ดีลลับฉบับคุณอาสายดุ•ตอนที่ 4

เมื่ออาของเพื่อนคือเจ้าหนี้

ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
"คุณไม่มีสิทธิ์กักตัวฉันไว้ในนี้เพียงเพราะเรื่องเงิน แค่ไม่กี่ล้าน... ฉันหาคืนให้ได้!" พริบพราวฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะทำงานไม้โอ๊คตัวหนา เสียงดังสนั่นจนแจกันคริสตัลบนโต๊ะสั่นไหว เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบของคนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะตัวนั้น ภีมเดชไม่ได้สะทกสะท้านแม้แต่น้อย เขายังคงจดจ่ออยู่กับการเซ็นเอกสารด้วยปากกาสั่งทำพิเศษ ราวกับคำพูดของเธอเป็นเพียงเสียงแมลงหวี่แมลงวัน "สัญญาไม่ได้ระบุว่าต้องคืนเป็น 'เงิน' เท่านั้นพริบพราว" ภีมวางปากกาลงช้าๆ พลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังราคาแพง สายตาที่เคยมองผ่านๆ บัดนี้จดจ้องที่ใบหน้าเนียนใสของเธออย่างคุกคาม "และในฐานะ 'อา' ของเพื่อนสนิทเธอ ผมคิดว่าผมมีสิทธิ์เต็มที่ในการกำหนดเงื่อนไข ถ้าไม่อยากให้เรื่องที่พ่อเธอติดหนี้ก้อนนี้แพร่งพรายไปถึงหูคนทั้งมหาวิทยาลัย ก็หุบปากแล้วทำตามที่ตกลงกันไว้" "คุณมันเผด็จการ!" "ผมเรียกมันว่าการบริหารความเสี่ยง" เขาเหยียดยิ้มเย็นชา ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวข้ามผ่านพรมผืนหนามาประชิดตัวเธอในระยะที่ทำให้คนตัวเล็กกว่าต้องถอยกรูดไปชนกับขอบชั้นวางหนังสือ "พริบพราว... เธอเป็นเด็กฉลาด ทำไมถึงชอบทำตัวเป็นเด็กดื้อที่ชอบลองดีกับผมอยู่เรื่อย" กลิ่นน้ำหอมไม้กฤษณาจางๆ ผสมกับกลิ่นอายความเย็นเยียบจากเครื่องปรับอากาศในห้องทำงานหรูหราทำเอาคนตัวเล็กใจสั่นรัว พริบพราวพยายามตั้งสติ เธอเชิดหน้าขึ้นรับแรงกดดันจากชายหนุ่มตรงหน้า แม้ในใจจะเริ่มประเมินความฉิบหายของสถานการณ์นี้แล้วก็ตาม "ฉันจะลาออกจากการเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของคุณ" เธอประกาศก้อง "ต่อให้คุณจะฟ้องร้องหรือทำอะไรกับชีวิตฉัน ฉันก็จะไม่ยอมเป็นเบี้ยล่างให้คุณปั่นหัวเล่นแบบนี้อีกต่อไป" ภีมเดชหัวเราะหึในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูเหมือนเสียงเตือนภัยมากกว่าความขบขัน เขายกมือขึ้นทัดปอยผมที่ปรกหน้าเธอเบาๆ สัมผัสนั้นแผ่วเบาทว่าทรงพลังจนพริบพราวขนลุกชัน เขาโน้มใบหน้าลงมาจนจมูกโด่งเกือบจะแตะเข้ากับแก้มใสของเธอ "ลาออกงั้นเหรอ? เอาสิ" เขากระซิบเสียงพร่า "แต่สัญญาในหน้าสุดท้ายระบุไว้ชัดเจนนะว่า... หากคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งถอนตัวโดยไม่ได้รับความยินยอม จะต้องชดใช้ด้วยการ 'จ่ายคืนเป็นสองเท่า' ของมูลค่าทั้งหมด เธอมีเงินสดก้อนนั้นในบัญชีหรือเปล่าล่ะ... หรือจะให้ผมช่วย 'เสนอทางเลือกอื่น' ให้เธอผ่อนจ่ายด้วยวิธีที่... คุ้มค่ากว่าเงิน" พริบพราวเม้มปากจนเป็นเส้นตรง เธอรู้ดีว่านี่คือกับดัก แต่ความทะนงตัวและศักดิ์ศรีที่ค้ำคอทำให้เธอไม่อาจถอยหนีได้ง่ายๆ "วิธีที่คุ้มค่ากว่าเงินของคุณ... หมายถึงอะไร" "ก็หมายถึงสิ่งที่ผมต้องการมาตลอดนับตั้งแต่เธอเหยียบเข้ามาในบริษัทนี้ยังไงล่ะ" เขาจงใจเว้นจังหวะให้ลมหายใจอุ่นๆ รินรดผิวแก้มเธอ ก่อนจะขยับเข้าไปกระซิบข้างใบหู "ความซื่อสัตย์แบบไม่มีข้อแม้... และการอยู่ใกล้ๆ ให้ผมเรียกใช้งานได้ทุกเมื่อที่ผม 'เหงา'" พริบพราวผลักอกเขาออกเต็มแรงด้วยความรู้สึกโกรธปนเขินจนหน้าแดงก่ำ "คุณมันคนบ้าอำนาจ! ฉันมีศักดิ์ศรีพอที่จะไม่เอาตัวเข้าแลกกับหนี้เน่าๆ ของใครทั้งนั้น!" "งั้นก็รีบไปหาเงินมาคืนผมซะ ก่อนที่ผมจะหมดความอดทนกับความปากเก่งของเธอ" ภีมเดชเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้พลางไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ ราวกับผู้คุมเกมที่ถือไพ่เหนือกว่าทุกใบ ทว่าในจังหวะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงเคาะประตูห้องทำงานก็ดังขึ้นสองครั้ง ก่อนที่บานประตูไม้บานใหญ่จะถูกผลักเปิดออกโดยไม่รอคำอนุญาต ร่างเพรียวระหงในชุดเดรสสีแดงเพลิงก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่ามั่นใจ รอยยิ้มกรีดกรายของรินรดาทำเอาอากาศในห้องเปลี่ยนเป็นอุณหภูมิติดลบทันที "อุ๊ย... ขอโทษทีค่ะพี่ภีม พอดีรินเห็นพนักงานหน้าห้องบอกว่าพี่กำลังยุ่งอยู่กับ 'น้องพนักงานคนใหม่' เลยคิดว่าน่าจะอยากได้คนมาช่วย 'จัดการ' งานเอกสารให้มากกว่า..." สายตาที่จิกกัดของรินรดาตวัดมามองพริบพราวราวกับจะฉีกร่างให้เป็นชิ้นๆ ก่อนจะหยุดลงที่ภีมเดชด้วยท่าทีออดอ้อน หากแต่ในดวงตาคู่นั้นกลับมีความคุกคามซ่อนอยู่ "พริบพราว... เธอออกไปก่อน" ภีมสั่งเสียงเรียบ โดยไม่ได้แม้แต่จะหันไปมองรินรดา "ไม่จำเป็นค่ะพี่ภีม" รินรดาเดินไปหยุดข้างโต๊ะทำงานแล้วโน้มตัวลงไปแตะไหล่ภีมเดชอย่างถือวิสาสะ "รินมีเรื่องสำคัญกว่างานเอกสารจะมาคุยด้วย... เรื่องที่เกี่ยวกับ 'ความลับ' ของยัยเด็กนี่ที่พี่อาจจะยังไม่รู้" พริบพราวชะงักฝีเท้าที่กำลังจะก้าวออกไปจากห้อง เธอหันกลับมามองรินรดาด้วยความสงสัย หรือนี่คือสิ่งที่เธอหวาดระแวงมาตลอด ความลับที่รินรดาพยายามจะใช้ทำลายเธอ ภีมเดชหรี่ตามองรินรดา ความสนใจของเขาเปลี่ยนไปที่หญิงสาวผู้มาใหม่ในทันที เขาผสานมือเข้าด้วยกันบนโต๊ะแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เป็นเอกลักษณ์ของความไม่ปราณี "เรื่องไหนอีกล่ะรินรดา... เรื่องที่เธอแอบเอาชื่อผมไปอ้างเพื่อทำธุรกิจส่วนตัว หรือเรื่องที่เธอพยายามโอนเงินบริษัทเข้าบัญชีลับของตัวเองที่ผมตรวจเจอเมื่ออาทิตย์ก่อน?" รินรดาหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือดในทันที คำพูดนั้นไม่ได้ดังมากแต่มันกลับคมกริบพอที่จะทำลายความมั่นใจของหญิงสาวผู้มาใหม่จนพังทลาย "พี่... พี่รู้?" "ผมรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในบริษัทนี้" ภีมเดชลุกขึ้นยืนอีกครั้ง คราวนี้เขาเดินตรงมาหาพริบพราวที่ยืนอึ้งอยู่ตรงกลางห้อง ก่อนจะคว้าข้อมือเธอไว้แน่น "และผมก็รู้ด้วยว่า... ใครกันแน่ที่กำลังเล่นเกมสกปรก" เขากระชากร่างพริบพราวให้เข้ามาใกล้ตัวอีกครั้ง ก่อนจะหันไปมองรินรดาด้วยสายตาเรียบเฉยที่ดูน่ากลัวยิ่งกว่าการตวาด "ออกไปจากห้องผมซะ ก่อนที่ผมจะแจ้งความข้อหาลักทรัพย์และหมิ่นประมาท... และอย่าได้กลับมาเหยียบที่นี่อีก!" พริบพราวเบิกตากว้าง เธอแทบไม่เชื่อสายตาว่าภีมจะเลือกช่วยเธอจากสถานการณ์นี้ แต่ทว่า... ทันทีที่รินรดาเดินออกไปพร้อมกับความแค้นที่สุมเต็มอก ภีมก็หันกลับมาหาเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคน สายตาที่อ่านไม่ออกแต่ร้อนแรงราวกับไฟ เขากดล็อกประตูห้องทำงานทันที เสียงกลอนประตูดัง 'คลิก' ชัดเจนในความเงียบ ก่อนที่เขาจะต้อนพริบพราวเข้าไปจนมุมที่หน้าต่างบานใหญ่ มองออกไปเห็นวิวเมืองหลวงยามเย็นที่เริ่มเปิดไฟ "ทีนี้..." เขาเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงต่ำพร่า รวบเอวบางไว้แน่นจนชิดอกแกร่ง "ในเมื่อเราจัดการเรื่องหนอนบ่อนไส้ไปแล้ว ถึงเวลาที่เรามาจัดการ 'สัญญาลับ' ของเราต่อให้จบเสียที... พริบพราว" ปลายคางมนถูกเชยขึ้นให้สบตากับคนตรงหน้า แววตาของภีมเดชในวินาทีนี้... ไม่ได้ดูเหมือนเจ้านายที่กำลังทวงหนี้ แต่มันดูเหมือนสัตว์ร้ายที่กำลังหิวโหย และดูเหมือนว่า... สิ่งที่เขาต้องการจะ 'ชดใช้' ในวันนี้ อาจไม่ใช่แค่เรื่องของเงินเพียงอย่างเดียวเสียแล้ว ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความเร้าใจในตอนที่ 4 นะคะ แล้วมาลุ้นกันต่อว่าพริบพราวจะรอดจากอาของเพื่อนคนนี้ไปได้อย่างไรในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับคุณอาสายดุ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%