เสียงโลหะกระทบกันดังแกร็กที่กลอนประตูด้านนอก คือเครื่องเตือนภัยชั้นดีว่า เวลาแห่งการเจรจาภายใต้กรอบกติกาสวยหรูได้จบลงแล้ว
กวินท์ไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว นิ้วเรียวยาวที่มักจะจรดปากกาเซ็นเช็คราคาแปดหลักเมื่อครู่ เอื้อมไปคว้าแจกันคริสตัลบนโต๊ะข้างโซฟาอย่างแม่นยำ พร้อมกับผลักร่างของรวินันท์ให้ถอยร่นไปแนบชิดกับผนังมุมอับสายตา แรงกระแทกนั้นทำให้เผลอหลุดเสียงอุทานออกมาเบาๆ แต่ฝ่ามือหนาที่ทาบทับลงมาปิดริมฝีปากของเธอไว้อย่างแน่นหนาและอบอุ่น ก็ดึงสติเธอกลับมาในความเงียบงันทันที
ดวงตาคู่คมของรวินันท์เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยในความมลัวของห้องชุดชั้นบนสุด ความใกล้ชิดทำให้เธอได้กลิ่นอายจางๆ ของโคโลญจ์ผสมกับกลิ่นบุหรี่ราคาแพงบนตัวเขา ลมหายใจของกวินท์รดรินอยู่เหนือขมับ ความตึงเครียดแผ่ซ่านอยู่ในอากาศจนแทบจะคว้ามาจับต้องได้ เสียงฝีเท้าข้างนอกหยุดกักอยู่ที่หน้าประตู... เสียงบิดลูกบิดที่ดังขึ้นอย่างเชื่องช้า ยิ่งทำให้หัวใจในอกเต้นรัวระส่ำราวกับจะหลุดออกมานอกอก
ชายหนุ่มหรี่ตาลง ประกายในดวงตาคู่นั้นว่างเปล่า เย็นชา และเต็มไปด้วยสัญชาตญาณดิบของนักล่าที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อหากมันล้ำเส้นเข้ามาในอาณาเขตของเขา มืออีกข้างของกวินท์ล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูทสัมผัสความเย็นเยียบของด้ามโลหะที่ซ่อนอยู่
"ถ้าพวกมันเข้ามา..." เสียงกระซิบต่ำทุบลงข้างใบหูของเธออย่างแผ่วเบาจนแทบเป็นเสียงลม "คุณต้องออกไปทางประตูหนีไฟหลังระเบียง เข้าใจไหมครับ วิว"
รวินันท์ส่ายหน้าพรืดในความมืด ดวงตาคู่นคมองสบเข้ากับเขาอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ตัวจะสั่นเทาด้วยความกลัวแต่จิตวิญญาณนักกฎหมายและทิฐิในฐานะมนุษย์คนหนึ่งกลับพุ่งพล่าน มือเล็กเอื้อมไปคว้าข้อมือหนาที่ปิดปากเธออยู่ลงช้าๆ แล้วกระซิบตอบด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยวไม่แพ้กัน
"ฉันไม่ทิ้งคุณไว้ข้างหลังหันทิศทางเดียวหรอกนะ... กันต์"
กวินท์ชะงักไปชั่วขณะ มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ในความมืด รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความหวาดกลัว เจือไว้ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบาย เป็นความรู้สึกที่ว่า ในสนามรบสีเทาแห่งเมืองใหญ่แห่งนี้ อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป
คลิก... เสียงกลอนประตูดันเปิดออกพร้อมกับแสงไฟสลัวจากโถงทางเดินที่สาดส่องเข้ามาเป็นลำยาว
ทว่า แทนที่จะเป็นเงาร่างของมือสังหารหรือลูกน้องของอิทธิมืดตามที่คาดการณ์ไว้ กลับปรากฏร่างของชายสูงวัยในชุดสูทเนี๊ยบเฉียบ ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก และที่สำคัญ... เขากำลังถือแท็บเล็ตเครื่องหนึ่งที่หน้าจอกำลังสว่างวาบ
"ผมคิดว่าพวกคุณคงเหนื่อยกับการเล่นซ่อนหาแล้วนะครับ... คุณกวินท์" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จ
กวินท์ลดมือลงจากอาวุธ ปรับสีหน้ากลับมาเป็นซีเอ็โอผู้เย็นชาและไร้ความรู้สึกในเสี้ยววินาที รวินันท์ขยับตัวออกจากอ้อมแขนของเขาอย่างแนบเนียน แม้หัวใจจะยังเต้นไม่เป็นจังหวะ แต่สมองส่วนที่ทำหน้าที่วิเคราะห์คดีเริ่มทำงานอย่างรวดเร็ว
"ท่านรองอธิบดี..." กวินท์ทักขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความประหลาดใจ "ดึกดื่นค่ำคืนเช่นนี้ ไม่คิดว่าผู้ใหญ่อย่างท่านจะลดตัวมาเดินตรวจตราตึกร้างใกล้ท่าเรือด้วยตัวเอง"
ชายสูงวัยเดินเข้ามาในห้อง กวาดสายตาคมกริบมองสำรวจรอบกาย ก่อนจะหยุดสายตาไว้ที่รวินันท์ แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยการประเมินค่า
"ตึกนี้ไม่ได้ร้างหรอกครับ คุณกวินท์... มันคือจุดบรรจบระหว่างผลประโยชน์กับความถูกต้องที่พวกคุณพยายามจะขุดคุ้ยขึ้นมาต่างหาก" รองอธิบดีก้าวเข้าไปยืนใกล้โต๊ะทำงานเก่าๆ วางแท็บเล็ตลงบนนั้น หน้าจอแสดงภาพเอกสารลับของบริษัทข้ามชาติที่เชื่อมโยงกับการฟอกเงินและการฮั้วประมูลโครงการรัฐขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นเดียวกับที่พ่อของรวินันท์เคยพยายามเปิดโปงก่อนจะเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ
รวินันท์ก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะ ร่างกายเกร็งตึง มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ "นั่นคือหลักฐานที่หายไปเมื่อห้าปีก่อน... ทำไมมันถึงมาอยู่กับท่าน"
รองอธิบดีหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะที่ฟังดูแห้งแล้งและเย้ยหยัน "คุณทนายรวินันท์... คุณยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจว่า กฎหมายไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความยุติธรรม แต่มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้คนที่มีอำนาจมากที่สุดใช้มันเป็นเครื่องมือควบคุมความวุ่นวายต่างหาก หลักฐานชิ้นนี้... ถ้ามันเปิดเผยออกไป สังคมจะพังพินาศ หุ้นนับแสนล้านจะหายวับไปกับตา ประชาชนนับหมื่นจะตกงาน คุณแบกรับความรับผิดชอบนั้นไหวหรือครับ?"
"อย่าเอาคำว่าส่วนรวมมาอ้างเพื่อปกป้องความเน่าเฟะของพวกคุณเลย!" รวินันท์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความโกรธเกรี้ยวที่สะสมมานานหลายปี "ความยุติธรรมที่แลกมาด้วยการเหยียบย่ำชีวิตคนบริสุทธิ์และครอบครัวของฉัน มันไม่ใช่ความยุติธรรม แต่มันคือความอยุติธรรมที่ถูกกฎหมายฟอกขาวต่างหาก!"
บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันที รองอธิบดีหันมาจ้องมองเธอด้วยสายตาที่ลึกซึ้งขึ้น "คุณพ่อของคุณก็พูดแบบนี้... และสุดท้ายเขาก็เลือกที่จะตายไปพร้อมกับความดื้อรั้นนั้น คุณอยากจะเดินตามรอยเท้าเขาอย่างนั้นหรือครับ"
คำพูดนั้นราวกับมีดกรีดลงไปที่แผลเก่า รวินันท์หน้าซีดเผือด ร่างกายเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว แต่ก่อนที่เธอจะทันได้เอ่ยคำใดออกไป กวินท์ก็ก้าวเข้ามาขวางหน้าเธอไว้ ร่างสูงใหญ่บังร่างของเธอจากสายตาคู่นั้นอย่างมิดชิด
กวินท์ยิ้ม... รอยยิ้มที่ไม่มีความอบอุ่นหลงเหลืออยู่เลย เป็นรอยยิ้มของนักธุรกิจผู้เจนจัดในเกมการเมืองสีเทา
"ท่านรองครับ..." กวินท์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เฉียบคมดุจใบมีดโกนอาบยาพิษ "ท่านคิดจริงๆ หรือครับว่า ผมจะยอมเอาอนาคตของอาณาจักรธุรกิจตัวเองมาเสี่ยงกับความดื้อรั้นของทนายความสาวคนหนึ่งโดยไม่มีแผนสำรอง"
รองอธิบดีหรี่ตาลง "คุณหมายความว่าอย่างไร"
กวินท์หยิบสมาร์ทโฟนของตัวเองขึ้นมา กดหน้าจอเบาๆ แล้วหันหน้าจอไปให้ชายสูงวัยดู ภาพบนหน้าจอคือข้อมูลการโอนเงินจำนวนมหาศาลจากบัญชีลับนอกประเทศไปยังบัญชีในสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งมีชื่อของรองอธิบดีเป็นผู้รับผลประโยชน์โดยตรง พร้อมกับคลิปเสียงการสนทนาเกี่ยวกับการจัดฉากคดีเมื่อห้าปีก่อน
"ข้อมูลนี้ไม่ได้อยู่แค่ในแท็บเล็ตเครื่องนั้นของท่านหรอกครับ..." กวินท์หัวเราะในลำคอเบาๆ แววตาคมกริบ "มันถูกตั้งเวลาอัปโหลดอัตโนมัติไปยังสำนักข่าวต่างประเทศและองค์กรอิสระต่อต้านคอร์รัปชันระดับโลกแล้ว ทุกๆ สามสิบนาที ระบบจะส่งสัญญาณเช็คชื่อผม ถ้าผมไม่กดปุ่มหยุดการทำงานภายในเวลาตีสองสิบหนาทีนี้... ทุกอย่างจะถูกเผยแพร่สู่สาธารณชนทันที"
สีหน้าของรองอธิบดีเปลี่ยนสีไปในทันที รอยยิ้มเย่อหยิ่งเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความตื่นตระหนกที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้ความนิ่งสงบ
"คุณบ้าไปแล้วหรือครับ คุณกวินท์... คุณทำแบบนี้เท่ากับทำลายตัวเองด้วย!"
"ผมเป็นนักธุรกิจครับท่าน..." กวินท์ก้าวเข้าไปกระซิบใกล้ๆ ด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นจนน่ากลัว "และในโลกสีเทานี้... วิธีเดียวที่จะทำให้คนเลวอย่างพวกเราคุยกันรู้เรื่อง ก็คือการถือมีดไว้จ่อคอหอยของกันและกัน"
รวินันท์ยืนมองแผ่นหลังกว้างของกวินท์ หัวใจของเธอเต้นระส่ำด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งตกใจ หวาดกลัว และในขณะเดียวกัน... ก็มีความอบอุ่นแปลกประหลาดไหล
ซ่านเข้ามาในอก ชายหนุ่มคนนี้ไม่ได้ใช้วิธีการที่ขาวสะอาดตามตำรากฎหมายที่เธอร่ำเรียนมา แต่เขากำลังใช้เล่ห์เหลี่ยมและอำนาจมืดในมือ เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้เธอกลางสมรภูมิที่ไร้ความปรานีแห่งนี้
รองอธิบดีกัดฟันกรอด ขากรรไกรนูนเด่นด้วยความโกรธและความจนมุม เขามองหน้ากวินท์สลับกับรวินันท์ด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย ก่อนจะแค่นเสียงออกมา
"พวกคุณ... ร้ายกาจมาก"
"ขอบคุณสำหรับคำชมครับ" กวินท์กล่าวอย่างสุภาพ "เชิญท่านกลับไปพักผ่อนเถอะครับ ดึกมากแล้ว และจำไว้ว่า... อย่าลืมส่งเอกสารตัวจริงทั้งหมดมาให้คุณรวินันท์ภายในเที่ยงวันพรุ่งนี้ ไม่อย่างนั้น... นิ้วผมอาจจะเผลอพลาดไม่ยอมกดปุ่มหยุดเวลาก็ได้"
รองอธิบดีสะบัดหน้าเดินหนีออกจากห้องไปอย่างหัวเสีย เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก้าวเดินลับหายไปตามทางเดิน เหลือไว้เพียงความเงียบงันและความตึงเครียดที่ยังคงค้างคาอยู่ในห้อง
รวินันท์ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น เธอมองแผ่นหลังของกวินท์ที่ค่อยๆ ผ่อนคลายอิริยาบถลงเมื่อเสียงฝีเท้าเงียบหายไปสนิท ชายหนุ่มถอนหายใจยาวออกมาเบาๆ ก่อนจะหันกลับมาสบตาเธอ แววตาที่เคยคมกริบดุจใบมีดเมื่อครู่ กลับแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนและห่วงใยอย่างรวดเร็ว
"จบลงด้วยดี... ชั่วคราวนะครับ" กวินท์เอ่ยด้วยรอยยิ้มจางๆ บนริมฝีปาก
รวินันท์ไม่ได้ตอบรับทันที เธอเดินเข้าไปใกล้เขา ช้าๆ จนกระทั่งหยุดยืนอยู่ตรงหน้า กลิ่นอายความเป็นตัวตนของเขาโอบล้อมเธอไว้อีกครั้ง มือเล็กเอื้อมออกไปแตะที่แขนเสื้อสูทของเขาเบาๆ สัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อที่ยังคงเกร็งเครียดภายใต้เนื้อผ้าชั้นดี
"คุณทำบ้าอะไรลงไปรู้ตัวไหม... กันต์" น้ำเสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย ความรู้สึกอัดอั้นตันใจที่เก็บงำมานานนับปีพรั่งพรูออกมาทางดวงตาคู่สวยที่เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใส "ถ้าเกิดเขาไม่ยอมจำนนล่ะ... ถ้าเกิดแผนของคุณพลาดขึ้นมา คุณอาจจะต้องติดคุก หรืออาจจะ... แย่กว่านั้น"
กวินท์มองลึกลงไปในดวงตาคู่นั้น มือหนายื่นออกไปประคองแก้มเนียนของเธอไว้อย่างแผ่วเบา นิ้วโป้งเกลี่ยหยาดน้ำตาที่ปริ่มจะร่วงหล่นให้อย่างทะนุถนอม สัมผัสที่อบอุ่นนั้นทำให้หัวใจที่ปิดตายของรวินันท์สั่นสะท้านอย่างรุนแรง
"ผมไม่เคยเล่นเกมที่ตัวเองไม่มีวันชนะหรอกครับ... วิว" กวินท์กระซิบเสียงนุ่ม ทอดสายตามองเธอด้วยความหมายลึกซึ้ง "และที่สำคัญที่สุด... ผมยอมแลกทุกอย่างบนโลกนี้ได้ ยกเว้นอย่างเดียว..."
ชายหนุ่มเว้นจังหวะ เลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่บนพวงแก้ม ก่อนจะกระซิบประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของเธอหยุดหมุน
"ยกเว้น... รอยยิ้มของคุณ"
รวินันท์นิ่งงัน ลมหายใจสะดุดกึก หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความรู้สึกต่อต้าน ความอึดอัด และอุดมการณ์ที่เคยขัดแย้งกันอย่างรุนแรง บัดนี้กลับหลอมรวมเข้าด้วยกันในพื้นที่สีเทาแห่งความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะหาคำนิยาม
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังหวานล้ำและเปราะบาง ทันใดนั้น... เสียงแจ้งเตือนข้อความฉุกเฉินก็ดังขึ้นจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทของกวินท์ เสียงสัญญาณเตือนภัยแหลมสูงที่ถูกตั้งค่าไว้สำหรับกรณีเดียวเท่านั้น—ไม่ใช่จากรองอธิบดี และไม่ใช่จากศัตรูคนไหนที่พวกเขารู้จัก
กวินท์ชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันทีในเสี้ยววินาที ร่างสูงรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูหน้าจอ ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ เมื่อข้อความบนหน้าจอปรากฏภาพถ่ายปัจจุบันของ "ใครบางคน" ที่กำลังยืนอยู่หน้าประตูห้องพักส่วนตัวของรวินันท์... ณ คอนโดมิเนียมใจกลางเมืองที่ควรจะปลอดภัยที่สุด
และข้อความสั้นๆ ที่แนบมากับภาพนั้น ทำเอาเลือดในกายของกวินท์และรวินันท์เย็นเฉียบลงพร้อมกันทันที—
*"เกมยังไม่จบ... เพราะฉันเพิ่งเริ่มต้นเล่นต่างหากล่ะ"*
________________________________________
*ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดและแสงสว่างในโลกสีเทานี้ไปด้วยกันนะครับ*
เจ้านายครับ... หยุดตรวจหัวใจผมที•ตอนที่ 29
สัจธรรมสีเทา
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เจ้านายครับ... หยุดตรวจหัวใจผมที นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!