เสียงสายฝนที่กระหน่ำซัดสาดกระทบกระจกหน้าต่างบานสูงฝั่งทิศตะวันตกของตึกระฟ้าใจกลางกรุงเทพมหานครในยามวิกาลไม่ได้ให้ความรู้สึกโรแมนติกเหมือนในภาพยนตร์รักน้ำเน่า หากแต่มันสร้างแรงกดดันอันหนักอึ้ง ราวกับมวลน้ำมหาศาลกำลังกดทับออกซิเจนในห้องทำงานส่วนตัวของประธานเจ้าหน้าที่บริหารให้เบาบางลงทุกที
รวินันท์วางปากกาในมือลงบนกองเอกสารคดีฉ้อโกงทรัพย์สินของบริษัทในเครือที่เธอต้องรับผิดชอบ ปลายนิ้วเรียวยาวนวดคลึงขมับเบาๆ เพื่อขับไล่ความล้าที่เกาะกุมมาตลอดสี่สิบแปดชั่วโมงเต็ม ดวงตาคู่คมหลังกรอบแว่นสายตาดำสนิทเหลือบมองร่างสูงโปรดของกวินท์ที่ยืนพิงสะโพกกับขอบหน้าต่างกระจก มือหนากำแก้ววิสกี้สีอำพันแกว่งวนไปมาอย่างใช้ความคิด แสงไฟนีออนดัดสีส้มจากตึกฝั่งตรงข้ามที่สะท้อนผ่านหยดน้ำฝนอาบไล้กรอบหน้าคมคาย ยิ่งขับให้แววตาของเขาดูโดดเดี่ยวและลึกลับจนยากจะคาดเดา
"คุณควรกลับได้แล้วครับ คุณวิว พายุกรุงเทพฯ ไม่เคยปรานีใคร และผมเชื่อว่าคดีนี้คงไม่หนีไปไหนก่อนรุ่งสว่างหรอกนะ"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ทว่าสายตาคมกริบของกวินท์ไม่ได้ละไปจากทัศนียภาพเบื้องล่างที่ถูกม่านฝนพรำบังจนพร่ามัว
"ดิฉันไม่ใช่เด็กฝึกงานที่จะต้องให้ท่านประธานมาคอยเคอร์ฟิวเรื่องเวลานะคะ... เอ๊ย... นะครับ" รวินันท์เผลอหลุดปากแก้คำพูดแทบไม่ทันเมื่อเผลอใช้น้ำเสียงคุ้นชิน เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อมุมปากของกวินท์ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา แต่กลับทรงพลังพอที่จะทำให้หัวใจของทนายความสาวผู้เยือกเย็นเกิดจังหวะเต้นผิดปกติขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
กวินท์หัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงนั้นแหบพร่าและเจือความเย้ยหยันในโชคชะตา "นั่นสินะครับ... คนที่แบกโลกไว้ทั้งใบอย่างคุณวิว คงไม่เคยยอมให้ตัวเองอ่อนแอต่อหน้าใครอยู่แล้ว แม้กระทั่งต่อหน้าพายุลูกใหญ่ข้างนอกนั่น"
เขาก้าวเท้าเดินช้าๆ เข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน แสงไฟสลัวจากโคม ริมโต๊ะทอดเงาสูงใหญ่ทาบทับลงบนร่างบาง รวินันท์ไม่ถอยหลังหนี เธอยังคงนั่งหลังตรงเชิดหน้าขึ้นรับแรงกดดันนั้นด้วยความถือดี แม้ว่าระยะห่างระหว่างเขากับเธอนั้นจะใกล้จนได้กลิ่นหอมจางๆ ของโคโลญจ์ผสมกับกลิ่นฝนบริสุทธิ์
"ดิฉันแค่ทำหน้าที่ตามกรอบของวิชาชีพครับ... ต่างจากใครบางคนที่ชอบเล่นนอกกรอบแล้วปล่อยให้คนอื่นต้องมาตามเก็บกวาดซากอารยธรรม" รวินันท์สวนกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่าดวงตากลับพBประกายท้าทาย
กวินท์หยุดยืนค้ำโต๊ะทำงานโน้มตัวลงมาเล็กน้อย ระยะห่างลดลงจนเหลือเพียงไม่กี่คืบ ลลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นแอลกอฮอล์ปะทะเข้ากับแก้มเนียน รวินันท์ชะงัก เผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
"กรอบเหรอครับ..." กวินท์ทวนคำ เสียงของเขาพร่าต่ำลงราวกับกระซิบ "คุณคิดว่าโลกใบนี้มันมีกรอบจริงๆ งั้นเหรอ คุณวิว... หรือมันเป็นแค่เส้นสมมติที่คนอ่อนแอใช้ขีดขึ้นมาเพื่อหลอกตัวเองว่าเรายังปลอดภัย?"
คำพูดนั้นสะท้อนลึกเข้าไปในหลืบเร้นของความทรงจำที่รวินันท์พยายามฝังกลบมันมาตลอดชีวิต ภาพของบิดาผู้เป็นผู้พิพากษาตงฉินที่ถูกอำนาจมืดบดขยี้จนล้มละลายและจบชีวิตลงในห้องทำงานแคบๆ ผุดวาบขึ้นมาในหัว ความรู้สึกเจ็บปวด คับแค้น และความโดดเดี่ยวในวัยเด็กย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจจนเธอต้องเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อสะกดกลั้นอาการสั่นเทาของเรียวปาก
กวินท์สังเกตเห็นความไหววูบในดวงตานั้น มือหนาที่ถือแก้ววิสกี้วางมันลงบนโต๊ะเสียงดังกระทบเบาๆ ก่อนที่ปลายนิ้วอุ่นจะเอื้อมออกไปแตะที่ขอบโต๊ะใกล้กับมือของเธอ
"ผมขอโทษ..." เสียงของเขาอ่อนลงอย่างไร้ร่องรอยของความเย่อหยิ่ง "ผมไม่ได้ตั้งใจจะรื้อฟื้นแผลเป็นของคุณ... แต่บางครั้ง การพยายามใส่หน้ากากเข้มแข็งตลอดเวลามันเหนื่อยเกินไปไม่ใช่หรือครับ คุณวิว?"
รวินันท์เงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาที่เคยแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยกำแพงป้องกันตัวบัดนี้ไหวระริก น้ำตาคลอหน่วยขึ้นมาอย่างไม่ยอมเชื่อฟัง เจ้าตัวรีบกะพริบตาไล่มันกลับไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับแค่นหัวเราะในลำคอเพื่อกลบเกลื่อนความอ่อนแอ
"คุณรู้จักดิฉันดีแค่ไหนกัน ถึงกล้าพูดแบบนี้... คุณกันต์" น้ำเสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย แม้จะพยายามควบคุมมันให้ราบเรียบที่สุด
"ผมไม่จำเป็นต้องรู้จักประวัติส่วนตัวของคุณทั้งหมดหรอกครับ..." กวินท์ยืดตัวขึ้นช้าๆ แต่สายตายังคงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ "เพราะแววตาที่ดื้อรั้นและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดเวลาที่คุณต้องเผชิญหน้ากับความอยุติธรรม... มันคือเงสะท้อนของผมเองในกระจกเมื่อหลายปีก่อนต่างหากล่ะครับ"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานอีกครั้ง ทว่ามันไม่ใช่ความอึดอัดระทึกขวัญเหมือนก่อนหน้า หากแต่มันเป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด แรงดึงดูดระหว่างคนสองคนที่ต่างซ่อนบาดแผลเหวอะหวะไว้ภายใต้สูทราคาแพงและรอยยิ้มอันฉาบฉวยของสังคมเมืองใหญ่
รวินันท์หลบสายตาคมกริบคู่นั้น เธอยกมือขึ้นเสիยบปอยผมที่หลุดลุ่ยเบาๆ "คุณไม่ใช่คนที่จะมาพูดเรื่องความเห็นอกเห็นใจใครได้หรอกครับ คุณกันต์... คนอย่างคุณทำเพื่อผลประโยชน์เสมอ"
"บางที... ผลประโยชน์สูงสุดในตอนนี้ อาจไม่ใช่ตัวเลขในบัญชีธนาคาร หรือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ก็ได้นะครับ" กวินท์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกแฝงความหมายบางอย่างที่ทำให้รวินันท์ต้องหันกลับมามองเขาอีกครั้ง
ก่อนที่บทสนทนาอันลึกซึ้งจะดำเนินไปไกลกว่านั้น เสียงเตือนข้อความฉุกเฉินจากระบบสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดบนโต๊ะทำงานก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศ รวินันท์ก้มมองหน้าจอ แสงสีฟ้าสว่างวาบขึ้นในความมืด ข้อความสั้นๆ ปรากฏขึ้นพร้อมกับไฟล์แนบจากเบอร์แปลกปลอมที่ไม่มีชื่อบันทึกไว้
*<คุณกำลังตามหาฆาตกรตัวจริงในคดีของพ่อคุณใช่ไหม? เปิดไฟล์แนบนี้ซะ แล้วคุณจะรู้ว่าใครคือคนที่หักหลังครอบครัวคุณจริงๆ>*
หัวใจของรวินันท์กระตุกวูบ ความเย็นเยียบแล่นพล่านจากปลายนิ้วลามเลียขึ้นสู่สันหลัง เธอรีบกดเปิดไฟล์เอกสารทันทีโดยไม่ทันสังเกตเห็นสายตาคมกริบของกวินท์ที่ก้มลงมองหน้าจอโทรศัพท์ของเธอเช่นกัน
ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอทำเอาลมหายใจของทนายความสาวสะดุดกึก ภาพถ่ายเอกสารบันทึกข้อตกลงลับลายมือชื่อของผู้พิพากษาอาวุโส—บิดาของเธอเอง—กำลังเซ็นชื่อรับสินบนจากบุคคลปริศนาที่มีตราประทับของ "บริษัท เค.จี. โฮลดิ้ง" ซึ่งก็คือบริษัทแม่ของกวินท์ในอดีต!
รวินันท์หน้าซีดเผือด มือที่ถือโทรศัพท์สั่นเทาอย่างรุนแรง เธองยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง จากความเห็นอกเห็นใจ กล2บกลายเป็นความหวาดระแวง ชิงชัง และคำถามนับร้อยที่กรีดแทงลงในอก
กวินท์ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นภาพบนหน้าจอนั้น แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นคมกริบและเคร่งเครียดขึ้นในทันที ก่อนที่เขาจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบราวกับสายฝนข้างนอก
"คุณวิว... ฟังผมก่อน..."
"ออกไป..." รวินันท์เอ่ยเสียงสั่น เธอยืนขึ้นเต็มความสูง มือเรียวกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้ากับเนื้อ "ออกไปจากห้องของดิฉัน... เดี๋ยวนี้นะครับ!"
กวินท์ยังไม่ทันได้อธิบาย เสียงฝีเท้าหนักๆ วิ่งกระแทกพื้นทางเดินด้านนอกห้องทำงานก็ดังขึ้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงทุบประตูห้องกระจกดังปัง! รัวเร็วราวกับมีคนกำลังพยายามบุกรุกเข้ามาในยามวิกาลนี้
ทั้งคู่หันขวับไปมองที่ประตูพร้อมกัน ในขณะที่ไฟฉุกเฉินสำรองของตึกเกิดกระพริบดับวูบลง เหลือเพียงแสงวาบจากฟ้าแลบที่สาดส่องเข้ามา เผยให้เห็นเงาดำทะгоึมของใครบางคนยืนประชิดกระจกฝ้าด้านนอก... และกำลังหมุนลูกบิดประตูเข้ามาอย่างช้าๆ!
---
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดและอันตรายไปกับตัวละครของเราในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — คนมองเมือง
เจ้านายครับ... หยุดตรวจหัวใจผมที•ตอนที่ 10
ค่ำคืนแห่งการถอดหน้ากาก
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เจ้านายครับ... หยุดตรวจหัวใจผมที นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!