"ท่านประธานครับ... เจตริน มารับท่านกลับสู่อาณาจักรแล้วครับ"
ประโยคคำนับที่โค้งตัวลงเก้าдцатьองศาของเจตริน เลขาฯ มือขวาที่หายตัวไปตั้งแต่บริษัทล้มละลายดังสะท้อนก้องท่ามกลางความเงียบงันในร้านสะดวกซื้อติดแอร์ฉ่ำ รวิศกะพริบตาปริบๆ เขามองชายชุดสูทเนี๊ยบกริบที่เพิ่งโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ราวกับปาฏิหาริย์ ก่อนจะเหลือบไปมองมินตรา คู่หมั้นสาวที่กำลังถือซาลาเปาไสยาไส้หมูสับสองลูกในมือ ดวงตากลมโตของเธอเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า
"เจ... เจตริน?" มินตราอ้าปากค้าง ซาลาเปาเกือบหลุดร่วงจากมือ "นายไปทำอะไรมา ทำไมถึงแต่งตัวเหมือนจะไปงานแต่งงานพระราชทานแบบนี้ล่ะ หรือว่านายเพิ่งหนีออกจากโรงพยาบาลประสาท?"
"คุณมินตราครับ สุภาพสตรีผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับท่านประธาน ยินดีด้วยครับที่คุณอดทนผ่านช่วงเวลาสามเดือนที่ผ่านมามาได้ นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป ความยากจนจะเป็นเพียงแค่นิตยสารเก่าๆ ที่เราใช้รองขาโต๊ะเท่านั้นครับ" เจตรินยืดตัวขึ้นด้วยสีหน้าขรึมขิงราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมมาให้ขายขำโดยเฉพาะ
รวิศถอนหายใจยาวเหยียด เขาไม่ได้ตกใจกับการปรากฏตัวของเลขาฯ เท่าไหร่ เพราะในหัวของเขาตอนนี้ มีเสียงติ๊งประหลาดดังขึ้นมาราวกับเตาไมโครเวฟอุ่นพิซซ่าเสร็จพอดี
[ติ๊ง! ตรวจพบผู้ช่วยหมายเลขหนึ่ง "เจตริน" เชื่อมต่อกับระบบ "ซูเปอร์ตัวตึงสายเปย์" สำเร็จ!]
[ภารกิจเฉพาะหน้าประจำบท: "ปั่นหัวคนอวดรวยในรัศมีสามเมตร"]
[เป้าหมาย: ชายผู้สวมเสื้อแบรนด์เนมปลอมโลโก้ตัว H ใหญ่โตมโหฬาร กำลังทำท่าทางดูถูกเหยียดหยามพนักงานแคชเชียร์เพราะทอนเงินช้าไปสองวินาที]
[เงื่อนไขความสำเร็จ: ทำให้เป้าหมายสติหลุดและคุกเข่าขอร้องให้ท่านซื้อมาม่าให้กินภายในสามนาที]
[รางวัล: บัตรเครดิตดำไร้วงเงิน (Black Centurion Card) และคะแนนกวนประสาท x 1,000 แต้ม]
รวิศเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากกระตุกยิ้มร้ายกาจแบบที่ทำให้อดีตคู่แข่งทางธุรกิจต้องนอนฝันร้ายมานักต่อนักแล้ว เขากวาดสายตาไปยังเป้าหมายที่ระบบระบุทันที
ห่างออกไปสามล็อกสินค้า ชายวัยกลางคนพุงพลุ้ย สวมเสื้อยืดราคาแพงลิบลิ่วแต่เนื้อผ้าหยาบกระด้างจนดูออกว่าเป็นของก๊อปเกรดเอ กำลังยืนกอดอกเคี้ยวลูกอมด้วยท่าทางกร่างสุดขีด เขาตบเคาน์เตอร์เสียงดังปังจนน้องพนักงานแคชเชียร์สาวมือไม้สั่นทำบาร์โค้ดสินค้าหลุดมือ
"นี่น้อง! รู้จักฉันน้อยไปซะแล้วรู้ไหมว่าเสื้อตัวนี้ราคากี่บาท? ครึ่งแสนโว้ย! แค่สแกนจ่ายค่าน้ำดื่มขวดละสิบบาทเนี่ย ชักช้าอยู่ได้ สมองฝ่อหรือไงถึงกดเครื่องคิดเลขไม่ทันใจฉันห๊ะ!" ชายอวดรวยตะคอกเสียงดังลั่นร้าน ลูกค้าคนอื่นต่างพากันหลบตาถอยร่นไปคนละทิศคนละทางด้วยความรำคาญ
มินตราขมวดคิ้วมุ่น เธอขยับเข้าไปใกล้รวิศแล้วกระซิบเบาๆ "รวิศ... คนคนนั้นท่าทางไม่ค่อยปกติเลย เราจ่ายเงินแล้วรีบออกไปกันเถอะค่ะ ปล่อยให้เขาบ้าไปคนเดียวเถอะนะ"
"ปล่อยไม่ได้หรอกครับที่รัก" รวิศยิ้มละมุนให้คู่หมั้น แต่แววตากลับพราวระยับด้วยประกายความสนุกสนาน "คนรวยของปลอมที่ชอบรังแกคนอื่นเนี่ย เป็นอาหารว่างชั้นดีก่อนมื้อเย็นเลยนะรู้ไหม"
พูดจบ รวิศก็สะบัดมือเบาๆ ส่งสัญญาณให้เจตรินถอยไปตั้งหลัก จากนั้นเขาก็เดินสาวเท้าเข้าไปใกล้ชายพุงพลุ้ยคนนั้นด้วยท่าทางสบายๆ ราวกับกำลังเดินเล่นชายหาดส่วนตัว
"ขอโทษนะครับคุณพี่" รวิศเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงสุภาพนอบน้อมจนน่าขนลุก "พอดีผมสังเกตเห็นเสื้อแบรนด์เนมตัวที่พี่ใส่อยู่... โลโก้ตัว H มันกลับหัวอยู่นะครับ เกรงว่าถ้าเดินออกไปโดนแดดเลีย อาจจะละลายกลายเป็นตัว Z ได้นะครับ"
ชายอวดรวยชะงักกึก เขาหันขวับมามองรวิศตั้งแต่หัวจรดเท้า ประเมินจากเสื้อยืดสีซีดกางเกงยีนส์ขาดๆ และรองเท้าผ้าใบที่ผ่านสงครามโลกมาแล้วสามรอบของรวิศ มุมปากของเขาก็ยกย่องขึ้นทันทีด้วยความเหยียดหยามถึงขีดสุด
"Aha! แกเป็นใครวะไอ้หนุ่มหน้าจืด? แต่งตัวเหมือนขอทานข้างถังขยะแบบนี้ มีปัญญาซื้อน้ำเปล่าขวดละสิบบาทกินหรือยังเถอะ มากล้าดียังไงมาวิจารณ์เสื้อแบรนด์เนมราคาหลักหมื่นของฉัน!" ชายพุงพลุ้ยหัวרויเสียงดังลั่นร้าน พยายามเรียกร้องความสนใจจากคนรอบข้าง "พวกแกดูนี่ซิ สมัยนี้ขอทานยังกล้าเดินมาสอนคนรวยเรื่องแฟชั่นวะ ฮ่าๆๆๆ!"
พนักงานแคชเชียร์สาวหน้าซีดเผือด เธอกลัวว่ารวิศจะโดนทำร้ายจึงรีบส่งสัญญาณห้าม แต่มินตราที่เดินตามมาสมทบกลับยืนกอดอกนิ่ง ใบหน้าสวยหวานไม่มีแววหวาดกลัวแม้แต่น้อย เธอกลับส่งยิ้มบางๆ ให้ชายอวดรวยราวกับกำลังมองดูตัวตลกในคณะละครสัตว์
รวิศไม่ได้โกรธ เขากลับหัวเราะในลำคอเบาๆ "หลักหมื่นเหรอครับ? โอ้โห... ถ้าแพงขนาดนั้น ทำไมด้ายรุ่ยตรงคอเสื้อถึงยาวเป็นหางว่าวแถมยังมีกลิ่นกาวตราช้างจางๆ ลอยมาเตะจมูกผมล่ะครับ หรือว่าโรงงานที่ผลิตให้พี่เขาลืมเอาไปเข้าอบลมร้อนก่อนส่งออกตลาดมืด?"
"แก!... ไอ้เด็กปากดี! แกกล้าหาว่าเสื้อฉันเป็นของปลอมเรอะ!" หน้าของชายอวดรวยเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโกรธจัด เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด "แกไม่รู้หรือไงว่าฉันเป็นใคร? ฉันเป็นถึงนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ มีเงินสดในบัญชีเป็นร้อยล้าน! แค่ดีดนิ้วทีเดียว ร้านสะดวกซื้อกระจอกๆ นี่ก็ซื้อได้ทั้งแฟรนไชส์แล้วโว้ย!"
[ติ๊ง! เป้าหมายมีอาการหัวร้อนระดับ 80% ปลดล็อกเงื่อนไขพิเศษ: ยั่วโมโหต่อได้ทันที]
รวิศแสร้งทำเป็นตกใจจนต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าว เอามือทาบอกด้วยท่าทางราวกับนางเอกละครหลังข่าว "โอ้โห! ร้อยล้านเลยเหรอครับคุณพี่! โคตรพ่อโคตรแม่รวยเลยครับ! แบบนี้ผมคงต้องกราบตักขอส่วนบุญแล้วล่ะมั้งครับเนี่ย"
"รู้ตัวก็ดีแล้ว! คุกเข่าซะ! แล้วกราบขอโทษฉันสามที แกถึงจะมีชีวิตเดินออกจากร้านนี้ได้!" ชายอวดรวยยืดอกพุงยื่นด้วยความลำพองใจ คิดว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าคงหวาดกลัวจนสติหลุดไปแล้ว
แต่ทว่า... รวิศกลับยิ้มกว้างกว่าเดิม เขาสاكหน้าช้าๆ ก่อนจะหันไปหาเจตรินที่ยืนถือกระเป๋าเอกสารหนังแท้อยู่ไม่ไกล
"เจตรินครับ... เมื่อกี้เขาบอกว่าเขามีเงินสดร้อยล้านใช่ไหมครับ?"
"ครับท่านประธาน บัญชีบริษัทลูกของเรายังใช้เศษเงินมากกว่านั้นหยอดกระปุกออมสินเล่นเลยครับ" เจตรินตอบด้วยน้ำเสียงเรียบสนิทแต่กวนประสาทไม่แพ้กัน
"ดีมาก..." รวิศหันกลับมามองชายอวดรวยที่เริ่มขมวดคิ้วสงสัยกับสรรพนามที่ได้ยิน เขายื่นมือไปรับบัตรสีดำสนิทที่ทำจากโลหิตไทเทเนียมแท้ สะท้อนแสงไฟในร้านระยิบระยับราวกับดวงดาวในคืนเดือนมืดจากมือของเจตริน
"คุณพี่ครับ... พอดีผมไม่มีเงินสดร้อยล้านหรอกครับ เพราะบัตรในมือผมนี่... มันรูดทีเดียวได้ทั้งตึกนี้ต่างหากล่ะครับ"
รวิศก้าวเข้าไปประชิดตัวชายอวดรวย ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เริ่มฉายแววหวาดหวั่นทีละน้อย
"น้องแคชเชียร์ครับ... เหมาสินค้าทุกชิ้นในร้านนี้ รวมทั้งค่าเสียหายทางจิตใจที่ต้องทนฟังเสียงหมาเห่า... เอ๊ย เสียงคนรวยคุยโม้... คิดเงินใส่ตะกร้าให้ผมทีครับ"
รวิศยื่นบัตรสีดำสนิทใบนั้นไปตรงหน้าแคชเชียร์สาว เสียงเครื่องรูดบัตรดังขึ้นทันทีด้วยความรวดเร็ว
"ติ๊ง! ทำ3รายการเสร็จสิ้น... ยอดเงินรวม 458,920 บาท... ชำระเงินสำเร็จ!"
เสียงเครื่องพิมพ์ใบเสร็จกระดาษยาวเหยียดพุ่งออกมาอย่างรวดเร็วราวกับสายน้ำไหล ท่ามกลางความเงียบกริบชนิดที่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มตกของทุกคนในร้าน
ชายอวดรวยหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ไรสีเลือดบนใบหน้าหายวับไปกับตา เขากลืนน้ำลายลงคออึดใหญ่ ขາเริ่มสั่นพับๆ เมื่อเห็นโลโก้ทองคำบนบัตรเครดิตที่ปรากฏเด่นชัด
เจตรินก้าวเข้ามาใกล้ พร้อมกับกระซิบข้างหูชายอวดรวยด้วยน้ำเสียงสุภาพนอบน้อม แต่เย็นเยียบถึงกระดูกดำ
"คุณครับ... ประธานของเราบอกว่า เสื้อปลอมตัวละห้าสิบบาทน่ะ ใส่แล้วคันคอไม่ว่า แต่อย่ามาเห่าเสียงดังแถวนี้อีก ไม่งั้น... พรุ่งนี้บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่คุณโม้ไว้อาจจะกลายเป็นสำนักงานร้างให้ผีสิงเร็วกว่าที่คุณคิดนะครับ"
ชายอวดรวยทรุดฮวบลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้นร้านทันที ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ร่างกายสั่นเทาจนควบคุมไม่ได้ สมองขาวโพลนคิดอะไรไม่ออกนอกจากคำว่า *ฉิบหายแล้ว*
รวิศย่อตัวลงเล็กน้อย มองชายที่เพิ่งคุกเข่าขอร้องเขาเมื่อครู่ด้วยรอยยิ้มอบอุ่นแต่น่ากลัวเป็นบ้า เขายื่นซาลาเปาไส้หมูสับลูกที่มินตราถืออยู่มาวางไว้ตรงหน้าชายอวดรวยเบาๆ
"อะ... ผมให้ครับ กินซะ จะได้มีแรงไปหาซื้อเสื้อใหม่ที่ไม่ใช่ของก๊อป... อ้อ แล้วก็จำใส่กะโหลกไว้ด้วยนะครับว่า... คนที่รวยจริง เขาไม่จำเป็นต้องตะโกนบอกใครหรอกครับว่าตัวเองรวย"
พูดจบ รวิศก็คว้าถุงใส่ของพะรุงพะรัง คว้ามือคู่หมั้นสาวที่กำลังอมยิ้มขำขัน เดินก้าวออกประตูร้านสะดวกซื้อไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้ชายอวดรวยนั่งน้ำตาซึมกอดซาลาเปากลางร้าน ท่ามกลางเสียงปรบมือแปะๆ ของลูกค้าคนอื่นที่สะใจจนเนื้อเต้น
แต่ทว่า... ทันทีที่ก้าวพ้นประตูร้าน เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของรวิศก็ดังขึ้น *ติ๊ง!*
ไม่ใช่เสียงแจ้งเตือนเงินเข้า แต่เป็นข้อความจากเบอร์แปลกปริศนาที่ส่งตรงเข้ามา พร้อมกับรูปถ่ายใบหน้าของมินตราในวัยเด็กที่กำลังถือเอกสารสำคัญบางอย่างในอดีต
[ข้อความจากหมายเลขไม่ปรากฏชื่อ: "ยินดีด้วยนะท่านประธานที่กลับมายิ่งใหญ่... แต่ระวังตัวไว้ให้ดี เพราะคนที่ฆ่าพ่อของคุณเมื่อสามปีก่อน... กำลังยืนอยู่ข้างหลังคุณในตอนนี้"]
รวิศชะงักฝีเท้ากึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้เป็นหิน หัวใจกระตุกวูบตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขายค่อยๆ หันขวับกลับไปมองข้างหลังอย่างช้าๆ...
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ!
ชีวิตติดลบแต่ระบบดันอยากให้เป็นตัวตึง•ตอนที่ 2
ระบบช็อตฟีลปรากฏตัว
ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชีวิตติดลบแต่ระบบดันอยากให้เป็นตัวตึง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!