เสียงกระแทกแฟ้มเอกสารหนาปึกบนโต๊ะไม้สักทองราคาแพงระยับดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของห้องทำงานเรือนกระจกชั้นที่สี่สิบห้า ซึ่งมองเห็นกรุงเทพมหานครยามค่ำคืนราวกับแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ไร้ชีวิตชีวา
รวินันท์ (วิว) ไม่ได้สะดุ้ง เธอเพียงแต่เงยหน้าขึ้นจากหน้าจอแท็บเล็ต แววตาของทนายความสาวพราวประกายด้วยความเยือกเย็น ไร้ซึ่งความหวั่นเกรงต่อมหาอำนาจทุนนิยมที่นั่งอยู่ตรงข้าม
"คุณกำลังเล่นกับไฟ รวินันท์... และไฟกองนี้มันใหญ่เกินกว่าที่ผู้หญิงตัวคนเดียวจะเอาชนะได้"
กวินท์ (กันต์) เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของซีอีโอหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลราบเรียบ ทว่าเต็มไปด้วยแรงกดดันทางจิตวิทยา เขานั่งไขว่ห้าง ปลาย นิ้วเรียวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะช้าๆ ราวกับกำลังจับเวลาถอยหลังชีวิตของคนที่กำลังขุดคุ้ยตระกูลของเขา
"ถ้าไฟกองนี้มันร้อนจนแผดเผาความอยุติธรรมได้ ฉันก็ยินดีจะเอาตัวเข้าไปแลกครับ... เอ๊ย... ฉันก็ยินดีจะแลกค่ะ" รวินันท์เกือบเผลอหลุดปากใช้สรรพนามตามความคุ้นเคย แต่เธอก็เปลี่ยนกลับมาใช้ความแข็งกร้าวได้อย่างทันท่วงที ทว่ากวินท์กลับสังเกตเห็นรอยยิ้มมุมปากที่แฝงความขบขันของเขา
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงาน เงานอกจากแสงไฟนีออนภายนอกทาบทับลงบนร่างของเขาราวกับปีศาจสวมสูท
"คุณคิดว่าหลักฐานการโอนเงินผ่านบริษัทนั่น จะล้ม 'ภัทรภักดิ์ กรุ๊ป' ได้อย่างนั้นหรือครับ วิว?" กวินท์โน้มตัวลงมา ใบหน้าอยู่ห่างจากเธอเพียงคืบ ลลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นกาแฟชั้นดีและบุหรี่ราคาแพงปะทะเข้ากับพวงแก้มของเธอ "คุณกำลังมองแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง... สิ่งที่คุณถืออยู่ในมือตอนนี้ มันเป็นแค่เศษกระดาษที่เขาจงใจโยนทิ้งให้คุณเก็บต่างหาก"
รวินันท์ชะงัก หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่เพราะความใกล้ชิดอันตรายของผู้ชายคนนี้ แต่เป็นเพราะนัยยะที่ซ่อนอยู่หลังประโยคเหล่านั้น
"คุณหมายความว่ายังไง?" เธอถาม เสียงห้วนลงโดยอัตโนมัติ
"หมายความว่า... คนที่สั่งฟอกเงินผ่านโครงการอสังหาฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ใช่ประธานบริษัทอย่างคุณอาของผมหรอกครับ" กวินท์เหยียดยิ้มเย็นชา "แต่เป็นกระทรวงการคลังเงา ที่ควบคุมบัญชีลับของนักการเมืองระดับประเทศต่างหาก ถ้าคุณดึงเอกสารชุดนี้เข้าสู่ศาล คนที่จะไม่ได้เดินออกจากห้องพิจารณาคดี... อาจจะไม่ใช่ผม แต่จะเป็นคุณเอง ที่ต้องหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานชั่วขณะ รวินันท์มองลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบของกวินท์ ที่ซึ่งซ่อนความเจ็บปวด ความลับ และความปรารถนาที่จะปกป้องบางสิ่งไว้ภายใต้หน้ากากความเย็นชา เธอรู้ดีว่าผู้ชายคนนี้คือสีเทาเข้มที่เหยียบย่ำอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความถูกต้องกับความอยู่รอด แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็คือคนเดียวที่ยื่นมือเข้ามาฉุดเธอออกจากหลุมพรางในวินาทีที่เธอเกือบเอาชีวิตไม่รอด
"ทำไมคุณถึงบอกฉัน?" รวินันท์กระซิบถาม ดวงตาจับจ้องเขาไม่กะพริบ "ถ้าฉันตาย มันก็เป็นผลดีต่อธุรกิจของคุณไม่ใช่หรือ?"
กวินท์แค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ มือหนายื่นออกไปปัดปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากของหญิงสาวออกอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่ปลายนิ้วอบอุ่นและอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด ตัดกับบรรยากาศรอบตัวที่หนทึบไปด้วยกลิ่นอายของการหักหลัง
"เพราะผมไม่อยากให้ทนายความมือหนึ่งของผม... ต้องไปนอนเป็นศพไร้ญาติอยู่ที่ไหนสักแห่ง... และที่สำคัญที่สุด" กวินท์ก้มลงกระซิบชิดใบหูของเธอ เสียงทุ้มต่ำพร่าพร่าจนขนลุกซู่ "ผมยังไม่ได้คำตอบจากคำถามที่ผมถามคุณไปเมื่อคืนเลยนะครับ"
รวินันท์เบือนหน้าหนีความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วขึ้นมาบนใบหน้า เธอพยายามตั้งสติ ดึงตัวเองกลับสู่โลกความเป็นจริงที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองและผลประโยชน์มหาศาล
"เรากำลังคุยกันเรื่องคดีฟอกเงินระดับชาติ คุณช่วยกรุณามีสมาธิหน่อยได้ไหมคะ... ครับ!" เธอเผลอหลุดคำว่า 'ค่ะ' ออกมาอีกครั้งจนได้ รวินันท์เม้มปากแน่นด้วยความหงุดหงิดที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ต่อหน้าเขา
กวินท์หัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี เขายืดตัวตรงแล้วเดินกลับไปหยิบแฟ้มเอกสารอีกแฟ้มหนึ่งจากตู้เซฟหลังโต๊ะทำงาน
"ความจริงเกี่ยวกับตระกูลภัทรภักดิ์ไม่ได้มีแค่นั้นหรอกครับ รวินันท์" กวินท์วางแฟ้มสีดำสนิทลงตรงหน้าเธอ "นี่คือบันทึกข้อตกลงลับเมื่อยี่สิบปีก่อน... วันที่พ่อของคุณเซ็นชื่อลงในสัญญาขายที่ดินแปลงที่กลายเป็นชนวนเหตุการตายของแม่คุณ"
ดวงตากลมโตของรวินันท์เบิกกว้างขึ้นทันที สีหน้าของเธอซีดเผือดลงในเสี้ยววินาที ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้กับเก้าอี้ มือเรียวสั่นเทาขณะเอื้อมไปเปิดแฟ้มเอกสารลับฉบับนั้น ลายมือคุ้นตาที่เธอเห็นมาตั้งแต่เด็กปรากฏหราอยู่บนกระดาษแผ่นสุดท้าย—ลายมือของพ่อเธอนั่นเอง
กวินท์ยืนมองปฏิกิริยาของหญิงสาวด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก มีทั้งความเห็นใจและความระแวดระวังผสม and กันอยู่ในนั้น
ก่อนที่รวินันท์จะได้เอ่ยปากถามอะไร เสียงสัญญาณเตือนภัยอัคคีภัยสีแดงฉานก็พลันกะพริบวาบไปทั่วทั้งชั้น พร้อมกับเสียงประกาศจากระบบอัตโนมัติที่ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความตึงเครียด
*“ประกาศจากระบบรักษาความปลอดภัย... ตรวจพบการบุกรุกบริเวณชั้นที่สี่Vสิบ... ขอให้บุคลากรทุกท่านอพยพทันที”*
ไฟในห้องทำงานดับวูบลงเหลือเพียงแสงไฟฉุกเฉินสีส้มสลัว ประตูอัตโนมัติที่เชื่อมต่อกับลิฟต์ส่วนตัวปิดล็อกสนิทด้วยระบบนิรภัยอัตโนมัติ
กวินท์พุ่งตัวเข้ามาคว้าแขนของรวินันท์ไว้แน่น แรงกระชากทำให้เธอล้มเข้าสู่อ้อมอกแกร่งของเขาโดยสัญชาตญาณ
"เกิดอะไรขึ้น?" รวินันท์ถามเสียงสั่น ลมหายใจของทั้งคู่กระชั้นชิดในความมืด
"มีคนต้องการเก็บเราทั้งคู่... และมันไม่ได้มาจากข้างนอก" กวินท์กระซิบเสียงต่ำ ดวงตาคมกวาดมองไปที่ประตูห้องกระจกที่เงาของร่างใครบางคนกำลังเดินตรงเข้ามา พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความเงียบงัน
— ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดและอันตรายไปกับตัวละครของเราในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — คนมองเมือง
เจ้านายครับ... หยุดตรวจหัวใจผมที•ตอนที่ 8
ความลับของตระกูลใหญ่
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เจ้านายครับ... หยุดตรวจหัวใจผมที นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!