คุณหนูสายฟาร์ม: ขอหย่ามาเปิดร้านอาหารในยุค 70•ตอนที่ 37

คำเตือนจากเพื่อนบ้าน

ผลงานโดย ฟาร์มเมอร์สุขใจ
เสียงตบโต๊ะไม้สนกระแทกเสียงดังลั่นจนถ้วยชาเซรามิกในมือของหลินฟางสั่นสะเทือน น้ำชาสีทองอร่ามกระฉอกรดหลังมือเรียวเล็กจนเกิดรอยแดงจางๆ ทว่าเจ้าตัวกลับมิได้แสดงอาการสะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย ดวงตากลมโตคู่สวยเงยขึ้นสบกับดวงตาขุ่นเคืองของป้าจาง เพื่อนบ้านผู้มีศักดิ์เป็นถึงภรรยาของหัวหน้าคณะกรรมการหมู่บ้าน ซึ่งกำลังยืนหายใจหอบกระชั้นด้วยความโกรธเกรี้ยวอยู่กลางห้องครัว "หลินฟาง! เธอรนหาที่ตายหรืออย่างไร ถึงกล้าเปิดเตาทำซุปกระดูกหมูตุ๋นยาจีนส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทั้งตำบลแบบนี้! รู้ตัวไหมว่าชาวบ้านเขานินทากันสนั่นว่าบ้านเธอร่ำรวยผิดปกติ ทั้งแป้งสาลีเนื้อดี ทั้งเนื้อหมูสามชั้นติดมันเยิ้ม ไหนจะไข่ไก่สดๆ ที่เก็บมาจากไหนไม่ทราบทุกวัน... แบบนี้มันเข้าข่าย 'พ่อค้าแม่ขายหน้าเลือด' และ 'พวกนายทุนน้อย' ที่ต้องถูกทางการลากตัวไปเข้าค่ายปรับทัศนคติในเมืองนะ!" ป้าจางแผדเสียงแหลมสูงจนสุนัขพันธุ์พื้นเมืองที่นอนหมอบอยู่ใต้ถุนบ้านถึงกับสะดุ้งตื่นแล้ววิ่งหางจุกตูดหนีไป บรรยากาศภายในห้องครัวที่เมื่อครู่ยังอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศและกระดูกหมูเคี่ยวไฟอ่อน บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก หลินฟางค่อยๆ วางถ้วยแฃาลดลงบนโต๊ะไม้ด้วยจังหวะจะโคนอันนุ่มนวล ใบหน้ารูปไข่ประดับรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะคาดเดาความรู้สึก นางใช้ผ้าสะอาดเช็ดหยดน้ำชาบนหลังมืออย่างใจเย็น ก่อนจะปรายตามองห่อกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าๆ ที่ป้าจางจงใจวางกระแทกไว้ใกล้กับเขียงหั่นเนื้อ ในยุคทศวรรษที่ 70 นี้ การค้าขายอิสระยังคงเป็นเรื่องที่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ภายใต้สายตาสอดส่องของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำหมู่บ้าน การมีเสบียงอาหารอุดมสมบูรณ์เกินหน้าเกินตาเพื่อนบ้านย่อมตกเป็นเป้าสายตาและเป็นภัยมหันต์ได้โดยง่าย หากมีใครสักคนคิดจะกลั่นแกล้งด้วยการ "เขียนจดหมายสนเท่ห์" ไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่คอมมูนว่าครอบครัวของนางลักลอบค้าขายผิดกฎหมายและสะสมทรัพย์สินส่วนเกิน ชีวิตสงบสุขที่เพิ่งสร้างขึ้นมาด้วยหยาดเหงื่อแรงกายย่อมพังทลายลงในชั่วข้ามคืนอย่างแน่นอน "ป้าจางใจเย็นๆ ก่อนสครับ นั่งลงดื่มชาร้อนๆ ให้ชื่นใจเสียก่อน เรื่องที่ป้าเป็นห่วง ผม... เอ๊ย ฉันซาบซึ้งใจยิ่งนัก" หลินฟางจงใจเปลี่ยนสรรพนามแก้เขินเล็กน้อย พร้อมกับรินน้ำชาดอกเก๊กฮวยป่าที่นางเพิ่งเก็บมาจากมิติฟาร์มลงในถ้วยอย่างสุภาพ "ไม่ต้องมาทำเป็นพูดจาหวานหูใส่ฉันนะหลินฟาง!" ป้าจางปัดถ้วยชาออกห่างอย่างไม่ไยดี น้ำชาสีทองกระเด็นเปรอะเปื้อนผ้ากันเปื้อนลายดอกไม้ "ถ้าไม่อยากให้สามีทหารของเธอต้องเสียหน้าที่และถูกปลดจากตำแหน่งเพราะพฤติกรรมค้ากำไรเกินควรของเธอ ทางที่ดี... ส่งสูตรลับหมูตุ๋นน้ำแดงและแป้งซาลาเปานั่นมาให้ฉันเสียดีๆ รวมถึงไข่ไก่ในตุ่มนั่นครึ่งหนึ่งด้วย ไม่อย่างนั้น พรุ่งนี้เช้า... จดหมายร้องเรียนจะไปถึงมือผู้ใหญ่บ้านแน่นอน!" นี่คือการกรรโชกทรัพย์อย่างโจ่งแจ้งโดยใช้กฎหมายและอุดมการณ์ทางการเมืองมาเป็นเครื่องมือข่มขู่! หลินฟางหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มบนมุมปากยังคงอยู่ ทว่าแววตากลับทอประกายคมกริบดั่งใบมีดที่เพิ่งลับผ่านหินลับมีด นางเป็นอดีตเชฟสาวมือหนึ่งผู้ผ่านสมรภูมิห้องครัวระดับภัตตาคารห้าดาวมาแล้ว นับประสาอะไรกับมนุษย์ป้าหัวโบราณที่ตกยุคตกสมัยเช่นนี้ ทว่า ก่อนที่หลินฟางจะได้อ้าปากตอกกลับด้วยวาจาเชือดเฉือน เสียงฝีเท้าหนักแน่นและคุ้นเคยก็ดังขึ้นที่หน้าประตูบ้าน ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อแจ็กเก็ตสีเขียวขี้ม้าของนายทหารยศพันจ่าอากาศเอกก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าเคร่งขรึมรากับแผ่นน้ำแข็งขั้วโลก อุณหภูมิในห้องครัวลดฮวบลงทันทีเมื่อเฉินหลงกวาดสายตาคมกริบมองไปยังป้าจางที่ยืนตัวเกร็งอยู่ "เมื่อครู่นี้... ใครบอกว่าจะส่งจดหมายไปหาใครนะฃรับ?" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นอย่างเรียบเรื่อย ทว่ากลับสร้างความกดดันมหาศาลให้กับป้าจางจนต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เฉินหลงเดินตรงเข้ามาโอบไหล่บางของภรรยาเข้าหาตัวอย่างแสดงความเป็นเจ้าของ สายตาคมกราบกรานมองห่อกระดาษบนโต๊ะสลับกับใบหน้าที่เริ่มซีดเผือดของเพื่อนบ้าน "พ... พันจ่าเอกเฉิน คุณกลับมาพอดีเลย สามีภรรยาคู่นี้แอบซ่อนอาหารชั้นดีไว้เสพสุขกันตามลำพัง แถมยัง..." ป้าจางพยายามอ้างความชอบธรรมด้วยเสียงที่สั่นพร่าลงไปถนัดตา "อาหารในบ้านผม เป็นเสบียงที่ทางกองทัพอนุมัติให้เป็นกรณีพิเศษเพื่อบำรุงขวัญครอบครัวทหารแนวหน้า" เฉินหลงสวนกลับทันควันด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น ไร้ซึ่งความเกรงใจ "ส่วนเรื่องการทำอาหารกินเองในเคหสถานส่วนบุคคล มันผิดกฎข้อไหนของคอมมูนหรือครับป้าจาง? หรือว่าทางคณะกรรมการหมู่บ้านออกกฎหมายใหม่ห้ามไม่ให้ประชาชนกินอิ่มนอนหลับ?" "ฉ... ฉันไม่ได้หมายความว่า..." "ถ้าไม่มีอะไรแล้ว เชิญกลับบ้านไปเสียเถอะครับ" เฉินหลงผายมือไปยังประตูบ้านด้วยท่าทางสุภาพตามมารยาทของทหารผู้ดี ทว่าน้ำเสียงและแววตานั้นเฉียบขาดจนป้าจางไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง นางสะบัดหน้าหนีด้วยความแค้นเคือง ก่อนจะเดินกระแทกส้นเท้าออกจากบ้านไปพร้อมกับคำขู่ลอดไรฟัน "ฝากไว้ก่อนเถอะ!" เมื่อร่างของป้าจางลับตาไปแล้ว เฉินหลงจึงถอนหายใจยาว พลางหันมามองภรรยาคนสวยด้วยความกังวล "คุณไหวไหมฟางฟาง? คนพวกนี้ไม่ยอมรามือเร็วง่ายๆ แน่ วันนี้ป้าจางมาขู่เอาสูตรอาหาร วันหน้าอาจจะมีคนฉวยโอกาสแจ้งจับคุณจริงๆ ก็ได้" หลินฟางยิ้มกริ่ม นางเอื้อมมือไปหยิบตะเกียบไม้ไผ่คีบชิ้นหมูสามชั้นตุ๋นสีเข้มที่เปื่อยนุ่มกำลังดีขึ้นมาเป่าเบาๆ แล้วย่อตัวป้อนให้สามีหนุ่มที่ยืนหน้าเครียดอยู่ตรงหน้า "อ้าม... ชิมดูก่อนสิคะสามี ฝีมือภรรยาของคุณไม่เคยทำให้ใครผิดหวังอยู่แล้ว" เฉินหลงอ้าปากรับชิ้นหมูตุ๋นเข้าปากโดยอัตโนมัติ รสชาติหวานเค็มกลมกล่อมที่ละลายในปากผสานกับกลิ่นหอมของโป๊ยกั๊กและอบเชยทำให้ความตึงเครียดในสมองของเขาคลี่คลายลงในพริบตาเดียว "อร่อยมาก..." เขากล่าวพึมพำด้วยความเคลิบเคลิ้ม "อร่อยใช่ไหมล่ะคะ" หลินฟางหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดี ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับด้วยความเจ้าเล่ห์ "ในเมื่อพวกเขากลัวนักว่าเราจะค้าขายผิดกฎหมาย งั้นพรุ่งนี้... เราก็ไม่ต้องขายแบบลับๆ ล่อๆ อีกต่อไปแล้วสิคะ" เฉินหลงเลิกคิ้วสูงด้วยความประหลาดใจ "หมายความว่าอย่างไร?" "หมายความว่า... ฉันจะเปิด 'โรงเตี๊ยมกึ่งทางการ' ภายในเขตรั้วบ้านของเราเอง โดยอาศัยสิทธิ์การเป็นครอบครัวทหารผ่านศึกและโครงการส่งเสริมอาชีพเสริมของอำเภอที่เราเคยยื่นขอไว้ไงล่ะคะ" หลินฟางยิ้มเยาะอย่างมั่นอกมั่นใจ "ในเมื่อพวกเขารอจังหวะจะเล่นงานเรา เราก็แค่ทำทุกอย่างให้ถูกกฎหมายแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ จนพวกเขากลายเป็นฝ่ายหน้าแตกและต้องมากราบขอร้องให้เราเปิดร้านเลี้ยงคนทั้งหมู่บ้านเสียเอง!" แผนการอันแยบยลของภรรทำให้เฉินหลงถึงกับนิ่งงบไป ชายหนุ่มมองรอยยิ้มพราวเสน่ห์ของภรรยาด้วยความรักและทึ่งในความฉลาดเฉลียว นางไม่เคยเป็นเพียงแค่ผู้หญิงอ่อนแอที่ต้องรอให้เขาปกป้อง แต่คือนักวางกลยุทธ์ตัวยงที่พร้อมจะตลบหลังศัตรูได้อย่างเจ็บแสบที่สุด ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังชื่นมื่นและเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งชัยชนะ เสียงเคาะประตูก็จู่โจมดังขึ้นอย่างกะทันหัน—*ก๊อก ก๊อก ก๊อก*—จังหวะการเคาะสามครั้งติดที่หนักแน่นผิดวิสัยชาวบ้านทั่วไป ทำให้ทั้งคู่ชะงัก หลินฟางหันไปมองนาฬิกาแขวนผนังที่เข็มยาวชี้บอกเวลาเที่ยงคืนตรงพอดิบพอดี ใครกันที่มาเคาะประตูบ้านในยามวิกาลเช่นนี้? เฉินหลงขยับตัวไปบังภรรยาไว้ด้านหลัง มือหนาเอื้อมไปปลดกลอนประตูไม้แล้วกระชากเปิดออกอย่างระแวดระวัง ทว่าบุคคลที่ยืนอยู่เบื้องหน้าท่ามกลางเงาสลัวของแสงจันทร์กลับไม่ใช่เจ้าหน้าที่คอมมูนหรือป้าจางจอมเจ้าเล่ห์... แต่เป็นชายชราผมขาวโพลนในชุดเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีหมองคนหนึ่ง ที่ยื่นป้ายไม้แกะสลักลวดลายประหลาดส่งให้เฉินหลง พร้อมกับกระซิบเสียงแหบพร่าด้วยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของสองสามีภรรยาเย็นเฉียบ "เตือนไว้ก่อน... ของที่เจ้าซ่อนไว้ในมิติ กำลังถูกจับตาดูจาก 'คนในเมืองหลวง' แล้ว..." ขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "ฟาร์มเมอร์สุขใจ" มาโดยตลอดนะครับ!
สารจากนักเขียน (ฟาร์มเมอร์สุขใจ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหนูสายฟาร์ม: ขอหย่ามาเปิดร้านอาหารในยุค 70 นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%