รอยยิ้มของธนัตถ์ที่ประดับอยู่บนใบหน้าคมคายนั้น ไม่ได้ทำให้บรรยากาศในห้องทำงานยามวิกาลอบอุ่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนมีเข็มเล่มเล็กๆ มาจ้วงแทงลงกลางความเงียบงัน
"ดึกดื่นปานนี้แล้ว สถาปนิกกับมัณฑนากรของผมยังขยันขันแข็งกันถึงเพียงนี้เชียวหรือครับ" ธนัตถ์เอ่ยทัก น้ำเสียงทุ้มนุ่มรื่นหูทว่าแฝงความนัยบางอย่างที่รินลดาจับกลิ่นความเจ้าเล่ห์ได้อย่างชัดเจน
รินลดารีบขยับถอยหลังออกจากวงแขนของกรณิศโดยอัตโนมัติ แม้ว่าเมื่อครู่พวกเขาจะไม่ได้ทำอะไรเกินเลยไปกว่าการยืนประจันหน้ากันด้วยความโกรธขึงและตื่นตระหนกก็ตาม แต่ระยะห่างที่เคยมีมันช่างบางเบาเสียจนหัวใจเธอยังเต้นโ공ร่าไม่เป็นส่ำ กรณิศเองก็ไวกว่า เขายืดตัวตรงขึ้นอย่างสง่างาม ใบหน้าหล่อเหลาที่มักเรียบเฉยไร้อารมณ์ฉาบไว้ด้วยความเยแยะเย็นชาตามแบบฉบับชายหนุ่มผู้จัดระเบียบชีวิตตนเองเสียจนน่าหมั่นไส้
"คุณธนัตถ์มีธุระอะไรด่วนในยามวิกาลเช่นนี้คะ ถึงได้มาเดินย่องเบาอยู่ในไซต์งานที่ยังสร้างไม่เสร็จ" รินลดาเลือกจะเป็นฝ่ายรุกก่อน ใบหน้าเรียวเชิดขึ้นเล็กน้อยตามนิสัยสาวมั่นที่ไม่ยอมตกเป็นรองใครในสถานการณ์ชวนเข้าใจผิด
"ผมแค่ผ่านมาตรวจความคืบหน้า... แล้วบังเอิญเห็นไฟในห้องนี้ยังสว่างอยู่ ก็เลยนึกเป็นห่วง" ธนัตถ์ก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด สายตาคมกริบกวาดมองร่างบางในชุดลำลองทะมัดทะแมงสลับกับร่างสูงสง่าของสถาปนิกหนุ่มที่ยืนตีหน้ายักษ์อยู่ข้างๆ "ไม่คิดเลยนะครับว่าจะได้เห็นภาพความร่วมมืออันแนบแน่น... ระหว่างคุณกรณิศผู้รักความสมบูรณ์แบบ กับคุณรินลดาผู้รักอิสระ จนดึกดื่นปานนี้"
"ถ้าคุณธนัตถ์ว่างมากจนไม่มีอะไรทำ จะช่วยกรุณาเดินไปตรวจดูระบบไฟที่ชั้นใต้ดินแทนที่จะมายืนวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของคนอื่นน่าจะสร้างสรรค์กว่านะคะ" กรณิศสวนกลับทันควัน น้ำเสียงห้วนจัดเจือความไม่พอใจอย่างปิดไม่มิด ดวงตาคมกราบกริบวาวโรจน์ด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ—ไม่ใช่สิ หงุดหงิดที่มีคนมารarกมารยสอดรู้สอดเห็นเรื่องของเขาต่างหาก
ธนัตถ์หัวเราะในลำคอเบาๆ แววตาพราวระยับระทวด "ผมก็แค่อยู่กลัวว่าทีมงานจะทำงานหนักเกินไปจนเกิดปัญหา... ว่าแต่ หน้าตาเคร่งเครียดกันตั้งแต่ผมยังไม่ทันก้าวเข้ามาเมื่อครู่ มีปัญหาอะไรร้ายแรงหรือเปล่าครับ หรือว่า... มีอะไรสำคัญหายไป?"
คำถามนั้นทำให้รินลดาและกรณิศสบตากันโดยไม่นัดหมาย
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ... และเป็นความเงียบที่บอกคำตอบได้ชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดใดๆ
พิมพ์เขียวฉบับแก้ไขล่าสุดที่มีลายเซ็นอนุมัติงบประมาณและดีไซน์โครงสร้างหลัก ซึ่งถูกวางไว้บนโต๊ะทำงานชั่วคราวเมื่อช่วงหัวค่ำ... ตอนนี้มันหายไปอย่างไร้ร่องรอย
กรณิศขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน เขากวาดสายตาคมดุไปรอบห้องอีกครั้งอย่างหัวเสีย แผนงานทั้งหมดที่เขาใช้เวลาปลุกปั้นและคำนวณมาเป็นแรมเดือน หากพิมพ์เขียวฉบับนั้นหลุดรอดออกไปถึงมือคู่แข่งทางการค้า หรือเกิดความเสียหายขึ้นมาจริงๆ โครงการมูลค่าหลายร้อยล้านนี้ได้พังครืนไม่เป็นท่าแน่
"ไม่มีอะไรเสียหายหรอกครับ ขอบคุณที่เป็นห่วง แต่ตอนนี้ดึกมากแล้ว ทางเราต้องการความเป็นส่วนตัวในการตรวจสอบพื้นที่ต่อ รบกวนคุณธนัตถ์เชิญกลับก่อนเถอะครับ" กรณิศออกปากไล่ตรงๆ อย่างไม่ไว้หน้า เจ้าของโครงการหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่มุมปากยังคงกวนประสาทไม่เปลี่ยน
"ตามใจครับ... หวังว่าจะหากระดาษแผ่นเดียวเจอนะครับ คุณสถาปนิก" ธนัตถ์ทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะหมุนตัวเดินสาวเท้าจากไป ทิ้งเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆ ดังห่างออกไปในความเงียบของอาคารที่กำลังรีโนเวท
ทันทีที่เงาร่างของธนัตถ์ลับหายไปจากกรอบประตู รินลดาก็พ่นลมหายใจพรืดใหญ่ออกมาด้วยความอัดอั้น
"ให้ตายเถอะ ผู้ชายคนนี้นี่มัน... น่าเอาคัตเตอร์กรีดหน้าจริงๆ คอยจะมาจับผิดอยู่เรื่อย!" มัณฑนากรสาวบ่นกระพอดกระแปด พลางทรุดตัวลงนั่งยองๆ รื้อกองเอกสารบนพื้นซ้ำอีกรอบด้วยความหงุดหงิด
"หยุดบ่นแล้วใช้สมองคิดดูสิครับว่าคุณเอาเอกสารไปวางไว้ตรงไหนครั้งสุดท้าย" กรณิศว่าเสียงดุ แม้ปากจะต่อว่าแต่ร่างกายกลับทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าเคียงข้างเธอ ช่วยรื้อค้นแฟ้มเอกสารและกองพิมพ์เขียวฉบับสำรองอื่นๆ อย่างรวดเร็ว
"ฉันจำได้แม่นว่าวางไว้บนโต๊ะตรงนั้น! ข้างแก้วกาแฟของคุณนั่นแหละ!" รินลดาเถียงคอเป็นเอ็น หันขวับไปมองหน้าเขาจนปลายจมูกแทบจะชนกันในความมืดสลัวที่มีเพียงหลอดไฟดวงเดียวส่องสว่าง "หรือว่าคุณเป็นคนหยิบไปเก็บที่อื่นแล้วลืมเอง หลงๆ ลืมๆ แก่แล้วหรือไงคะคุณสถาปนิก!"
"ผมอายุสามสิบสอง ยังไม่แก่พอจะความจำเสื่อมครับคุณมัณฑนากรปากเก่ง" กรณิศตวาดกลับเสียงเขียว แต่ดวงตาคู่คมที่มองมากลับอ่อนแสงลงอย่างน่าประหลาดเมื่อเห็นเม็ดเหงื่อผุดพรายอยู่บนขมับชื้นของหญิงสาว "ถ้ามันไม่ได้อยู่บนโต๊ะ... แล้วมันจะงอกขาเดินหนีไปเองได้ยังไง"
บรรยากาศรอบตัวเงียบลงชั่วขณะ ความตึงเครียดจากเรื่องงานเข้าแทนที่การปะทะคารม รินลดากลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง เธอเหนื่อยล้ามาทั้งวัน แถมยังต้องมาวิ่งวุ่นหาเอกสารสำคัญท่ามกลางตึกร้างผู้คนในยามวิกาล ความหวาดหวั่นเล็กๆ เริ่มกัดกินหัวใจทีละน้อย
กรณิศเหลือบมองเสี้ยวหน้าหวานที่เริ่มฉายแววอ่อนล้า เขาขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดโดยไม่รู้ตัว กลิ่นหอมอ่อนๆ จากเรือนผมของเธอโชยมาแตะจมูกท่ามกลางฝุ่นละอองในห้องทำงาน ชายหนุ่มเม้มปากแน่น ความรู้สึกบางอย่างที่พยายามกดทับไว้ใต้ความเยือกเย็นเริ่มปะทุขึ้นมาอีกครั้ง... เขาไม่ชอบเลยที่เห็นเธอดูเหนื่อยอ่อนแบบนี้
"ลุกขึ้นมา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยสั่งแกมบังคับ
รินลดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างงุนงง "อะไรคะ? จะให้ฉันเลิกหาแล้วกลับบ้านเหรอ ไม่มีทาง ฉันเป็นคนรับผิดชอบงานนี้เหมือนกันนะ—"
"บอกให้ลุกขึ้นมา" กรณิศตัดบท มือหนาคว้าข้อแขนเรียวแล้วออกแรงดึงเบาๆ ให้เธอยืนขึ้นตามแรงโน้มถ่วง รินลดาเซถลาเข้าหาอกแกร่งตามสัญชาตญาณ แผ่นอกกว้างที่แนบชิดทำให้เธอได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวเร็วของเขาอย่างชัดเจน
"กร... กรณิศ คุณจะทำอะไร" เสียงหวานติดจะสั่นพร่าเล็กน้อยเมื่อเงาของใบหน้าหล่อเหลาโน้มต่ำลงมาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้าที่ข้างแก้ม
กรณิศไม่ตอบ เขายื่นมืออีกข้างหนึ่งที่ถือไฟฉายส่องไปที่ซอกมุมมืดหลังชั้นวางบิลท์อินตัวใหญ่ที่ถูกรื้อถอนออกครึ่งหนึ่ง สายตาคมกริบกวาดมองผ่านลำแสงสีขาวโพลน—และที่นั่น... ตรงรอยต่อระหว่างผนังปูนเปลือยกับซอกไม้เก่า มีมุมกระดาษสีขาวโผล่ออกมาเล็กน้อย
พิมพ์เขียวที่หายไป... มันถูกลมพัดปลิวไปติดอยู่ตรงซอกอับนั้นเอง
รินลดาเบิกตากว้างด้วยความโล่งอก เธอกำลังจะขยับตัวก้าวเข้าไปหยิบมันด้วยความดีใจ แต่ทว่า... จังหวะที่ขยับตัวนั้น ข้อเท้าเจ้ากรรมที่แพลงมาตั้งแต่ช่วงบ่ายเพราะวิ่งสะดุดบันไดไซท์งานก็เกิดทรุดฮวบลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย!
"อุ๊ย!"
ร่างบางเซถลาล้มลงไปตรงๆ แต่ทว่าไม่มีแรงกระแทกกับพื้นปูนแข็งอย่างที่คิด เพราะวงแขนแข็งแกร่งของสถาปนิกหนุ่มรวบเอวบางไว้ได้ทันอย่างเฉียดฉิว ร่างทั้งร่างของรินลดาจึงลอยหวือเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของกรณิศ แนบชิดจนแทบไม่เหลือช่องว่างให้อากาศผ่าน
กรณิศรับร่างเธอไว้มั่น มือข้างหนึ่งโอบกระชับเอวคอดกิ่วไว้แน่น ส่วนอีกมือปล่อยไฟฉายร่วงหล่นลงกระทบพื้น เสียงกระแทกเบาๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ แต่ทั้งคู่ไม่มีใครสนใจมันเลยสักนิด
ดวงตากลมโตของรินลดาเงยขึ้นสบกับดวงตาคมเข้มที่ลึกล้ำเกินกว่าจะหยั่งถึงในระยะประชิด ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดกันและกัน หัวใจของทั้งสองดวงเต้นโครมครามแข่งกับความเงียบยามดึก
กรณิศก้มมองหญิงสาวในอ้อมแขน แววตาที่มักจะแข็งกระด้างและเยชาบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความรุ่มร้อนและประกายระยิบระยับบางอย่างที่ทำเอารินลดาหายใจไม่ทั่วท้อง ริมฝีปากหยักลึกเม้มเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่สั่นน้อยๆ ข้างใบหูเธอ
"ซุ่มซ่ามแบบนี้... รู้ตัวไหมครับ ว่ามันทำให้ผมเหนื่อยใจมากกว่าพิมพ์เขียวหายตั้งหลายเท่า"
คำพูดนั้นไม่ได้เจือแววดุแม้แต่น้อย กลับเต็มไปด้วยความเอ็นดูระคนคลั่งรักที่ซ่อนไว้ภายใต้มาดขรึม รินลดาหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันที หัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าตอนที่รู้ว่าเอกสารหายเสียอีก เธอกำลังจะอ้าปากเถียงเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย แต่ทว่า...
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก!
เสียงเคาะประตูกระจกบานใหญ่ที่ด้านนอกดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับเงาร่างสูงโปร่งของใครบางคนที่ยืนพิงกรอบประตูด้วยท่าทางสบายๆ
"ขอโทษทีครับที่ต้องขัดจังหวะสวีทหวาน... แต่พอดีผมลืมกุญแจรถไว้บนโต๊ะประชุมตัวนั้น ขออนุญาตเข้ามาหยิบนะครับ คุณสถาปนิกคนเก่ง"
น้ำเสียงกวนประสาทของธนัตถ์ดังแทรกเข้ามาในความเงียบ พร้อมกับที่ชายหนุ่มก้าวเท้าพ้นขอบประตูกลับเข้ามาในห้องอีกครั้งโดยไม่รอคำอนุญาต!
--------------------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและสนับสนุน "เหมยฮวาแรกแย้ม" เสมอมานะคะ!
สถาปนิกหนุ่มมา A กับยัยมัณฑนากรสายป่วน•ตอนที่ 6
พิมพ์เขียวที่หายไป
ผลงานโดย เหมยฮวาแรกแย้ม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เหมยฮวาแรกแย้ม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มมา A กับยัยมัณฑนากรสายป่วน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!