่งต่อหน้ารวิศท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนในร้าน พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำที่ประกาศก้องด้วยความเคารพสูงสุด "นายท่านครับ... รถโรллส์-รอยซ์และกองกำลังทั้งหมดที่ท่านสั่ง เตรียมพร้อมรออยู่ด้านนอกแล้วครับ บอร์ดบริหารของบริษัทคู่แข่งที่พยายามฮุบกิจการของท่านเมื่อวานนี้... ล้มละลายและยื่นเรื่องขอร้องความเมตตาจากท่านแล้วครับ!" รวิศเหลือบมองชายชราที่คุกเข่าอยู่เบื้องลึก ก่อนจะหันกลับไปสบตากับกิตติธัชที่ตอนนี้ใบหน้าซีดเผือดราวกับคนใกล้ตาย และกำลังสั่นเทาไปทั้งตัวด้วยความหวาดกลัวสุดขีด แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชีวิตติดลบแต่ระบบดันอยากให้เป็นตัวตึง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%