เจ้านายครับ... หยุดตรวจหัวใจผมที•ตอนที่ 19

สืบจากร่องรอยการเงิน

ผลงานโดย คนมองเมือง
หน้าจอคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่สามจอสะท้อนแสงสีฟ้าสว่างวาบลงบนใบหน้าด้านข้างของรวินันท์ แสงนั้นขับให้โครงหน้าคมคายของทนายความสาวดูเคร่งขรึมและโดดเดี่ยว ท่าความเงียบสงัดของห้องทำงานยามตีสอง มีเพียงเสียงเคาะแป้นพิมพ์เป็นจังหวะสม่ำเสมอราวกับเข็มนาฬิกาแห่งความเป็นความตาย "เส้นเงินสี่ร้อยล้านจากบริษัทบังหน้าในเคย์แมน... ไม่ได้วิ่งตรงเข้าบัญชีของรัฐมนตรีคนนั้น" รวินันท์พึมพำกับตัวเอง ดวงตาสีเข้มหรี่ลงเมื่อกวาดสายตาผ่านแถวตัวเลขและรหัสธุรกรรมนับร้อยบรรทัดที่ซ้อนทับกันอย่างซับซ้อนราวกับใยแมงมุม "แต่ผ่านบัญชีนอมินีของมูลนิธิการกุศลที่ภรรยาของเขานั่งเป็นประธาน... ฉลาดไม่เบา แต่วิธีนี้เก่าเกินไปสำหรับคนระดับเขา" เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง ทำเอารวินันท์สะดุ้งเล็กน้อยโดยไม่แสดงออกทางสีหน้ามากนัก เธอไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร กวินท์ยืนพิงกรอบประตูมือซ้ายล้วงกระเป๋ากางเกงสแล็ค เสื้อเชิ้ตสีขาวถูกพับแขนขึ้นถึงข้อศอกเผยให้เห็นเส้นเลือดปูดโปนเล็กน้อยตามแรงอารมณ์ ความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักหลายวันติดต่อกันไม่ได้ลดทอนความน่าเกรงขามในตัวเขาลงเลยแม้แต่น้อย "คุณควรจะกลับไปนอนได้แล้วครับ คุณวิว" กวินท์เดินเข้ามาใกล้ กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นกาแฟเข้มๆ ลอยมาแตะจมูก "คดีนี้ไม่ใช่สงครามที่คุณต้องรบคนเดียว" รวินันท์เงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่ม นัยน์ตาของทั้งคู่ปะทะกันในความสลัว ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันตราย เธอยกยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยัน เป็นรอยยิ้มที่ใช้ป้องกันตัวมากกว่าต้อนรับ "คุณกวินท์ต่างหากล่ะครับที่ควรกลับไปบริหารอาณาจักรหมื่นล้านของคุณ มาก้าวก่ายงานทนายความแบบนี้ ระวังผู้ถือหุ้นจะคิดว่าท่านซีอีโอเอาเวลาส่วนตัวมาใช้ผิดที่ผิดทางนะครับ" รวินันท์จงใจใช้สรรพนามและน้ำเสียงที่เว้นระยะห่าง เพื่อเตือนสติทั้งเขาและเธอถึงเส้นแบ่งทางวิชาชีพ กวินท์หัวเราะในลำคอ เสียงนั้นนุ่มลึกและเต็มไปด้วยความหมาย เขาก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานจนรวินันท์ต้องเอนหลังพิงพนักเก้าอี้โดยอัตโนมัติ ชายหนุ่มโน้มตัวลงใช้มือทั้งสองข้างวางทับบนพนักพิง กักเธอไว้ในพื้นที่ส่วนตัวที่อบอุ่นและกดดันในเวลาเดียวกัน "ผู้ถือหุ้นของผมไม่มีสิทธิมาชี้นิ้วสั่งผม... ในเมื่อสิ่งที่ผมสนใจในตอนนี้ ไม่ใช่ตัวเลขในงบดุลของบริษัท แต่เป็นตัวเลขคดีที่คุณกำลังขุดคุ้ยอยู่ต่างหาก" กวินท์กระซิบช้าๆ ใบหน้าอยู่ห่างจากเธอเพียงคืบ ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้มเนียน รวินันท์นิ่งงั้น หัวใจเต้นแรงผิดจังหวะจนเธอต้องแกล้งทำเป็นก้มลงมองหน้าจอเพื่อซ่อนความหวั่นไหว เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท "ถ้าคุณสนใจตัวเลขพวกนี้จริง... คุณคงเห็นเหมือนที่ฉันเห็น เส้นทางการเงินชุดนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่,มูลนิธิการกุศลหรอกครับ มันถูกซอยย่อยเป็นธุรกรรมขนาดเล็กผ่านระบบบล็อกchain แล้วโอนกลับเข้ามาในรูปของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์... ผ่านบริษัทพัฒนาที่ดินที่เพิ่งจดทะเบียนใหม่เมื่อสามเดือนก่อน" กวินท์หุบยิ้ม ดวงตาคมกริบเปลี่ยนเป็นจริงจังในทันที เขายืดตัวตรง กลิ่นอายของความเป็นนักธุรกิจผู้เจนจัดในเกมธุรกิจสีเทากลับมาครอบงำอีกครั้ง "บริษัท 'ลูเมน ดีเวลลอปเมนท์' สินะครับ" กวินท์เอ่ยชื่อออกมาอย่างแม่นยำ รวินันท์เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย "คุณรู้?" "ผมไม่ได้ทำธุรกิจสีขาวสะอาดบริสุทธิ์มาตั้งแต่เกิดหรอกนะครับ คุณวิว" กวินท์ยิ้มหยันให้ตัวเอง "โลกของทุนนิยมขนาดใหญ่ มักมีเงาของนักการเมืองทาบทับอยู่เสมอ ลูเมน เป็นบริษัทลูกของกลุ่มทุนพลังงานที่ผมกำลังแย่งชิงสัมปทานใหญ่ด้วย... ถ้าคุณสาวเส้นนี้ไปถึงปลายทาง คุณไม่ได้แค่เอาผิดรัฐมนตรีทุจริตได้คนเดียวหรอกครับ แต่คุณกำลังเปิดโปงสงครามระหว่างทุนข้ามชาติกับอำนาจรัฐ" ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานอีกครั้ง เสียงหึ่งของเครื่องปรับอากาศดังชัดเจนขึ้นมาในโสตประสาท รวินันท์มองชายตรงหน้าด้วยสายตาที่ลึกซึ้งขึ้น เธอมองเห็นความเจ็บปวดและร่องรอยของบาดแผลในอดีตที่กวินท์พยายามซ่อนไว้ภายใต้สูทราคาแพง เช่นเดียวกับที่เธอก็มีกำแพงในใจที่สร้างขึ้นจากเศษซากของครอบครัวที่แตกสลาย "ทำไมคุณถึงยอมเสี่ยงมาช่วยฉันเรื่องนี้?" รวินันท์ถามเบาๆ น้ำเสียงปราศจากความเยาะเย้ย มีเพียงความสงสัยที่แท้จริง กวินท์เงียบไปครู่ใหญ่ เขาสบตาเธอนิ่ง ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักบางอย่างในใจ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่หนักแน่น "เพราะผมเกลียดคนพวกนั้น... และเพราะผมไม่อยากเห็นคุณต้องเดินเข้าไปในดงกระสุนคนเดียวเหมือนที่ผมเคยเจอ" คำพูดนั้นเรียบง่าย ทว่าทรงพลังจนรวินันท์รู้สึกได้ถึงความอุ่นวาบที่แผ่ซ่านเข้ามาในอกข้างซ้าย เธอกำมือแน่นเพื่อดึงสติตัวเองกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง โลกที่ความรู้สึกส่วนตัวคือความอ่อนแอ และความอ่อนแอคือความตายในเกมนี้ "ฉันไม่ใช่เด็กผู้หญิงที่ต้องให้ใครมาปกป้องนะครับ คุณกวินท์" เธอยังคงพยายามรักษาฟอร์ม "ผมรู้ครับ..." กวินท์ยิ้มมุมปาก ดวงตาสื่อความหมายลึกซึ้ง "คุณคือนักสู้ที่ดื้อรั้นที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอ... และนั่นแหละคือเหตุผลที่ผมถอนตัวไม่ขึ้น" ก่อนที่รวินันท์จะได้โต้ตอบอะไรกลับไป เสียงแจ้งเตือนอีเมลฉุกเฉินจากระบบเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัวก็ดังขึ้น *'Ping'* หน้าจอคอมพิวเตอร์ปราศจากภาพกราฟิก มีเพียงข้อความสั้นๆ พร้อมไฟล์แนบที่ถูกส่งมาจากแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยตัวตน รวินันท์คลิกเปิดด้วยความระแวง ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นหัวข้อเอกสาร **"รายงานการตรวจสอบภายใน - บัญชีลับโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก (ฉบับสมบูรณ์)"** "มีอะไรครับ?" กวินท์สังเกตเห็นความผิดปกติบนใบหน้าของเธอ จึงโน้มตัวลงมาดูใกล้ๆ รวินันท์เลื่อนเมาส์ลงอ่านบรรทัดสำคัญอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ลมหายใจของเธอจะสะดุดกึก เมื่อพบชื่อผู้มีอำนาจลงนามอนุมัติโครงการคนสุดท้าย ไม่ใช่รัฐมนตรีคนนั้น... แต่เป็นชื่อของบริษัทแม่ที่กวินท์บริหารอยู่ กวินท์ชะงักไปทันทีเมื่อเห็นชื่อนั้นสะท้อนบนหน้าจอ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์หายวับไปจากใบหน้า แทนที่ด้วยความตกตะลึงที่แม้แต่ซีอีโอผู้เยือกเย็นก็ไม่อาจควบคุมได้ ในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นหลายคู่ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องทำงาน เสียงก๊อกรองเท้าหนังกระทบพื้นหินอ่อนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงเคาะประตูดังสนั่นสามครั้ง *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* "เปิดประตูครับ! เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. และตำรวจกองปราบปราม!" เสียงตะโกนจากด้านนอกทำลายความเงียบในยามวิกาลลงอย่างสิ้นเชิง พร้อมกับไฟฉายส่องสว่างลอดผ่านช่องใต้ประตูเข้ามา รวินันท์หันขวับกลับมามองกวินท์ ชายหนุ่มสบตาเธอนิ่ง แววตาคู่นั้นไม่ได้มีความหวาดกลัว มีเพียงประกายความดุดันของนักล่าที่รู้ตัวว่ากำลังตกลงไปในกับดักที่สมบูรณ์แบบที่สุด ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับเกมแห่งอำนาจและหัวใจครั้งนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เจ้านายครับ... หยุดตรวจหัวใจผมที นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%