เจ้านายครับ... หยุดตรวจหัวใจผมที•ตอนที่ 3

รอยร้าวในกระจกเงา

ผลงานโดย คนมองเมือง
เสียงกระดาษ A4 นับร้อยแผ่นที่ถูกพลิกด้วยความเร็วสม่ำเสมอในห้องทำงานกระจกใสของสำนักงานกฎหมายใจกลางกรุงเทพฯ ดังเสียดแทงความเงียบงันยามดึกดื่น กลิ่นกาแฟดำที่เย็นชืดจนหมดรสชาติไม่ได้ทำให้รวินันท์ละสายตาจากกองสำนวนคดีบนโต๊ะได้เลย ปลายนิ้วเรียวภายใต้ถุงมือผ้าฝ้ายบางเฉียบกำลังคีบภาพถ่ายที่พรินต์ออกมาจากฟิล์มกระจจกเก่าคร่ำครึขึ้นมาพิจารณา รอยนิ้วมือบนกระจกแผ่นนั้นถูกปัดกวาดอย่างไร้ร่องรอย ทว่าสิ่งที่ไร้ร่องรอยยิ่งกว่าคือความจริงเบื้องหลังคดีฆาตกรรมอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสามปีก่อน ที่พรากชีวิตของรองประธานฝ่ายตรวจสอบบัญชีบริษัทในเครือตระกูลอัศวเกียรติ์ไปอย่างกะทันหัน "สะอาดเกินไป..." รวินันท์พึมพำกับตัวเอง เสียงของเธอแหบพร่าเล็กน้อยจากการโหมงานติดต่อกันร่วมสิบชั่วโมง สายตาภายใต้กรอบแว่นสายตากวาดมองรายงานชันสูตรศพและบันทึกของเจ้าหน้าที่ร้อยเวรในคืนเกิดเหตุ ทุกตัวอักษรพิมพ์ด้วยความประณีต บันทึกเวลาสอดรับกันอย่างไร้ที่ติ ราวกับถูกเขียนขึ้นโดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ชั้นดี ไม่มีช่องว่างให้ทนายความหน้าไหนเข้าไปเจาะไข่แดงได้เลย แต่ในโลกของกฎหมายและความเป็นจริง "ความสมบูรณ์แบบ" คือความผิดปกติที่น่าสงสัยที่สุด ย้อนกลับไปเมื่อสองชั่วโมงก่อน ในห้องทำงานเพนต์เฮาส์หรูหราที่มองเห็นแสงไฟระยิบระยับของมหานคร กวินท์เคยโยนคำพูดประโยคหนึ่งใส่เธอด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก—รอยยิ้มที่เธออยากจะคว้าเอาปากกาในมือไปขีดฆ่ามันเสียให้พ้นทาง *"คุณกำลังวิ่งไล่เงาของตัวเองนะคุณวิว... และบางที เงาตัวนั้นอาจจะหันกลับมาบีบคอคุณเองโดยที่คุณไม่ทันตั้งตัวก็ได้นะครับ"* คำเตือนที่แฝงด้วยความเย้ยหยันและคำขู่กลายๆ นั้นยังคงดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาท รวินันท์เม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง เธอไม่ใช่คนที่จะยอมถอยหลังให้กับการข่มขู่ ยิ่งกวินท์พยายามปกปิดบางสิ่งบางอย่างภายใต้ภาพลักษณ์ซีอีโอผู้ใจบุญและนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลมากเท่าไหร่ สัญชาตญาณของทนายความสาวก็ยิ่งกรีดร้องว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับรอยร้าวในคดีนี้ลึกซึ้งกว่าที่ใครคาดคิด รวินันท์ดึงแฟ้มเอกสารอีกแฟ้มหนึ่งออกมา มันคือสำเนาโฉนดที่ดินและรายการเดินบัญชีของบริษัทนอมินีที่เชื่อมโยงกับกองมรดกของผู้ตาย เธอใช้ปากกาไฮไลต์สีเหลืองขีดเส้นใต้ชื่อบริษัทแห่งหนึ่งที่จดทะเบียนในเกาะเคย์แมน ก่อนจะพบความผิดปกติที่ซ่อนอยู่หลังตัวเลขหลักร้อยล้าน—มีการโอนเงินก้อนโตเข้าบัญชีลับของนายตำรวจระดับสูงผู้รับผิดชอบสำนวนคดีนี้เมื่อสามวันก่อนที่จะมีการปิดคดีสรุปว่าเป็น "อุบัติเหตุจากความประมาท" หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นด้วยความตื่นตัว อะดรีนาلينหลั่ง aพล่านไปทั่วร่าง นี่ไม่ใช่แค่คดีฆาตกรรมอำพรางธรรมดา แต่มันคือโครงข่ายการทุจริตระดับองค์กรที่โยกย้ายอำนาจและผลประโยชน์บนคราบน้ำตาของเหยื่อ ทว่า ในขณะที่เธอกำลังเอื้อมมือไปหยิบสมุดบันทึกส่วนตัวเพื่อจดข้อสังเกต เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นแต่มั่นคงก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องทำงานส่วนตัว ซึ่งควรจะถูกล็อกไว้อย่างหนาแน่นตั้งแต่เธอเดินเข้ามาเมื่อช่วงหัวค่ำ กริ๊ด... เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ รวินันท์ชะงักมือที่ถือปากกา ลมหายใจสะดุดกُر ภายใต้แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะ เงาร่างสูงใหญ่ทาบทับลงบนกระจกใสบานใหญ่ที่กั้นระหว่างห้องทำงานกับทางเดินด้านนอก ร่างนั้นหยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังยืนมองเธอผ่านความมืดมิด ก่อนที่บานประตูจะค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้เสียง กลิ่นน้ำหอมคุ้นเคย—กลิ่นไม้จันทน์หอมผสมความเย็นเยือกของแอมเบอร์—ลอยมาแตะจมูกก่อนที่เจ้าตัวจะก้าวเข้ามาเสียอีก กวินท์ยืนอยู่ตรงนั้น สวมเสื้อเชิร์ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอกเผยให้เห็นนาฬิกาเรือนหรูที่สะท้อนแสงไฟ เขากำลังถือแก้ววิสกี้ออนการ์ดที่มีก้อนน้ำแข็งทรงกลมกลิ้งอยู่ด้านใน ใบหน้าคมคายนั้นเรียบเฉย ไร้รอยยิ้มเยาะเย้ยเช่นทุกครั้ง แต่แววตากลับคมกริบราวกับใบมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือนทุกความลับให้หลุดจากปากเธอ "ทำงานดึกขนาดนี้ ระวังจะไม่เหลือแรงไปสู้คดีในศาลวันพรุ่งนี้นะครับ, ทนายรวินันท์" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบในห้องลงอย่างสิ้นเชิง รวินันท์ค่อยๆ วางปากกาในมือลง ช้อนสายตาขึ้นมองผู้บุกรุกยามวิกาลด้วยความนิ่งสงบ แม้ในใจจะประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว เธอไม่ได้แสดงความตกใจออกมาแม้แต่น้อย ป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายจับจุดอ่อนทางอารมณ์ของเธอได้ "คุณเข้ามาในนี้ได้ยังไง นี่มันเขตหวงห้ามของสำนักงาน และฉันไม่ได้อนุญาตให้ใครรบกวน" น้ำเสียงของเธอราบเรียบ เย็นชา และเต็มไปด้วยความถือดีไม่แพ้กัน กวินท์หัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงนั้นแหบพร่าและชวนให้รู้สึกอึดอัด เขาเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้น วางแก้วลงบนกองเอกสารคดีที่เธอกำลังตรวจสอบอยู่พอดี สร้างความหงุดหงิดให้รวินันท์จนเธอต้องขยับตัวถอยหลังเล็กน้อย "สำนักงานกฎหมายที่มีระบบรักษาความปลอดภัยยอดเยี่ยม... แต่บังเอิญว่าเจ้าของตึกนี้เขาก็เป็นเพื่อนสนิทของผมเหมือนกันนะครับ" กวินท์โน้มตัวลงมาเล็กน้อย ใช้มือข้างหนึ่งค้ำขอบโต๊ะทำงาน ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในแว่นสายตาของเธอ "อีกอย่าง... ผมแค่เป็นห่วงว่า คุณกำลังจะเดินตกหน้าผาโดยที่ไม่รู้ตัวว่าใครเป็นคนผลัก" รวินันท์เงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ ความใกล้ชิดทำให้เธอได้กลิ่นอายความเป็นอันตรายจากตัวผู้ชายคนนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น แต่เธอกลับไม่ยอมเบือนหนี "หน้าผาเหรอคะ... หรือว่าก้นเหวที่คุณพยายามกลบฝังความจริงเอาไว้กันแน่" เธอย้อนถามเสียงเฉียบ พลางเลื่อนมือไปปิดแฟ้มเอกสารหน้าสุดท้ายที่ซ่อนหลักฐานการโอนเงินของบริษัทนอมินีเอาไว้ กวินท์ชะงักไปชั่วเสี้ยววินาที ดวงตาที่เคยนิ่งสงบไหววูบเล็กน้อยก่อนจะกลับมาเรียบเฉยดังเดิม มุมปากของเขาหยักยิ้มขึ้นช้าๆ เป็นรอยยิ้มที่ทำให้รวินันท์รู้สึกหนสันหลังวาบอย่างบอกไม่ถูก "คุณเก่งมากที่หาเอกสารชุดนั้นเจอ... แต่เสียดาย" กวินท์โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ ปะทะเข้ากับแก้วหูของเธอ "สิ่งที่คุณถืออยู่ในมือตอนนี้ ไม่ใช่หลักฐานที่จะเอาผิดผมได้หรอกครับ... แต่มันคือจดหมายเชิญที่คุณเพิ่งส่งให้ยมทูตมารับตัวคุณเองต่างหาก" ในวินาทีที่คำพูดนั้นสิ้นสุดลง เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะก็ดังขึ้น *ติ๊ง* หน้าจอที่คว่ำอยู่สว่างวาบขึ้นมาเผยให้เห็นภาพถ่ายล่าสุดของรถยนต์คันที่เธอนั่งมาทำงานในวันนี้—ภาพที่ถูกถ่ายจากมุมสูงในลานจอดรถมืดสนิท พร้อมกับข้อความสั้นๆ ที่ส่งตรงมาจากเบอร์ปริศนาว่า... *"เบรกของคุณ... ดูเหมือนจะหลวมเกินไปแล้วนะ ทนายสาว"* รวินันท์เบิกตากว้าง หัวใจกระตุกวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เธอหันขวับกลับไปมองหน้ากวินท์ทันที แต่ชายหนุ่มเพียงแค่ยกแก้ววิสกี้ขึ้นจิบเบาๆ ด้วยท่าทีสุขุมเยือกเย็น ก่อนจะโน้มตัวกระซิบบิดเบือนลมหายใจข้างริมฝีปากเธอด้วยน้ำเสียงพร่ากระซิบที่เยือกเย็นที่สุดในชีวิตที่เธอเคยได้ยิน "ยินดีต้อนรับสู่เกมของผมอย่างเป็นทางการครับ... วิว" ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางดำดิ่งไปกับเกมจิตวิทยานี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เจ้านายครับ... หยุดตรวจหัวใจผมที นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%