ชีวิตติดลบแต่ระบบดันอยากให้เป็นตัวตึง•ตอนที่ 8

งานเลี้ยงรุ่นที่พังไม่เป็นท่า

ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
"หู้ว... ร้านอาหารนี่ค่าอาหารน่าจะจานละเป็นหมื่นนะครับพี่รวิศ แบบนี้ถ้าพวกเรากินกันจนหมดโต๊ะ มินตรา เกรงว่าเราอาจจะต้องล้างจานชดใช้เขาไปตลอดชีวิตชาติหน้าเลยนะครับเนี่ย" เสียงกระซิบกระซาบเจือความกังวลของมินตราดังขึ้นเบาๆ พลางดึงชายเสื้อสูทของผมไว้แน่น ดวงตากลมโตคู่สวยกวาดมองไปรอบห้องจัดเลี้ยงสุดหรูระดับมิชลินสามดาว ที่ประดับประดาด้วยโคมระย้าคริสตัลสวารอฟสกี้ระยิบระยับบาดตา บรรดาเพื่อนร่วมรุ่นมหาวิทยาลัยที่เคยเมินเฉยและเหยียดหยามเราในยวันวาน ต่างกำลังส่งเสียงหัวเราะรื่นเริงเคล้าเสียงดนตรีคลาสสิกคลอเบาๆ ผมเหลือบมองหญิงสาวข้างกายที่ยังคงสวมชุดเดรสราคาประหยัดตัวเก่า แต่มันกลับขับเน้นความงามตามธรรมชาติและจิตใจที่งดงามของเธอให้โดดเด่นท่ามกลางหมู่มวลไฮโซปลอมๆ เหล่านี้ รวิศคนนี้ต่อให้ต้องล่มจมลงนรกขุมที่สิบ ก็ไม่มีวันยอมให้ผู้หญิงที่อยู่เคียงข้างผมในยวันลำบากต้องมานั่งกังวลเรื่องเงินในกระเป๋าอีกต่อไปแล้วครับ "ล้างจานอะไรกันครับมินตราตัวน้อยของพี่..." ผมอมยิ้มมุมปาก พลางเอื้อมมือไปกุมมือเรียวบางที่เย็นเฉียบของเธอขึ้นมาบีบเบาๆ เพื่อถ่าย "ถ้าพวกเขาคิดจะให้เราล้างจานจริงๆ เดี๋ยวผมจะเหมาทั้งร้านนี้แล้วเปลี่ยนมันให้เป็นล้างรถส่วนตัวของคุณซะเลยดีไหมครับ" มินตราหลุดหัวเราะคิกออกมาเบาๆ กับมุกกวนๆ ของผม ความตึงเครียดในแววตาของเธอลดลงไปครึ่งหนึ่ง ทว่าเสียงหัวเราะของเธอกลับไปสะดุดหูใครบางคนเข้าอย่างจัง "อุ๊ยตาย! เสียงหัวเราะคุ้นๆ นึกว่าใคร ที่แท้ก็คู่รักยอดกตัญญูกับยาจกผู้พลิกแผ่นดินหางานทำนี่เอง..." เสียงแหลมสูงเจือความเยาะเย้ยดังแทรกขึ้นกลางวงล้อม 'คุณชายกรณ์' ทายาทธุรกิจนำเข้ารถยนต์หรู ร่างท้วมในชุดสูทแบรนด์เนมตัดเย็บพิเศษเดินควงมากับหญิงสาวแต่งกายด้วยเครื่องเพชรระยิบระยับ ทั้งคู่ก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าโต๊ะของเราด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง ดวงตาของกรณ์กวาดมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความสมเพชเวทนาอย่างไม่คิดจะปิดบัง ผมเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างไม่สะทกสะท้าน นั่งไขว่ห้างพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับกำลังนั่งชมละครลิงในสวนสัตว์ "อ้าว กรณ์... นึกว่าใคร หน้าตาเหมือนท่อไอเสียรถบรรทุกน้ำมันแบบนี้ ยังไม่เลิกนิสัยชอบเห่าทักชาวบ้านเขาอีกเหรอครับเนี่ย ระวังปากจะฉีกถึงใบหูเอานะครับ ด้วยความหวังดีจากเพื่อนเก่า" ผมตอบกลับด้วยรอยยิ้มสุภาพแต่เชือดเฉือนจนอีกฝ่ายหน้าเจื่อน "แก! ปากดีไม่เปลี่ยนเลยนะรวิศ!" กรณ์หน้าดำคร่ำเครียด ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธที่ถูกตอกกลับต่อหน้าธารกำนัล "บริษัทพ่อแกเจ๊งจนต้องไปนอนใต้สะพานลอยไม่ใช่เหรอวะ แล้วเอาปัญญาที่ไหนแบกหน้ามาร่วมงานเลี้ยงรุ่นระดับนี้ได้ หรือว่าแอบย่องเข้ามาขโมยคานาเป้กินแก้หิว?" เสียงหัวเราะคิกคักจากบรรดาเพื่อนร่วมรุ่นที่ล้อมวงเข้ามาดูความสนุกดังระรงขึ้น หลายคนส่งสายตาสมเพชเวทนามาที่เรา บ้างก็กระซิบกระซาบ นินทาอย่างสนุกปาก มินตราเม้มริมฝีปากแน่น ใบหน้านวลเริ่มซีดเผือดด้วยความอับอาย เธอกำลังจะขยับตัวลุกขึ้นเพื่อดึงผมเดินออกจากที่นี่ แต่ผมกลับใช้มือแตะเบาๆ ที่ไหล่ของเธอ พร้อมส่งสายตาอบอุ่นบอกให้รอดูกลโกงของโลกใบนี้ "ขโมยเหรอครับ? ฟังดูเสียมารยาทจังนะกรณ์..." ผมหัวเราะในลำคอเบาๆ หยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูขึ้นมาหมุนเล่นในมืออย่างใจเย็น "คนระดับผม ถ้าจะกิน คงไม่ได้กินแค่คานาเป้หรอกครับ... พอดีว่าบังเอิญผมเพิ่งซื้อตึกทั้งหลังนี้รวมถึงโรงแรมห้าดาวเครือนี้ไว้เมื่อตอนบ่าย สรุปง่ายๆ ก็คือ... พวกคุณกำลังยืนหายใจบนพื้นที่และกินอาหารที่ผมเป็นเจ้าของอยู่ต่างหากล่ะครับ" บรรยากาศรอบโต๊ะเงียบกริบลงชั่วขณะ ก่อนที่กรณ์จะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นราวกับคนบีบสิว "ฮ่าๆๆๆ! ตลกมากไอ้รวิศ! ซื้อตึกนี้เหรอวะ? สมองกระทบกระเทือนจากความจนจนเพ้อเจ้อไปกันใหญ่แล้วมั้ง! แกคิดว่าที่นี่คือสนามเด็กเล่นรึไงวะ ถึงได้กล้าโม้โวหารพรรค์นี้!" "นั่นสิคะคุณกรณ์ คนไม่มีจะกินอย่างมัน เอาเศษเงินที่ไหนมาซื้อตึกราคาเป็นพันล้าน พูดออกมาได้ไม่อายฟ้าอายดินเลยจริงๆ" หญิงสาวข้างกายกรณ์เสริมทัพด้วยความหมั่นไส้ จิกตามองมินตราอย่างดูถูก ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ กับความโง่เขลาเบาปัญญาของคนเหล่านี้ บางครั้งการพูดความจริงกับคนที่ไม่ยอมเปิดกะṠอสมองรับรู้ ก็เหมือนการสีซอให้ควายฟัง... เสียเวลาเปล่าๆ ครับ "ไม่เชื่อใช่ไหมครับ?" ผมยิ้มกริ่ม เหลือบมองหน้าจอโทรศัพท์ที่แจ้งเตือนข้อความจากระบบอัจฉริยะในมือถือ "ถ้าอย่างนั้น... ผมคิดว่าเรามาพิสูจน์กันด้วยวิธีง่ายๆ ของผู้มีอันจะกินดีกว่านะครับ" ผมกดปุ่มเปิดใช้งานระบบสิทธิพิเศษระดับสูงสุด พร้อมกับที่ประตูห้องจัดเลี้ยงถูกผลักเปิดออกอย่างแรง เสียงฝีเท้าหนักแน่นของชายชุดดำนับสิบคนเดินเรียงแถวเข้ามาหยุดยืนล้อมรอบโต๊ะของเราอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนในห้อง ผู้จัดการโรงแรมในชุดสูทสากลวิ่งหน้าตื่นเข้ามาคุกเข่าลงตรงหน้าผมด้วยความนอบน้อมเหงื่อกาฬแตกพลั่ก "ทะ... ท่านประธานครับ! เอกสารโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมดเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วครับ! บัตรเครดิตดำไร้ขีดจำกัดของท่านได้ทำการชำระค่าใช้จ่ายทั้งหมดของโรงแรมในเดือนนี้เรียบร้อยแล้วครับ!" เสียงสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ดังขึ้นทั่วทั้งห้อง บรรดาเพื่อนร่วมรุ่นที่เคยหัวเราะเยาะต่างหน้าซีดเผือด ตัวสั่นเทาด้วยความตกใจ กรณ์อ้าปากค้างจนแมลงวันแทبيบินเข้าไปทำรัง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวอย่างขีดสุด ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดปกเสื้อสูทให้เข้าที่อย่างใจเย็น ปรายตามองกรณ์ที่กำลังยืนขาแข็งค้างอยู่ตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่ทรงพลัง "ในเมื่อผมเป็นเจ้าของสถานที่นี้... เชิญคุณกรณ์กับเพื่อนๆ ออกไปข้างนอกได้แล้วนะครับ พอดีอากาศในห้องนี้มันเริ่มเหม็นกลิ่นคนอวดรวยที่ไม่มีปัญญาจ่ายค่าอาหารขึ้นมาตงิดๆ แล้วล่ะครับ" กรณ์หน้าซีดเผือด เข่าทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นในทันทีด้วยความสิ้นหวัง ทว่า... ในวินาทีที่ผมกำลังจะหันไปจูงมือมินตราเดินออกจากห้องเพื่อรับเสียงปรบมือและสายตาชื่นชมของผู้จัดการโรงแรมนั้นเอง สายตาก็พลเหลือบไปเห็นเงาร่างคุ้นเคยที่ก้าวพ้นขอบประตูเข้ามาใหม่ ร่างสูงโปรดของชายวัยกลางคนในชุดสูทสั่งตัดพิเศษ ท่าทางน่าเกรงขามและทรงอำนาจ... และใบหน้านั้น... คือคนที่รวิศคาดไม่ถึงที่สุดว่าจะปรากฏตัวขึ้นที่นี่ในเวลานี้! ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้กันเสมอมานะครับ!
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชีวิตติดลบแต่ระบบดันอยากให้เป็นตัวตึง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%