"ถ้าอาจารย์ธนาว่างมากพอจะมาตรวจการจับเอวของนักศึกษา ผมเกรงว่าโปรเจกต์ร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยกับบริษัทของผม คงต้องหาคนที่มีเวลาใส่ใจรายละเอียดงานมากกว่านี้มาแทนแล้วล่ะครับ"
น้ำเสียงของภีมเดชไม่ได้ดัง แต่อัดแน่นด้วยแรงกดดันระดับที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวลดอุณหภูมิลงไปหลายองศา ร่างสูงของนักธุรกิจหนุ่มในชุดสูททําจากผ้าอิตาเลียนสั่งตัดพิเศษไม่ได้ขยับถอยหนยแม้แต่น้อย มือข้างที่ยังวางอยู่บนเอวบางของพริบพราวเปลี่ยนจากสัมผัสผิวเผิน เป็นการรั้งกระชับให้เธอขยับเข้าไปชิดแผงอกแกร่งมากขึ้นโดยปริยาย เพื่อประกาศอาณาเขตแบบไม่ต้องเอ่ยปาก
พริบพราวเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก ไม่ใช่เพราะความเขินอายจากสัมผัสของคนตัวโต แต่เป็นเพราะสายตาคู่คมของธนา อาจารย์พิเศษหนุ่มผู้ทรงเสน่ห์ประจำคณะ ที่กำลังถอดแว่นสายตากรอบทองออกช้าๆ พร้อมรอยยิ้มมุมปากที่อ่านไม่ออก
"ผมก็แค่แปลกใจ... ที่คนรักความสมบูรณ์แบบอย่างคุณภีม ยอมลดตัวลงมาคลุกคลีกับเด็กฝึกงานปีสี่ถึงในมุมอับของตึกคณะ" ธนาปรายตามองพริบพราวแวบหนึ่ง แววตาคู่นั้นพราวระยับด้วยประกายความท้าทาย "หวังว่าผลงานของน้องพริบพราวจะดีพอจนไม่ทำให้คุณภีมต้องเสียฟอร์มทีหลังนะครับ"
"เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงครับ..." ภีมเดชเหยียดยิ้มเย็นชา "เพราะผมคัดสรร... ของทุกชิ้นด้วยตัวเองเสมอ"
คำว่า 'ของทุกชิ้น' กระแทกเข้าโสตประสาทของพริบพราวเต็มแรง หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอาการสั่นสะเทือนในช่องท้อง ก่อนจะตัดสินใจสะบัดตัวหลุดจากการเกาะกุมของมือหนา แล้วถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว ดวงตากลมโตตวัดมองหน้าชายหนุ่มทั้งสองด้วยความรู้สึกกรุ่นโกรธที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาจนปิดไม่มิด
"ถ้าพวกคุณว่างนัก ก็เชิญยืนสุนרוקพจน์กันตามสบายนะคะ พอดีฉันมีธุระต้องไปเคลียร์กองเอกสารบนโต๊ะต่อ"
พริบพราวทิ้งท้ายด้วยประโยคเชือดเฉือนก่อนจะหมุนตัวเดินจ้ำอ้าวหนีออกมาทันที ไม่อยากอยู่เป็นสนามอารมณ์ให้ผู้ชายหน้าตาดีแต่ปะทะคารมกันด้วยรังสีอำมหิตพวกนั้นอีกแม้แต่วินาทีเดียว
แต่ทว่า... เดินพ้นมุมเสามาได้ไม่ถึงห้าก้าว ข้อมือเรียวก็ถูกกระชากจากด้านหลังอย่างแรง แรงดึงนั้นไม่ได้รุนแรงถึงกับเจ็บ แต่เด็ดขาดและไร้ความปราณีจนร่างของเธอเซไปชนเข้ากับกำแพงปูนเย็นเยียบ
ภีมเดชตามมาทัน และตอนนี้เขากำลังใช้แขนแกร่งกักตัวเธอไว้กับผนัง โดยมีใบหน้าคมคายโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนที่เจือกลิ่นมินต์จางๆ เป่ารดอยู่ข้างแก้ม
"ใครอนุญาตให้เดินหนีตอนที่ฉันยังพูดไม่จบพริบพราว" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบชิดริมหู น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและอันตรายจนขนลุกซู่ไปทั้งร่าง
"ปล่อยนะคะคุณภีม! ที่นี่มันมหาวิทยาลัย ไม่ใช่ห้องทำงานส่วนตัวของคุณ!" เธอกัดฟันกรอด พยายามดันแผงอกเขาออกด้วยสองมือ แต่เขากลับนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหินอ่อนที่ไม่มีวันสะเทือน
"แล้วไง? กลัวคนอื่นเห็นหรือไงว่าเรากำลังทำอะไรกันอยู่" ดวงตาคมกริบกวาดมองริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่นด้วยความหมั่นไส้ ก่อนที่มุมปากหยักจะยกยิ้มร้ายกาจ "จำที่ฉันพูดบนรถไม่ได้หรือไง หึ... หรือต้องให้ทบทวนความจำด้วยวิธีอื่น?"
พริบพราวหน้าแดงซ่านด้วยความโกรธปนกระดากอาย เธอยื่นหน้าเข้าไปสู้สายตา ไม่ยอมแพ้ต่อแรงกดดันนั้นแม้แต่น้อย "คุณอยากได้อะไรจากฉันกันแน่คะคุณภีมเดช? แบล็กเมลฉัน สนุกมากนักเหรอที่ได้เห็นฉันดิ้นพล่านเหมือนคนบ้าแบบนี้!"
ภีมเดชหุบยิ้มทันที แววตาคมกริบฉายประกายจริงจังขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเรียบเฉยที่คาดเดาไม่ได้ มือหนาข้างหนึ่งละจากการค้ำผนัง เลื่อนขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาเคล้าแก้มเนียนแผ่วเบา สัมผัสนั้นอบอุ่นแปลกประหลาดจนพริบพราวเผลอกลั้นหายใจ
"อยากรู้เหรอ..." เขาเอ่ยเสียงกระซิบพร่า "งั้นก็ฟังให้ดี เพราะฉันจะพูดแค่ครั้งเดียว และหวังว่าสมองอันปราดเปรื่องของนักศึกษาทุนปีสี่อย่างเธอจะจำมันได้ขึ้นใจ"
หญิงสาวเม้มปากแน่น รอฟังคำประกาศิตจากซาตานในร่างนักธุรกิจหนุ่ม
"นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป ระหว่างเรามีกฎอยู่สามข้อ... ที่เธอไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ" ภีมเดชชูนิ้วขึ้นมาทีละนิ้ว น้ำเสียงราบเรียบทรงอำนาจถูกเอ่ยออกมาทีละคำอย่างชัดเจน
"ข้อแรก... ห้ามบอกเรื่องของเราให้ใครรู้แม้แต่คนเดียว ไม่ว่าจะเป็นไอ้ธนาเพื่อนฉัน หรือเพื่อนสนิทตัวแสบของเธอ"
พริบพราวขมวดคิ้วมุ่น "แล้วถ้าฉันเผลอหลุดปากล่ะ?"
"เธอคงไม่อยากรู้หรอkomว่าผลลัพธ์มันจะเป็นยังไง" เขาตอบหน้าตายก่อนจะชูนิ้วที่สองขึ้นมา "ข้อสอง... ห้ามถามเรื่องส่วนตัวของฉัน อยากรู้อะไรเกี่ยวกับฉัน... ยกเว้นเรื่องงาน... ห้ามเอ่ยปากถามเด็ดขาด"
"มันเอาเปรียบกันเกินไปแล้วนะคะ! คุณบอกเงื่อนไขบ้าๆ นี่ฝ่ายเดียวโดยที่ฉัน..."
"และข้อสุดท้าย... ซึ่งสำคัญที่สุด" ภีมเดชขัดขึ้นมาเสียงเรียบ พร้อมกับขยับใบหน้าเข้าไปใกล้จนริมฝีปากของเขาแทบจะแนบติดกับใบหูของเธอ "ห้ามมีความรู้สึก... กับฉันเด็ดขาด"
คำว่า *'ห้ามมีความรู้สึก'* ดังก้องอยู่ในหัวของพริบพราวราวกับเสียงระฆังเตือนภัย หัวใจที่เคยเต้นรัวด้วยความโกรธเมื่อครู่ กลับกระตุกวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความเย็นวาบแล่นพล่านไปทั่วสันหลังเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมกริบที่ไม่มีรอยยิ้มเจือปนเลยแม้แต่น้อยของเขา
"คุณ... หมายความว่ายังไง" เธอถามเสียงสั่นโดยไม่รู้ตัว
"หมายความว่า ดีลของเรามีไว้เพื่อผลประโยชน์และความสะใจของฉันเท่านั้น พริบพราว" ภีมเดชผละตัวออกช้าๆ จัดปกเสื้อสูทของตัวเองให้เข้าที่ด้วยท่าทีสุขุมเยือกเย็นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น "อย่าเผลอใจไปรักคนอย่างฉัน... เพราะตอนจบ มันจะไม่สวยสำหรับเธอแน่"
พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินจากไปอย่างไร้เยื่อใย ทิ้งให้พริบพราวยืนแข็งค้างอยู่กับที่ ลมหายใจติดขัด หัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง
ทว่า... ในวินาทีที่เธอคิดว่าเรื่องบ้าๆ นี้ได้จบลงแค่นั้น เสียงฝีเท้าของใครบางคนก็ดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับมือเย็นเฉียบที่แตะลงบนไหล่ของเธออย่างแผ่วเบา
"คุยอะไรกันอยู่เหรอคะน้องพริบพราว ดูท่าทางเครียดเชียว"
เสียงหวานใสแต่แฝงด้วยพิษร้ายของ 'รินรดา' ดังขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มกริมที่ทำให้พริบพราวต้องหันขวับกลับไปเผชิญหน้ากับหายนะครั้งใหม่!
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "กำมะหยี่สีแดง" มาโดยตลอดนะคะ!
ดีลลับฉบับคุณอาสายดุ•ตอนที่ 3
กฎเหล็กของคุณอา
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับคุณอาสายดุ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!