เสียงโลหะเสียดสีกันด้วยความเร็วสูง คล้ายเสียงกรีดร้องของวิญญาณในขุมนรก มันไม่ใช่เสียงที่คุ้นเคยบนท้องถนนยามค่ำคืน แต่เป็นเสียงที่สั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจของรวินันท์ ทนายความสาวผู้มักจะมั่นใจในสติสัมปชัญญะของตนเองเสมอ
แป้นเบรกใต้เท้าขวาของเธอจมดิ่งลงไปจนสุดแรง... ทว่าไร้ซึ่งแรงต้านทาน ไร้ซึ่งความหน่วงหน่วงที่ควรจะมี มีเพียงความว่างเปล่าที่เย็นยะเยือกราวกับเหวไร้ก้น
หัวใจของรวินันท์กระตุกวูب สมองอันเฉียบคมประมวลผลสถานการณ์ด้วยความเร็วยิ่งกว่าความเร็วของรถยนต์ที่พุ่งทะยานไปข้างหน้า เบรกแตก... ไม่สิ มันถูกทำให้แตกต่างหาก ในโลกของคดีความและอำนาจมืด ไม่มีคำว่าบังเอิญ
ถนนวงแหวนรอบนอกยามเที่ยงคืนเปลี่ยวร้าง แสงไฟจากเสาข้างทางทอดยาวเป็นเส้นสีส้มที่พร่ามัวเนื่องจากความเร็วของรถ เมอร์เซเดส-เบนซ์ สีดำคันเก่งกำลังกลายเป็นกระสุนปืนที่ไร้ทิศทาง พวงมาลัยสั่นสะเทือนในมือเรียวที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น เธอพยายามดึงสติ หายใจเข้าลึกอย่างยากลำบาก สายตากวาดมองหาทางรอดข้างทาง มีเพียงแนวต้นไม้ทึบและกำแพงคอนกรีต หากชนตรงนี้... โอกาสรอดมีไม่ถึงครึ่ง
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้น แสงไฟสว่างจ้าอันเกรี้ยวกราดก็สาดส่องเข้ามาจากกระจกมองข้าง เสียงคำรามของเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ระดับซูเปอร์คาร์แผดเผาความเงียบงัน รถสปอร์ตคูเป้สีเทาเข้มพุ่งทะยานเข้ามาประกวดด้านข้างด้วยความแม่นยำราوกับจับวาง
ร่างของกวินท์ในชุดสูทที่ปลดเนกタイออกอย่างไร้ระเบียบ ใบหน้าคมคายเคร่งเครียดจนเห็นเส้นเลือดที่ขมับ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาคู่นั้นสะท้อนความเด็ดเดี่ยวและ... ความหวาดกลัวที่เขาพยายามซ่อนไว้ไม่มิด
กวินท์ลดกระจกฝั่งตรงข้ามลง สายตาสองคู่ประสานกันผ่านความเร็วและห้วงเวลาที่แทบจะหยุดนิ่ง ไม่ต้องมีคำพูดใดๆ ระหว่างพวกเขาทั้งสอง คนที่ฉลาดและอ่านใจอีกฝ่ายได้ทะลุปรุโปร่งย่อมรู้ดีว่าต้องทำอะไร
กวินท์หักพวงมาลัยรถของเขาเข้าประชิดด้านข้างรถของรวินันท์อย่างเหี้ยมเกรียม เสียงโลหะบด ฯลฯ กระแทกเข้าหากันดังสนั่นหวั่นไหว แรงกระแทกทำให้รวินันท์เกือบหลุดจากการควบคุม แต่เธอกัดฟันแน่น หักพวงมาลัยช่วยตามแรงที่กวินท์ส่งมา เพื่อใช้แรงเสียดทานจากรถของเขาเป็นเบรกธรรมชาติลดความเร็วลง
ล้อรถบดกับถนนจนเกิดประกายไฟสว่างวาบไปทั่วท้องถนนยามวิกาล แรงเหวี่ยงมหาศาลดึงร่างของรวินันท์จนเข็มขัดนิรภัยรัดแน่นจนเจ็บแปลบที่หน้าอก แต่รถก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วลง จนกระทั่งไถลไปหยุดนิ่งสนิทแนบชิดกับเกาะกลางถนน
ความเงียบงันกลับมาเยือนอีกครั้ง ท่ามกลางกลิ่นไหม้ของยางและควันจางๆ ที่ลอยขึ้นมาจากห้องเครื่อง
รวินันท์นั่งหอบหายใจโยนตัวพิงเบาะ แผ่นหลังชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ มือที่กำพวงมาลัยสั่นเทาจนไม่อาจควบคุมได้ เธอรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด ปาฏิหาริย์... หรืออาจจะเป็นเพราะความบ้าบิ่นของใครบางคน
ประตูดถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง กวินท์ก้าวลงมาจากรถของเขาด้วยท่าทีที่ร้อนรนต่างจากภาพลักษณ์ซีอีโอผู้เยือกเย็นและสุขุมที่สังคมคุ้นเคย ดวงตาคมคายคู่นั้นเต็มไปด้วยร่องรอยของความตื่นตระหนกที่พยายามระงับไว้ มือหนาเอื้อมเข้ามาปลดเข็มขัดนิรภัยให้เธออย่างรวดเร็ว
"คุณสติแตกไปแล้วหรือไง วิว!" เสียงทุ้มต่ำตวาดลอดไรฟัน ร่างสูงดึงร่างของรวินันท์เข้าสู่อ้อมแขนโดยไม่รอให้เธออนุญาต อ้อมกอดที่อบอุ่นและแน่นหนานั้นสั่นน้อยๆ สะท้อนความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ภายใน
รวินันท์นิ่งงันไปชั่วขณะ เธอไม่ได้ผลักไส แต่นิ่งให้เขาโอบกอดเพื่อยืนยันว่าเธอยังมีลมหายใจอยู่จริง กลิ่นน้ำหอมผสมกับกลิ่นเหงื่อจางๆ ของกวินท์ทำให้ประสาทสัมผัสที่ตึงเครียดค่อยๆ คลายตัวลง
"ปล่อยเถอะค่ะ... ฉันหายใจไม่ออก" รวินันท์เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า พยายามดึงความแข็งกระด้างกลับมาสวมใส่เป็นเกราะป้องกันตัวอีกครั้ง
กวินท์ค่อยๆ คลายอ้อมแขนออก แต่ดวงตายังคงจ้องมองเธอไม่วางตา มือหนายกขึ้นเกลี่ยปอยผมที่ชื้นเหงื่อออกจากหน้าผากมนอย่างเบามือ สัมผัสที่อ่อนโยนนี้ขัดแย้งกับแววตาดุดันของเขาอย่างสิ้นเชิง
"คุณรอดมาได้เพราะความโชคดี หรือเพราะความโง่เขลาที่คิดจะลุยเดี่ยวกันแน่ รวินันท์" กวินท์ถามเสียงเข้ม น้ำเสียงเจือความโกรธเกรี้ยวที่ถูกกลบไว้ด้วยความโล่งอก
"ฉันไม่ได้ลุยเดี่ยว..." รวินันท์เชิดหน้าขึ้น แม้ใบซีดเซียวแต่แววตายังคงความดื้อรั้น "ฉันแค่อยากรู้ว่า ใครกันแน่ที่ใจกล้าพอจะส่งจดหมายมรณะมาให้ฉันถึงหน้าห้องทำงาน... และดูเหมือนฉันจะหาคำตอบเจอแล้วด้วย"
กวินท์แค่นหัวเราะในลำคอ สายตากวาดมองไปที่ล้อรถด้านหน้าของเบนซ์คันเก่ง ที่มีคราบน้ำมันรั่วไหลและร่องรอยการถูกตัดสายไฮดรอลิกเบรกอย่างประณีตด้วยเครื่องมือช่างมืออาชีพ
"คำตอบที่คุณได้เกือบจะแลกมาด้วยชีวิต" กวินท์ก้าวเข้าไปสำรวจร่องรอยนั้น ก่อนจะหันกลับมามองเธอด้วยสายตาคมกริบ "นี่ไม่ใช่การขู่เตือนธรรมดาแล้ว วิว พวกมันเล่นเกมถึงตาย... และเป้าหมายไม่ได้มีแค่คุณคนเดียว"
รวินันท์ขมวดคิ้วแน่น "คุณหมายความว่ายังไง?"
กวินท์ไม่ตอบในทันที เขาดึงสมาร์ทโฟนออกจากกระเป๋าเสื้อสูท กดเปิดหน้าจอส่งให้เธอดู ภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดมุมสูงแสดงให้เห็นรถเก๋งสีบรอนซ์คันหนึ่งจอดซุ่มอยู่ลานจอดรถใต้ดินของสำนักงานกฎหมายของเธอเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา และบุคคลที่ก้าวลงมาจากรถคันนั้น... คือทนายความรุ่นพี่ผู้เป็นมือขวาของหุ้นส่วนใหญ่ในบริษัทของเธอเอง
"คุณอาคม..." รวินันท์พึมพำชื่อนั้นออกมาด้วยความตกใจ ทนายอาคมผู้ดูใจดีและเป็นที่เคารพของทุกคนในสำนักงานเนี่ยนะ?
"ไม่ใช่แค่คุณอาคมคนเดียว" กวินท์เสริมด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น ดวงตาหรี่ลงอย่างใช้ความคิด "เบื้องหลังค่ายอสังหาริมทรัพย์ที่คุณกำลังทำคดีฟ้องร้องอยู่ มันมีชื่อของ 'มูลนิธิรักษ์ประชา' พ่วงอยู่ด้วย และคนกุมบังเหียนมูลนิธินั้น คือคนที่คุณกำลังทานอาหารค่ำด้วยเมื่อสัปดาห์ก่อน... รัฐมนตรีธนา"
ชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ในหัวของรวินันท์เริ่มประกอบเข้าหากันอย่างรวดเร็ว ความซับซ้อนของอำนาจ ผลประโยชน์ และเลือดเนื้อ สอดประสานกันเป็นภาพอันน่าสะพรึงกลัว เธอเป็นเพียงทนายความตัวเล็กๆ ที่บังเอิญไปเปิดกล่องแพนดอร่าเข้าโดยไม่รู้ตัว
"คุณรู้เรื่องนี้มานานแค่ไหนแล้ว กันต์?" รวินันท์เงยหน้าขึ้นสบตากับเขา ถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"นานพอที่จะรู้ว่า... คุณกำลังเดินเข้าสู่ปากเสือ" กวินท์ก้าวเข้ามาประชิดตัวเธออีกครั้ง ใบหน้าคมคายโน้มลงมาจนลมหายใจอุ่นปะทะเข้ากับแก้มเนียน "และผมไม่มีวันยอมให้เสือตัวไหนคาดเหยื่อชิ้นนี้ไปจากผมเด็ดขาด... โดยเฉพาะในเมื่อเหยื่อตัวนี้ดื้อรั้นเสียจนน่าจับตีให้ตาย"
แม้จะเป็นประโยคที่เจือรอยยิ้มหยันตามแบบฉบับของเขา แต่แววตาของกวินท์กลับจริงจังและเด็ดเดี่ยวอย่างยิ่งยวด รวินันท์เม้มปากแน่น หัวใจเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง... ไม่ใช่ด้วยความกลัวจากอุบัติเหตุเมื่อครู่ แต่เป็นเพราะความใกล้ชิดและอิทธิพลทางจิตวิญญาณที่กวินท์มีต่อเธอ
ก่อนที่ทั้งคู่จะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดเพิ่มเติม เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทของกวินท์ก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ
กวินท์ขมวดคิ้วเล็กน้อย หยิบเครื่องขึ้นมาดูหน้าจอ ชั่วขณะหนึ่งที่แววตาของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ใช่ความตกใจ แต่เป็นความเย็นชาที่ถูกยกระดับขึ้นสู่จุดสูงสุด
เขากดรับสาย เปิดลำโพงโดยไม่ลังเล เพื่อให้รวินันท์ได้ยินเสียงนั้นชัดเจน
*(เสียงปลายสาย - ทุ้มต่ำและแหบพร่า)*: "ดูเหมือนแผนการต้อนรับบนท้องถนนจะล้มเหลวสินะครับ คุณกวินท์... แต่เกรงว่า ของขวัญชิ้นต่อไปที่ส่งไปถึงเพนต์เฮาส์ส่วนตัวของคุณ... จะต้อนรับได้ดีกว่านี้เสียอีก"
กวินท์นิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ ดวงตาคมกริบหันขวับกลับมามองรวินันท์ทันทีด้วยความตระหนักรู้ที่แล่นริ้วผ่านสมอง
"คุณหมายความว่ายังไง?" กวินท์ถามเสียงลอดไรฟัน
*(เสียงปลายสายหัวเราะเบาๆ ในลำคออย่างเยือกเย็น)*: "ก็หมายความว่า... ขณะที่คุณกำลังยืนโอบกอดทนายสาวคนสวยอยู่ริมถนน ลูกน้องมือดีของผมคงกำลังเคาะประตูห้องนอนของเธอ... พร้อมกับของขวัญชิ้นโบว์แดง ที่รอให้เธอกลับไปเปิดดูด้วยความระทึกใจอยู่นะครับ"
--------------------------------------------------
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเกมหักเหลี่ยมและหัวใจอันเข้มข้นนี้มาด้วยกันนะครับ "คนมองเมือง"
เจ้านายครับ... หยุดตรวจหัวใจผมที•ตอนที่ 27
ภัยมืดคืบคลาน
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เจ้านายครับ... หยุดตรวจหัวใจผมที นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!