แฟ้มสีน้ำเงินในมือกรณิศสั่นเทาเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความหนาของกระดาษ แต่เป็นเพราะน้ำหนักของอดีตที่มันแบกรับไว้ รตาถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยอัตโนมัติเมื่อบรรยากาศในห้องประชุมโครงการพลิกผันจากความเงียบงันกลายเป็นสนามรบขนาดย่อม ธามก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงธรณีประตู ร่างสูงใหญ่ในเสื้อเชิ้ตพับแขนเผยให้เห็นกล้ามเนื้อแน่นและรอยสักจางๆ ที่ข้อศอก แววตาคมกริบที่เคยใช้มองแบบแปลนโครงสร้าง บัดนี้กำลังจับจ้องตรงมาที่เขา—สายตาที่อ่านไม่ออก เต็มไปด้วยความรู้สึกอัดอั้นบางอย่างที่กรณ์เกลียดชังเสียยิ่งกว่าความเกลียด
"นายเข้ามาทำไม... ธาม" เสียงของสถาปนิกหนุ่มแหบพร่า แต่แฝงไว้ด้วยความกรุ่นโกรธที่พร้อมจะเผาไหม้ทุกอย่างให้เป็นจุล
"ฉันคิดว่าเรามีเรื่องต้องคุยกัน" ธามตอบเสียงทุ้มต่ำ ก้าวเท้าย่างสามขุมเข้ามาในห้องโดยไม่สนใจสายตาตื่นตระหนกของรตา
"คุย? เรื่องอะไร เรื่องที่นายแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องโปรเจกต์นี้ตั้งแต่แรก หรือเรื่องที่นายจงใจเข้ามาใกล้ชิดฉัน เพื่อรอดูวันที่ฉันพังคามือเหมือนที่ครอบครัวฉันเคยโดน!" กรณิศกระแทกแฟ้มลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น เอกสารกระจัดกระจายหลุดลุ่ย ความอดทนที่สะสมมาตลอดหลายสัปดาห์ขาดผึ่งลงตรงหน้า
ธามหยุดชะงัก ร่างหนาชะงักงันไปชั่ววินาที ก่อนที่คิ้วเข้มจะขมวดเข้าหากันอย่างไม่สบอารมณ์ "นายกำลังพูดเรื่องบ้าอะไร กรณ์ สมองนายคิดไปถึงไหน"
"ฉันไม่ได้คิดไปเอง!" กรณิศพุ่งตัวเข้าไปประชิด ปลายนิ้วเรียวชี้หน้าอีกฝ่ายด้วยความโกรธจัด ดวงตากลมโตแดงก่ำแต่ไม่มีน้ำตาไหลออกมาสักหยด มีเพียงความพอยision และความชิงชังที่ฉายชัด "เอกสารในแฟ้มนี้... ประวัติการประมูลเมื่อห้าปีก่อน ชื่อบริษัทของพ่อฉัน และลายเซ็นของวิศวกรควบคุมงานคนเก่า... นายจำมันไม่ได้หรือไง ธาม! หรือว่าความรู้สึกผิดมันทำให้รสมือในการกวนประสาทของนายมันอร่อยขึ้น เลยต้องแกล้งทำเป็นพระเอกขี่ม้าขาวมาคอยช่วยฉันที่ไซส์งานทุกวัน!"
คำพูดนั้นทำเอาห้องประชุมทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าอึดอัด รตาอ้าปากค้าง ดวงเบิกกว้างด้วยความตกใจกับข้อมูลที่เพิ่งได้รับ ส่วนธาม... ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยกลับเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที กรามขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน
วิศวกรหนุ่มถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เป็นการถอนหายใจที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่ายและเจ็บปวดในคราวเดียวกัน มือหนาสองข้างยกขึ้นเสยผมลวกๆ ก่อนจะก้าวประชิดตัวกรณ์กลับในระยะประชิด ชนิดที่ว่าหน้าอกแทบจะชนกัน
"คิดว่าฉันเข้าหาเพราะเรื่องแก้แค้นงั้นเหรอ?" ธามโน้มใบหน้าลงมา กระซิบด้วยน้ำเสียงต่ำลอดไรฟันที่สั่นระริกเล็กน้อย "ถ้านี่เป็นการแก้แค้น ฉันคงเป็นคนที่โง่เง่าที่สุดในโลก ที่เลือกวิธีแก้แค้นด้วยการ... ยอมเอาหัวใจตัวเองไปแขวนไว้บนความเสี่ยงทุกครั้งที่นายดื้อรั้นไม่ยอมใส่หมวกเซฟتيบนไซส์งาน!"
กรณิศชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก "นาย..."
"ใช่! ฉันรู้เรื่องทั้งหมดตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามาที่นี่" ธามยอมรับออกมาตรงๆ โดยไม่หลบสายตา ประ, แววตาคู่นั้นไม่ได้มีความสะใจหรือความแค้นเคืองอย่างที่อีกฝ่ายหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความเจ็บปวดร้าวลึกที่สะท้อนออกมา "แต่ไม่ใช่เพื่อเหยียบย่ำนาย กรณ์... ฉันมาเพื่อปกป้องต่างหาก"
"ปกป้องเหรอ? น่าขันสิ้นดี!" กรณิศแค่นหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา มือบางผลอกอกแกร่งเต็มแรงแต่ร่างสูงกลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย "คนที่ทำลายบริษัทพ่อฉันคือคนในตระกูลธีรภัทรของนาย! นายจะมาบอกว่าทำเพื่อปกป้องงั้นเหรอ นายคิดว่าฉันโง่ขนาดนั้นเลยหรือไง ธาม!"
"ฟังฉันให้จบ!" ธามหมดความอดทน มือหนาคว้าหมับเข้าที่ข้อแขนทั้งสองข้างของกรณิศรวบไว้แน่นด้วยแรงมหาศาล แต่ไม่ได้บีบจนเจ็บ แรงดึงนั้นทำให้ร่างโปร่งเซเข้าไปปะทะแผงอกอุ่นโดยอัตโนมัติ กลิ่นกายคุ้นเคยผสมกลิ่นเหงื่อจางๆ และกลิ่นบุหรี่อ่อนๆ ลอยเข้าจมูก "พ่อฉันเป็นคนเซ็นอนุมัติโครงการนั้นจริง แต่คนสั่งให้สับเปลี่ยนวัสดุก่อสร้างจนตึกถล่มไม่ใช่ครอบครัวฉัน! คนที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด... คือไอ้ภาคภูมิ คนที่กำลังพยายามซื้อที่ดินแปลงนี้จากนายอยู่ตอนนี้ต่างหาก!"
ดวงตาของกรณิศเบิกกว้างขึ้นในทันที สมองที่หมุนวนด้วยความโกรธชะงักกึก ความจริงที่ถูกกระชากออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัวทำให้สถาปนิกหนุ่มพูดไม่ออก รตาที่ยืนอยู่มุมห้องถึงกับทรุดตัวลงพิงพนักเก้าอี้
"มะ... หมายความว่ายังไง" กรณิศเสียงสั่น ท่าทีเกรี้ยวกราดเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความสับสนระคนตกใจ
"หมายความว่า ครอบครัวของเราสองคนตกเป็นเหยื่อของเกมการเมืองสีเทาเหมือนกัน" ธามผ่อนลมหายใจร้อนผ่าวรดลงบนหน้าผากเนียน น้ำเสียงนุ่มนวลขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นคนตัวเล็กเริ่มนิ่งลง "ที่ฉันต้องปิดบัง และที่ฉันต้องคอยตามเช็ดตามล้างปัญหาให้นายทุกวัน ไม่ใช่เพราะฉันว่างงาน... แต่เพราะฉันไม่อยากให้นายต้องจบลงด้วยการเป็นแพะรับบาปเหมือนพ่อของนาย กรณ์ นายเกลียดฉันได้ แต่อย่าผลักไสฉันออกไปในตอนที่ไอ้ภาคภูมิกำลังจะเล่นงานนายซ้ำรอยเดิม"
หัวใจของกรณิศเต้นระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความโกรธเกรี้ยวแปลเปลี่ยนเป็นความสั่นไหวในความรู้สึก ความอบอุ่นจากฝ่ามือหนาที่กุมข้อมือเขาไว้ส่งผ่านความจริงใจมาจนปฏิเสธไม่ได้ แต่ทว่า—
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูกระจกบานเลื่อนดังขึ้นขัดจังหวะความเงียบงัน ทั้งสองสะดุ้งผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว รตาหันขวับไปมองที่ประตูด้วยความตกใจ
ร่างท้วมของชายวัยกลางคนในชุดสูทราคาแพง พร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปากกำลังยืนมองเข้ามาจากด้านนอก ผ่านกระจกใสบานใหญ่—คุณภาคภูมิมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ พร้อมกับลูกน้องร่างยักษ์อีกสองคนในชุดสูทสีดำสนิท
"อ้าว ดูเหมือนผมจะมาขัดจังหวะเวลาส่วนตัวของสถาปนิกคนเก่งกับวิศวกรหนุ่มอนาคตไกลหรือเปล่าครับเนี่ย?" เสียงทุ้มต่ำแต่น่าขนลุกเอ่ยขึ้น พร้อมกับที่ประตูเปิดออกโดยไม่รอให้อนุญาต
ธามดึงกรณิศมาหลบไว้ด้านหลังโดยสัญชาตญาณ สายตาคมกราบกวาดมองผู้มาใหม่ด้วยความระแวดระวังสูงสุด ขณะที่รตากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
"คุณภาคภูมิ..." กรณิศกัดฟันกรอด ขยับตัวก้าวออกมาจากด้านหลังของธาม ดวงตาคู่คมจ้องเขม็งไปยังชายผู้เป็นต้นเหตุของความพินาศทั้งหมด "คุณมาทำอะไรที่นี่ ไซส์งานนี้ยังไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้า"
ภาคภูมิหัวเราะในลำคอ สายตาดุดลวดลายเจ้าเล่ห์กวาดมองไปรอบห้องประชุม ก่อนจะหยุดอยู่ที่แฟ้มเอกสารสีน้ำเงินที่กระจัดกระจายบนโต๊ะ รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปากทันที
"ผมไม่ได้มาในฐานะบุคคลภายนอกหรอกครับคุณกรณิศ..." ภาคภูมิกล่าวเสียงเรียบ ก้าวเข้ามาในห้องทีละก้าวอย่างผู้กุมความได้เปรียบ "แต่ผมมาในฐานะ... เจ้าของใหม่ที่จะมาเทคאוเวอร์โปรเจกต์นี้ทั้งหมด ในอีกไม่ถึงสิบนาทีข้างหน้า"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจร้อนไปพร้อมกับความรัก ความแค้น และปมปริศนาในตอนนี้ด้วยนะคะ!
สถาปนิกปากแจ๋วกับหัวหน้าไซส์งานผู้กุมความลับ•ตอนที่ 15
ระเบิดเวลาที่ชื่อว่าความจริง
ผลงานโดย ตุ๊กตาโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ตุ๊กตาโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากแจ๋วกับหัวหน้าไซส์งานผู้กุมความลับ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!