"บอกแล้วไงคะว่าพราวคุยเรื่องโปรเจกต์จบอยู่... รุ่นพี่เขาแค่แวะมาอธิบายเรฟเฟอเรนซ์ ไม่ได้แปลว่าเราต้องยืนเบียดกันขนาดนี้เสียหน่อย"
เสียงหวานใสที่เจือความหงุดหงิดนิดๆ ดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศผ่อนคลายของคาเฟ่กึ่งอาร์ตแกลเลอรีชื่อดังย่านอารีย์ พริบพราวถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่างจาก 'กรณ์' เพื่อนร่วมคณะหนุ่มหล่อหน้าตาดีที่กำลังโน้มตัวเข้ามาใกล้จนเกินความจำเป็นเพื่อชี้ช็อตในไอแพด ดวงตากลมโตฉายแววระораความรำคาญชัดเจน แต่เธอก็ยังรักษามารยาทด้วยการส่งยิ้มแห้งๆ ให้เขาตามประสาคนมนุษยสัมพันธ์ดี
"ก็มันมองยากนี่พราว ตรงนี้ดีเทลมันเยอะ ถ้าไม่ให้ชิดแล้วจะเห็นได้ยังไง... ว่าแต่วันนี้แฟนเธอไม่มารับเหรอ ปกติเห็นตามติดเป็นเงาตามตัวเลยนี่นา" กรณ์ยิ้มกริ่ม ดวงตาส่อประกายแพรวพราวอย่างเปิดเผย ชายหนุ่มจงใจลดเสียงลงต่ำขณะก้าวเข้าไปประชิดตัวหญิงสาวอีกครั้งโดยอ้างหน้าจอแท็บเล็ตเป็นข้ออ้าง
พริบพราวขมวดคิ้วมุ่น เธอกำลังจะอ้าปากตอกกลับให้เขารู้จักคำว่า 'ระยะห่างทางสังคม' เสียหน่อย หากแต่ยังไม่ทันได้เปล่งเสียง ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเทาเข้มที่สวมทับด้วยเสื้อเชิ้ตสีดำปลดกระดุมบนสองเม็ดก็ก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอจากด้านหลังอย่างเงียบเชียบราวกับภูตผี
กลิ่นน้ำหอมแบรนด์หรูราคาแพงปะปนกับความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากตัวผู้มาใหม่ ทำให้พริบพราวชะงักกึก ขนลุกซู่ขึ้นมาทันทีโดยไม่ต้องหันไปมองด้วยซ้ำว่าใครเป็นเจ้าของร่างนั้น
"อ้อ... พอดีวันนี้คุณอาของเขา 'ว่าง' มากพอที่จะมารับค่ะ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่กดต่ำจนเกือบเป็นเสียงกระซิบข้างใบหู แต่น้ำเสียงนั้นกลับเย็นเยียบและทรงพลังเสียจนคนที่ได้ยินต้องสันหลังวาบ ภีมเดชปรายตามองหน้าจอไอแพดในมือของกรณ์ด้วยแววตานิ่งสนิท ไร้รอยยิ้ม ไร้ความอบอุ่น มีเพียงรังสีความกดดันระดับสิบที่แผ่พุ่งออกมาจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงอย่างฉับพลัน
กรณ์สะดุ้งสุดตัว รีบผละถอยหลังออกมาตั้งหลักทันทีเมื่อสบเข้ากับดวงคมกริบที่ราวกับใบมีดโกนอาบน้ำผึ้งของนักธุรกิจหนุ่มรุ่นพี่ แม้ภีมจะไม่เคยประกาศตัวอย่างเป็นทางการในมหาลัย แต่รัศมีและชื่อเสียงเรียงนามของประธานหนุ่มไฟแรงคนนี้ก็เป็นที่เลื่องลือพอจะทำให้เด็กจบใหม่ต้องยอมถอย
"เอ่อ... สวัสดีครับคุณภีม พอดีผมกับพราวแค่..." กรณ์พยายามจะอธิบายด้วยรอยยิ้มเกร็งๆ
"โปรเจกต์จบของนักศึกษาปีสี่ มหาวิทยาลัยชื่อดังระดับประเทศ... ใช้สมองคิดเองทำเอง หรือต้องให้ผู้ชายคนอื่นมาแนบชิดกระซิบกระซาบใกล้ชิดขนาดนั้นถึงจะเรียนจบเหรอครับคุณกรณ์?"
ภีมย้อนถามด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าทุกคำพูดกลับเชือดเฉือนและกดดันจนอีกฝ่ายหน้าเจื่อนลงถนัดตา นัยน์ตาคมกริบกวาดมองร่างของรุ่นน้องหนุ่มตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความเย้ยหยันแบบไม่คิดจะปิดบัง ก่อนจะเอื้อมมือหนาไปโอบรอบเอวบางของพริบพราวเข้าหาตัวอย่างแสดงความเป็นเจ้าของอย่างอุกฉกรรจ์ นิ้วเรียวยาวออกแรงบีบกระชับเบาๆ ผ่านเนื้อผ้า จนคนถูกดึงต้องสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ
"คุณภีม..." พริบพราวเอ็ดเบาๆ พร้อมกับศอกหมัดใส่สีข้างเขาแก้เขิน แต่คนตัวโตกลับนิ่งเฉยราวกับเหล็กกล้าแถมยังกระชับวงแขนให้แน่นขึ้นไปอีก
"กลับบ้าน"
คำสั่งสั้นๆ ห้วนๆ ที่ไม่มีการต่อรองใดๆ ทั้งสิ้นหลุดออกมาจากริมฝีปากหยักหนา ภีมไม่แม้แต่จะชายตามองกรณ์อีกต่อไป เขาก้มลงมองคนตัวเล็กในอ้อมแขนด้วยสายตาดุดันที่ซ่อนไฟโทสะระอุไว้เบื้องลึก ก่อนจะเอ่ยลาแบบขอไปที "ขอตัวก่อนนะครับ พอดีเด็กที่บ้านผม 'ซุ่มซ่าม' จนปล่อยให้ออกมาเดินเร่ร่อนให้คนอื่นฉวยโอกาสนานเกินไปแล้ว"
พูดจบก็ไม่รอให้พริบพราวได้ร่ำลาเพื่อนร่วมคณะสักคำ มือหนาก็จูงมือบางให้เดินตามกึ่งลากกึ่งจูงออกจากร้านกาแฟทันท่ามกลางสายตาของคนในร้านที่หันมามองเป็นตาเดียว
บรรยากาศภายในรถยนต์ยุโรปคันหรูเงียบสนิทจนได้ยินเพียงเสียงเครื่องยนต์และการทำงานของแอร์ พริบพราวนั่งกอดอก หน้ามุ่ย หันหน้ามองออกไปนอกกระจกข้างเพื่อหลีกเลี่ยงการสบตากับคนขับที่นั่งหน้าตึงเป็นตูดทอดสะพานมาตลอดทางตั้งแต่ขึ้นรถ
รถแล่นเข้ามาจอดในลานจอดรถใต้คอนโดมิเนียมหรู ทันทีที่เครื่องยนต์ดับลง ภีมก็ปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วหันขวับมาหาคนข้างกายทันที ร่างสูงโน้มตัวเข้ามาครอบครองพื้นที่จนพริบพราวต้องเอนหลังติดเบาะรถอย่างเลี่ยงไม่ได้
"ทำไมคะ? ทำหน้าแบบนั้นหมายความว่าฉันทำตัวงี่เง่าใส่เธออีกแล้วใช่ไหม" น้ำเสียงของภีมติดจะประชดประชันเล็กน้อย ดวงตาคมเข้มมองสำรวจใบหน้าหวานที่เชิดขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้
"ก็คุณไม่มีเหตุผลนี่คะ! พราวกับกรณ์แค่คุยงานกันจริงๆ นะคะ คุณเอาสิทธิ์อะไรมาพูดจาแขวะแล้วก็ลากพราวออกมาแบบนั้นต่อหน้าเพื่อนล่ะ หน้าแตกหมดพราวอายเขาจะตายอยู่แล้ว!" พริบพราวหันกลับมาเถียงฉอดๆ ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยความโมโห ปากบางเม้มเข้าหากันอย่างขัดใจ
"สิทธิ์เหรอ?" ภีมทวนคำเสียงสูง มุมปากหยักกระตุกยิ้มเยือกเย็น ชายหนุ่มขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกจนลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดแก้มใส "เธอถามหาความสมเหตุสมผลจากผู้ชายที่เห็นผู้ชายคนอื่นมายืนประชิดแนบชิดแฟนตัวเองอย่างนั้นเหรอพริบพราว? ตาเธอบอดหรือสมองเธอเสื่อมกันแน่ ถึงมองไม่ออกว่าไอ้เด็กนั่นมันคิดไม่ซื่อ!"
"แล้วไงคะ! ถึงเขาจะคิดไม่ซื่อ แต่มันก็เรื่องของพราว พราวโตแล้วนะ ป้องกันตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้องให้คุณมาทำตัวเป็นพ่อคนที่สองแล้วคอยหึงหวงอย่างไร้เหตุผลแบบนี้หรอก!"
คำว่า 'หึง' หลุดออกมาจากปากพริบพราวโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ทว่ามันกลับทำให้บรรยากาศในรถเปลี่ยนไปในเสี้ยววินาที
ภีมชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมกริบหรี่ลงมองคนปากเก่งที่เพิ่งรู้ตัวว่าเผลอพูดอะไรออกไป พริบพราวเม้มปากแน่น รีบเบนสายตาหนีไปทางอื่นแก้เก้อ พวงแก้มเนียนใสขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัดแม้ในความสลัวของตัวรถ
มือหนาเอื้อมขึ้นมาจับคางมนให้หันกลับมาสบตากันตรงๆ นิ้วโป้งสากไล้เบาๆ บนพวงแก้มร้อนผ่าว แรงกดที่คางไม่ได้รุนแรง แต่ทว่าหนักแน่นและดึงดูดสายตาให้เธอหนีไปไหนไม่ได้
"หึงเหรอ..." ภีมทวนคำเสียงพร่า แววตาดุดันเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นประกายลึกล้ำที่ชวนให้ใจสั่นระทึก "เธอคิดว่าฉันกำลัง 'หึง' สินะพริบพราว?"
"พราว... พราวไม่ได้หมายความว่า..." น้ำเสียงของเธอเริ่มตะกุกตะกัก ความมั่นใจเมื่อครู่หายวับไปกับตาเมื่อเจอสายตาร้อนแรงคู่นั้นจู่โจม
"ใช่... ฉันกำลังหึง" ภีมไม่อ้อมค้อมอีกต่อไป เขาเอ่ยออกมายอมรับตรงๆ ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่สั่นพร่าเล็กน้อยแต่เต็มไปด้วยความจริงจังที่หนักหน่วง "หึงจนแทบคลั่งตั้งแต่เห็นมันยืนใกล้เธอเกินระยะหนึ่งฟุต หึงจนอยากจะซัดหน้ามันสักหมัดข้อหาที่กล้าส่งสายตาแทะโลมผู้หญิงของฉัน"
หัวใจของพริบพราวเต้นระรัวราวกับกลองเพล คำสารภาพที่ตรงไปตรงมาและสายตาที่เต็มไปด้วยความหวงแหนอย่างดิบเถื่อนทำให้เธอพูดไม่ออก สมองขาวโพลนไปหมด ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสะกดไว้ด้วยมนต์ตรา
ภีมโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ระยะห่างระหว่างริมฝีปากลดลงจนแทบไม่เหลือพื้นที่ พริบพราวหลับตาลงอัตโนมัติ ลมหายใจอุ่นร้อนของเขารดรินอยู่เหนือริมฝีปากเธอ ปลายนิ้วที่จับคางเปลี่ยนมาเป็นโอบประคองท้ายทอยเธอไว้มั่นไม่ให้ขยับหนี
ทว่า... ในจังหวะที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะแนบชิดสนิทกันจนไร้ร่องอากาศ
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะกระจกรถประตูด้านฝั่งพริบพราวดังกะทันหันขึ้น ทำลายบรรยากาศสีชมพูละมุนและปลุกสติของทั้งคู่ให้กลับคืนมาอย่างรวดเร็ว
พริบพราวสะดุ้งสุดตัว รีบผลักอกแกร่งของภีมออกห่างทันที ใบหน้าหวานแดงก่ำลามไปจนถึงใบหูด้วยความตกใจและอับอาย หญิงสาวหันไปมองนอกกระจกเพื่อดูว่าใครคือมารผจญในยามวิกาลเช่นนี้
ภายใต้แสงไฟสลัวของลานจอดรถ ร่างระหงในชุดเดรสสีแดงเพลิงยืนกอดอกส่งยิ้มเยาะเย้ยมาให้เธอผ่านกระจกใส ใบหน้าที่คุ้นเคยดีทำให้พริบพราวเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
...รินรดา!
ภีมสบถเบาๆ ในลำคอด้วยความหงุดหงิดขั้นสุด นัยน์ตาคมกริบฉายแววอำมหิตขึ้นมาวูบหนึ่งเมื่อหันไปเห็นผู้มาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญ ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความหัวเสียก่อนจะหันมามองหน้าพริบพราวที่กำลังนั่งตัวแข็งทื่อด้วยความตกใจ
"อย่าเพิ่งไปไหน... นั่งรออยู่ตรงนี้" ภีมกระซิบเสียงลอดไรฟันด้วยความกรุ่นโกรธ ก่อนจะเอื้อมมือไปปลดล็อกประตูรถแล้วก้าวลงไปประจันหน้ากับผู้หญิงที่กล้ามาขัดจังหวะเวลาความเป็นส่วนตัวของเขากลางดึกแบบนี้!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและร่วมลุ้นไปกับความสัมพันธ์ที่ทั้งดุทั้งฟินของพวกเขานะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
ดีลลับฉบับคุณอาสายดุ•ตอนที่ 19
เมื่อคุณอาหึงโหด
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับคุณอาสายดุ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!